มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๗๔
สมัยไฉอยู่โรงเรียนประชาบาล เ้าตัวมีเื่ต่อยตีไม่เว้นวัน อันที่จริงเถ้าแก่ก็ไม่ได้อยากให้ลูกชายเรียนต่อสักเท่าไหร่ แต่เพราะสนิทสนมกับหลวงเวชวินิจ คุณหมอกลับบ้านทีไรมักแวะเยี่ยมเยียนถามไถ่เื่การเรียนของลูกชายเ้าของกงสี สนทนากันไปมา เถ้าแก่เล็งเห็นว่าสมัยนี้มีเงินอย่างเดียวไม่พอ คนยังดูถูกอยู่วันยังค่ำ อ่านออกเขียนได้มีการศึกษา หูตาย่อมกว้างไกลกว่า จะเจรจาค้าขายหรือหาเส้นสายย่อมมีหนทาง คิดได้ดังนั้นเลยให้ลูกคนโตตามเ้าว่านยาเข้าโรงเรียนประจำมณฑล ส่วนลูกชายคนกลางกับคนเล็กเรียนอยู่โรงเรียนประชาบาลใกล้บ้าน
ไฉมีน้องคลานตามกันมาสองคน คนนึงแปดขวบชื่อฉาง อีกคนหกขวบชื่อเฉียน แต่ไม่สนิทสนมเท่าว่านยาที่เติบโตมาด้วยกัน เนื่องจากอายุห่างหลายปี
ชีวิตลูกหลานชาวตลาดริมน้ำท่าจีนนั้นเรียบง่าย ไฉและว่านยาเคยเรียนโรงเรียนประชาบาลตอนประถม พอขึ้นมัธยมต้นก็นั่งเรือเอี๊ยมจุ๊นของกงสีแต่เช้ามืด ล่องขึ้นไปตามแม่น้ำท่าจีน จนถึงแยกเชื่อมต่อกับแม่น้ำเ้าพระยาถึงขึ้นฝั่งต่อสามล้อไปเรียน คราวโรงเรียนเลิกก็นั่งสามล้อมาขึ้นเรือขนข้าวของกงสีที่จอดรออยู่กลับ
ท่ามกลางสายน้ำไหลเอื่อย เรือเอี๊ยมจุ้นลอยลำ ด้านในมีกระสอบข้าวเปลือกที่รับซื้อจากชาวบ้านอยู่หลายใบ ตัวลูกชายเ้าของกงสี พอเข้าสู่่วัยรุ่นรูปร่างสูงยาว ท่าทางปราดเปรียว ตาเรียวรีเงยมองฟ้าก่อนจะเบนสายตาไปยังเด็กหนุ่มที่กำลังหลับตาพริ้ม
บ่ายแก่แดดอุ่น แสงตะวันฉาบท้องฟ้าครามให้กลายเป็สีแสด เงาจากแมกไม้ริมน้ำตกกระทบหน้าหนุ่มตี๋ที่นั่งรับลมอยู่หัวเรือ เสื้อนักเรียนถอดไว้ในกระเป๋า มือซ้ายกวาดเอาน้ำกระเซ็นไปโดนเ้าของใบหน้าคมคายที่นั่งหลับพิงกาบเรืออยู่ด้านใน ทีแรกคิดว่าบังเอิญ นั่งเรือจะมีหยาดน้ำสาดกระเซ็นบ้างเป็ธรรมดา ทว่ารอบสองปริมาณน้ำซัดเข้ามาจนเปียกไปทั้งหน้า ว่านยาจึงรู้ว่าไม่ใช่
“ไฉ”
ถูกจับได้ผู้ร้ายก็หัวเราะตาหยี
“นอนตอนนี้เดี๋ยวตะวันทับตา ห่วงเ้ายาหรอกหนา” น้ำเสียงเสแสร้งไร้ความจริงใจสิ้นดี
ว่านยาจึงวักน้ำให้กระเซ็นไปทางร่างสูงบ้าง
“โอ๊ะ เ้ายารู้จักเอาคืนด้วยหรือนี่”
“เตี่ยม๊าเคยบอกไหม ว่าไฉน่ารำคาญ”
หากเป็ตอนเด็กคงน้อยใจร้องไห้ใหญ่โต แต่พอเป็วัยรุ่นได้แกล้งเ้าว่านยาให้รำคาญใจได้ ไฉกลับรู้สึกชอบใจ อยากได้ยินเพื่อนวัยเด็กด่าจริงจังสักครา ท่าจะเป็บุญหู
“ไม่เคยสักครั้ง ท่านชอบพี่ที่เป็แบบนี้ เ้ายารำคาญหรือ”
“รำคาญ โอ๊ะ” เอ่ยตอบไม่ทันขาดคำ ก็ถูกน้ำสาดเข้ามาอีกโครม
“เดี๋ยวก็ถูกข้าวหรอกไฉ” กลายเป็ลูกหมอต้องมาห่วงธุรกิจค้าขายให้ลูกชายกงสี
“เ้ายาก็มานั่งข้างกันนี่ซี” มือตบลงข้างตัว
ว่านยาเลิกคิ้ว ไฉนั้นดื้อด้านเอาแต่ใจ หากคิดทำอะไรก็จะเอาให้ได้ ไม่ยอมแพ้ อยู่ด้วยกันมาั้แ่เกิด ข้อนี้เขารู้ดีกว่าใคร เลยจำใจย้ายตัวเองไปนั่งเบียดกันอยู่หัวเรือ
“อีกสักเดี๋ยวตะวันจะลับฟ้า วันนี้เมฆสวย พี่อยากให้ดูด้วยกัน”
อย่างนั้นหรอกหรือ ว่านยาเงยหน้ามองฟ้า ก่อนจะยิ้มออกมาเมื่อเห็นเมฆก้อนหนึ่งรูปร่างคล้ายเรือลอยลำแบบที่ตนนั่ง
“นั่น ไฉว่าเหมือนเรือไหม”
“ไหน” ตาเรียวรีมองตามนิ้วยาว หรี่ตาเอียงคอ
“เหมือนหมึกแผ่น”
มุมปากว่านยากระตุก ไฉเห็นก็หัวร่อคิกคัก
“จะว่าไปก็เหมือนเรืออยู่หนา เรือกงสีแซ่หลี” เอ่ยพร้อมยิ้มบาง เรือกงสีก็มีแต่เรือขนข้าวแบบที่เขานั่งนี่แหละ ล่องไปตามแม่น้ำลำคองซื้อขายข้าว เกลือ น้ำตาล เป็หลัก
“นี่” ไฉกระแซะไหล่คนอ่อนเดือนกว่า
“อะไรเล่า”
“อีกสองปีจะไปเรียนในพระนครจริงหรือ พี่ได้ยินคุณหลวงว่า”
เอ่ยถึงบิดาที่ใกล้เกษียนซึ่งตอนนี้ทำงานอยู่นคร์ ว่านยาพยักหน้า
“ฉันอยากเป็หมอเหมือนคุณพ่อ ต้องเรียนจบมอแปดแล้วสอบเข้าศิริราช ไฉเล่าอยากทำอะไร นึกออกหรือยัง”
พอถูกถามกลับ หนุ่มตี๋ก็ส่ายหน้า เติบโตมากับกงสีค้าขายข้าว เกลือ น้ำตาล ทำโรงสีเป็หลัก ซ้ำยังเป็ลูกชายคนโต ตนยังจะทำอะไรได้เล่า
“ไปพระนครด้วยกันไหม ฉันเองก็กังวลถ้าต้องอยู่คนเดียว เราไม่เคยห่างกันเลย ถ้ามีไฉอยู่ด้วยคงอุ่นใจไม่น้อย” เอ่ยตามจริง
ั์ตาเหยี่ยวชำเลืองมองคนพูดจากด้านข้าง แสงสะท้อนผืนน้ำระยิบระยับ ยังไม่เท่าประกายในดวงตาของเ้าไฉ
ความเงียบทำให้ว่านยาต้องเหล่มองกลับ กลัวว่าคำชักชวนจะทำเพื่อนรักลำบากใจ กระนั้นที่กล่าวไปล้วนตรงกับใจทุกอย่าง มีแค่อยู่กับไฉ ที่เขาไม่ต้องคอยระแวดระวังความคิด จะทำตัวอย่างไร ไฉไม่ตำหนิวิจารณ์ เป็ลูกหลวงเวชวินิจกับแม่ศรีประไพ เหมือนดาบสองคม ทางหนึ่งผู้คนเกรงอกเกรงใจ ทางหนึ่งก็ต้องรักษาภาพลักษณ์ ทำอะไรต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อครอบครัว
อีกอย่าง…อยู่ด้วยกันมาั้แ่เกิด ว่านยาไม่เคยแยกจากไฉเกินสัปดาห์ นานสุดที่เคยจากกัน แค่เข้าพระนครไปเยี่ยมหาบิดาสมัยท่านรับราชการที่ศิริราชเท่านั้น เทียบความสนิทสนมกันแล้ว ว่านยาสนิทชิดเชื้อกับไฉมากยิ่งกว่าบิดาเสียอีก
“ฉันแค่เอ่ยลอยๆ ไม่ได้ตั้งใจทำให้หนักใจหรอกหนา เข้าใจอยู่ว่าไฉต้องช่วยครอบครัวทำงาน พวกเราก็โตๆ กันแล้ว ต้องดูแลตัวเอง”
คนพูดอายุสิบสี่ จะโตแค่ไหนกันเชียว ตาเรียวหรี่ลง แต่ไหนแต่ไรก็เดินตามตูดกันต้อยๆ เ้าว่านยาจะทำอะไรสักอย่างต้องคิดทบทวนแสนล้านตลบ ไฉที่คล้ายรู้ใจไปทุกอย่างทำให้เสร็จสรรพเป็มือเป็เท้ามาตลอด จนลูกหมอแทบจะทำอะไรไม่เป็อยู่แล้ว เข้าพระนครคนเดียวก็น่าห่วงอยู่
ไม่สิ ห่วงมาก หากห่างกัน คงห่วงจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ได้ข่าวว่าพระนครแหล่งมั่วสุมมากมาย ทั้งโรงฝิ่น โรงชำเราบุรุษ สุรา นารี เพื่อนชายที่เขาว่าโก้ตามหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารเอาใจวัยโก๋ ใจหนึ่งก็กลัวเ้าว่านยาจะติดใจแสงสี หลงไปกับสิ่งที่ผู้คนเรียกว่าความศิวิไลซ์จนลืมกัน
คิดถึงตรงนี้ไฉอดไม่ได้เลยเอ่ยบอกเ้าว่านยาตามตรง
“พี่อยากไป” จากใจจริง “แต่เตี่ยคงไม่ให้ ทางนั้นอยากให้เรียนรู้งานกงสี”
“ฉันเข้าใจ เดี๋ยวนี้กิจการบ้านไฉใหญ่โตทั้งที่หันคา ทั้งบางใหญ่ ยังมีโรงสีข้าวอีก แค่คิดว่าถ้าอยู่ด้วยกันจนจบมอปลาย คงพอมีเวลาให้ฉันได้ปรับตัวกับพระนคร อีกอย่างฉันกลัว…”
ไฉเลิกคิ้ว ชอบฟังเวลาเ้าว่านยาพูดอะไรยาวๆ น้ำเสียงไพเราะเสนาะหู ให้นั่งฟังทั้งวันยังไหว คล้ายพวกนายวิทยุพากษ์ละครก็ไม่ปาน เวลาน้องเงียบมากเข้า จึงชอบตีรวนให้ด่าว่า
“เ้ายากลัวอะไร”
“กลัวไฉนั่นแหละ ไม่มีฉันคอยห้ามปราม น่าห่วง ยิ่งวัยนี้ด้วย เตี่ยแอบบ่นให้ฉันฟังทุกวัน”
ไฉหัวเราะ ใช่มีเพียงเขาที่ห่วงอยู่ฝ่ายเดียว ใจร้อนนั้นยอมรับ ปากไวใจเร็ว มือถึงตีนถึง ยอมรับแต่โดยดี แต่ไม่มีสักครั้งที่เป็ฝ่ายเริ่มก่อน แตนอยู่เฉยๆ ไม่มีใครไปแหย่มันจะบินต่อยคนหรือ เพราะอย่างนั้นจึงไม่ได้โต้ตอบ ทุกวันนี้มีเื่น้อยลงเพราะกลัวเ้าว่านยาที่ตามติดโดนลูกหลงหรอก
“พี่อยากไปด้วยจริงๆ หนา”
“จริงหรือ ให้คุณพ่อคุณแม่ฉันช่วยพูดให้ไหมล่ะ” ประกายในดวงตาบ่งชัดว่าเ้าว่านยาเอาจริง
ไฉส่ายหน้าน้อยๆ เป็ไปไม่ได้หรอก กงสีขาดคน เื่ภายในมากมายที่เ้าว่านยาไม่รู้ นอกจากหันคา ชัยนาท และ บางใหญ่ สุพรรณบุรี เตี่ยยังวางแผนจะซื้อที่เปิดร้านริมคลองภาษีเจริญ ทางผ่านแม่น้ำท่าจีน เพื่อให้ภายภาคหน้าลูกชายสามคนคุมการค้าสามมณฑล หรือถ้าน้องไม่อยากทำ ก็ต้องเป็ไฉที่ต้องช่วยเตี่ยกับม๊าดูแลเต็มตัว ความร่ำรวยก็มีสิ่งที่ต้องแลกมาเช่นกัน
“ตะวันลับขอบฟ้าแล้วเ้ายา ดูซี”
ว่านยาขมวดคิ้ว ดูก็รู้ว่าไฉจงใจเปลี่ยนเื่ แต่ท้องฟ้าก็สวยจริงดังว่า คิ้วยับยุ่งจึงคลายออก
“พี่สัญญาว่าจะทำตัวให้ดี เขียนจดหมายแนบอากรส่งไปให้ หรือถ้าคิดถึงมากเข้า จะลงไปหา เ้ายาปิดเทอมก็กลับมา พี่ไม่เปลี่ยนไปหรอก เ้ายานั่นแหละจะหลงแสงสีจนลืมบ้านนอกคอกนา”
ว่านยาถอนหายใจเฮือกใหญ่
“อย่ามาใส่ร้าย ฉันใช่คนชอบแสงสี มาสัญญากันก่อนที่พูดมาทุกคำ ฉันจะจำ ทำให้ได้ด้วยหนา”
นิ้วก้อยไฉยกเกี่ยวนิ้วน้อง
“สัญญา”
????