พริบตานั้น บรรยากาศกลางตลาดเก่าเมืองหลิงหยวนพลันระเบิดกระแสคลื่นความตึงเครียดออกมาจนเศษใบไม้และฝุ่นทรายรอบข้างลอยหมุนวนในอากาศ ชายฉกรรจ์จวนอ๋องหลี่เมื่อเห็นว่าขั้วอำนาจลึกลับในคราบสมาคมพาณิชย์ชักอาวุธออกมาข่มขู่ พวกเขาก็มิอาจทนดูอยู่เฉยได้อีกต่อไป ในเมื่อหน้าที่คือคุ้มกันกู่เหวินเทียน ภาระหน้าที่นั้นย่อมเหนือสิ่งอื่นใด!
“อ้างหนี้สินเหลวไหล! คิดจะชิงตัวคนต่อหน้าคนของจวนอ๋องหลี่ พวกเจ้าคงเบื่อชีวิตแล้วกระมัง”
หัวหน้าองครักษ์จวนอ๋องหลี่แผดเสียงคำรามลั่น สองมือกระชับด้ามกระบี่เหล็กกล้าแน่น ทันใดนั้น พลังปราณสีส้มอมแดงอันดุดันหนาหนักก็ระเบิดออกจากร่าง ส่งกลิ่นอายกดดันดุจสัตว์ร้ายขนาดยักษ์ พื้นดินใต้เท้าของเขาถึงกับทรุดตัวลงเป็นรอยร้าว รูปร่างของปราณนั้นม้วนตัวควบแน่นจนดูคล้ายกับเงาร่างของ ‘พญากระทิงคลั่ง’ ที่กำลังก้มหัวพร้อมขวิดทะลวงทุกสิ่ง!
‘ปราณกระทิง: กระบี่ทะลวงค่าย!’
ร่างสูงใหญ่พุ่งทะยานออกไปข้างหน้าดุจดาวตก กระบี่ในมือฟันตวัดระเบิดคลื่นพลังปราณกระทิงหนาหนัก พุ่งตรงเข้าใส่กลุ่มชายชุดดำของสมาคมการค้าอย่างดุดัน!
“เหอะ! แค่พลังหยาบกระด้างของพวกทหาร!”
อีกฝ่ายหัวเราะ ท่วงท่าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นพลิ้วไหวและรวดเร็วจนเกิดภาพเงาซ้อน กระบี่วงเดือนในมือถูกตวัดกวัดแกว่ง ทันใดนั้น พลังปราณสีครามคมกริบดุจใบมีดก็ระเบิดออกมารอบกาย มันหมุนวนสยายออกจนดูคล้ายปีกของ ‘พญาเหยี่ยว’ ที่กำลังกางปีกโฉบดิ่งลงมาจากเวหาด้วยความเร็วสูง!
‘ปราณเหยี่ยวเวหา กรงเล็บฉีกนภา!’
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
เสียงอาวุธปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหว คลื่นปราณกระทิงหนาหนักปะทะเข้ากับคลื่นปราณเหยี่ยวอันคมกริบจนเกิดแรงอัดอากาศระเบิดออกเป็นระลอก ทำเอาโต๊ะเก้าอี้และแผงลอยซาลาเปารอบข้างฉีกขาดปลิวว่อน พ่อค้าซาลาเปาร้องจ๊ากมุดหนีลงไปในร่องระบายน้ำทันที แรงปะทะอันรุนแรงทำให้อาวุธของทั้งสองฝ่ายประชันกันอย่างก้ำกึ่ง ฝั่งหนึ่งหนักหน่วงดุจภูเขาพังทลาย อีกฝั่งหนึ่งรวดเร็วคมกริบดุจสายลมเชือดเฉือน
ในขณะที่สองขั้วอำนาจกำลังเปิดฉากตะลุมบอนกันอย่างดุเดือด...
‘เหม่ยอิง’ ผู้สืบทอดแห่งสำนักศึกษาพยัคฆ์คำรนกลับยังคงยืนนิ่งสนิทอยู่ ณ จุดเดิม ราวกับภาพการต่อสู้นองเลือดเบื้องหน้าเป็นเพียงฉากงิ้วริมทาง ชายเสื้อรัดกุมสีดำของนางสะบัดพลิ้วตามแรงลมปราณที่ระเบิดออกมา ทว่าแผ่นหลังยังคงเหยียดตรง มือเรียวงามยังคงแตะอยู่ที่ฝักกระบี่โดยมิได้ชักมันออกมาแม้แต่ครึ่งนิ้ว
นางกำลังยืนคุมเชิง!
ดวงตาคู่งามอันเย็นชาของเหม่ยอิงมิได้จับจ้องที่การปะทะของปราณกระทิงและปราณเหยี่ยวเลยแม้แต่น้อย ทว่าสายตาของนางกลับกวาดมองไปรอบๆ เพื่อประเมินสถานการณ์ นัยน์ตาสะท้อนภาพเงาลึกลับบนหลังคาโรงเตี๊ยมร้างที่กำลังจับตาดูอยู่ และ... เลื่อนกลับมามองเจ้าตัวต้นเหตุอย่างกู่เหวินเทียน
‘สมาคมพาณิชย์ข้ามแดนพวกนี้ วรยุทธ์สูงส่งเกินไป ปราณเหยี่ยวเฉียบคมเยี่ยงนี้มิใช่พวกคุ้มกันสินค้าธรรมดาแน่... พวกมันเป็นใครกัน?’ เหม่ยอิงคิดในใจพลางปรายสายตานิ่ง คุมเชิงรักษาระยะห่างเพื่อรอจังหวะที่เหมาะสมที่สุดในการลงมือตามคำสั่งปรมาจารย์ใหญ่
ส่วนทางด้านตัวประกันเนื้อหอม...
“จ๊ากกกก! แม่แก้วช่วยด้วย! หูข้าจะแตกแล้ว!”
กู่เหวินเทียนยามนี้ลงไปนั่งคุดคู้เอามือกุมหัวอยู่หลังเสาไม้ผุๆ ตัวสั่นพั่บๆ สภาพชุดผ้าป่านสีขาวหม่นขาดกะรุ่งกะริ่งบัดนี้เปื้อนเศษดินเปื้อนฝุ่นหนากว่าเดิมจากแรงระเบิดของลมปราณ ตาโตเท่าไข่ห่านมองดูเงากระทิงส้มปะทะเงาเหยี่ยวฟ้าลอยไปลอยมาในอากาศด้วยความสยองขวัญ
“พวกเจ้าจะสู้กันก็สู้ไป แต่อย่ามาพังร้านซาลาเปาสิ! เงินทอนข้ายังไม่ได้คืนเลยนะเว้ย!” บัณฑิตถังแตกแอบตะโกนด่าอุบอิบในใจ พลางหลุกหลิกสายตา มองซ้ายมองขวาหาทางชิ่งหนีออกจากสมรภูมิหลุดโลกแห่งนี้อย่างเร่งด่วน!