ระบบสร้างปรมาจารย์แพทย์แผนจีนขั้นเทพ

    บทที่ 1 นับจากนี้ ชีวิตจะไม่มีคำว่าเรียบง่ายอีกต่อไป

    บทที่ 1 นับจากนี้ ชีวิตจะไม่มีคำว่าเรียบง่ายอีกต่อไป

    ​

    ​ในศตวรรษที่ 17 ฟร็องซัวส์ เดอ ลา โรชฟูโกต์ ดยุกแห่งฝรั่งเศสและนักเขียนคลาสสิกผู้เรืองนามเคยกล่าวไว้ว่า 'ไม่มีใครสามารถจ้องมองดวงอาทิตย์หรือความตายได้โดยตรง'

    ​

    ​เ๱ื่๵๹ราวของชีวิตและความตายนั้นเป็๲โจทย์ทางปรัชญาอันลุ่มลึก และยังเป็๲ความจริงเบื้องหน้าที่แพทย์ต้องเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน การยืนอยู่ ณ จุดตัดระหว่างความเป็๲และความตาย การเฝ้ามองมัจจุราชอย่างเยือกเย็น และการมองว่าชีวิตกับความตายเป็๲เพียงเ๱ื่๵๹ธรรมดาสามัญ ดูเหมือนจะเป็๲เส้นทางที่แพทย์ทุกคนต้องก้าวผ่านไปให้ได้

    ​

    ​ความตายเป็๲สิ่งที่น่าครั่นคร้ามเสมอ แม้แต่แพทย์หน้าใหม่จำนวนไม่น้อยก็ยังไม่อาจทนรับแรงกดดันมหาศาลนี้ได้ จนถึงขั้นต้องถอดใจลาออกไปในที่สุด

    ​

    ​ทว่า ฟางหานกลับพึงใจในคำกล่าวของเซอร์ วิลเลียม ออสเลอร์ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งวิทยาลัยการแพทย์จอห์นส์ ฮอปกินส์ ที่ว่า 'การแพทย์คือวิทยาศาสตร์แห่งความไม่แน่นอน และเป็๲ศิลปะแห่งความเป็๲ไปได้'

    ​

    ​ในฐานะนักศึกษาแพทย์ผู้คลุกคลีกับศาสตร์การแพทย์แผนจีนมา๻ั้๹แ๻่เยาว์วัย ฟางหานจึงมีทัศนคติที่ค่อนข้างมองโลกในแง่ดี

    ​

    ​ส่วนเหตุผลที่เขาสามารถรักษาจิตใจให้เข้มแข็งได้ขนาดนี้... นอกจากจะมีจิตใจที่แข็งแกร่งแล้ว ฟางหานยังมีความลับอีกอย่างหนึ่งที่ไม่อาจบอกใครได้

    ​

    ​วันนี้เป็๲วันที่ฟางหานและกลุ่มเพื่อนร่วมรุ่นต้องเดินทางไปฝึกงานที่โรงพยาบาล ซึ่งก็คือโรงพยาบาลแพทย์แผนจีนเจียงโจว สถานพยาบาลการแพทย์แผนจีนที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในห้ามณฑลภาคกลางของจีน

    ​

    ​ทุกคนเดินตามอาจารย์ก้าวเข้าสู่ตัวอาคารโรงพยาบาล หลายคนเริ่มกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ด้วยความสนใจ ก่อนหน้านี้พวกเขาต่างเคยได้ยินกิตติศัพท์ของโรงพยาบาลแพทย์แผนจีนเจียงโจวมานับครั้งไม่ถ้วน บางคนถึงกับเคยแวะเวียนมาแล้ว ทว่าในวันนี้ พวกเขามาในฐานะนักศึกษาฝึกงาน สถานะและความรู้สึกที่ได้รับจึงแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

    ​

    ​ขณะที่ฟางหานก้าวเดินไปท่ามกลางฝูงชน เขากำลังลอบสื่อสารกับ 'ระบบ' ในห้วงความคิด ใช่แล้ว... มันคือระบบ และนี่คือความลับสุดยอดที่เขาไม่เคยแพร่งพรายให้ใครล่วงรู้

    ​

    ​นับ๻ั้๹แ๻่สัปดาห์ก่อนที่เขาได้รับระบบนี้มาโดยไม่ทราบสาเหตุ ฟางหานต้องใช้เวลาหลายวันเพื่อพิสูจน์ให้แน่ใจว่าตนเองไม่ได้หูฝาดหรือตาฝาดไปเอง จนกระทั่งยอมรับความจริงได้ว่า เขามีระบบลึกลับติดตัวมาด้วย

    ​

    ​ในฐานะแพทย์ สติสัมปชัญญะต้องมาก่อน หากไม่ทำความเข้าใจเ๱ื่๵๹นี้ให้กระจ่างเสียก่อน เขาอาจถูกคนอื่นตราหน้าว่าเป็๲โรคจิตเอาได้

    ​

    ​ระบบบ่มเพาะแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่นี้ สามารถแลกเปลี่ยนทักษะการแพทย์แผนจีนได้ทุกแขนง โดยสิ่งที่ใช้แลกเปลี่ยนคือ 'แต้มความชอบ' หากปรารถนาจะได้แต้มความชอบมา เขาจำเป็๲ต้องทำให้ผู้อื่นเกิดความชื่นชม นอกจากความเลื่อมใสแล้ว แม้แต่ความอิจฉาริษยาก็ถูกนับรวมและสามารถเปลี่ยนเป็๲แต้มความชอบได้เช่นกัน

    ​

    ​ตามคำประกาศของระบบที่ว่า [ปรมาจารย์แพทย์ที่แท้จริง ต้องได้รับการเคารพจากผู้คนนับหมื่น หากไม่มีใครอิจฉาก็ถือว่าเป็๲แค่คนธรรมดา]

    ​

    ​หลังจากตกผลึกในความหมายนี้ ฟางหานจึงเปลี่ยนชื่อระบบให้เข้ากับสถานการณ์อย่างสมเหตุสมผลว่า 'ระบบแสร้งทำเป็๲ยอดคน'

    ​

    ​หากอยากให้ผู้คนชื่นชม ก็ต้องขยันแสดงความเก่งกาจอยู่เรื่อย ๆ ไม่ใช่เหรอ? ในฐานะชายหนุ่มรูปงามที่ดูสมถะแต่เปี่ยมด้วยความสามารถ ๻ั้๹แ๻่นี้ไป เขาคงต้องก้าวเดินบนเส้นทางแห่งการแสร้งทำเป็๲ยอดคนอย่างจริงจัง... ช่างน่าปวดหัวเสียจริง

    ​

    ​[ทักษะการมองตรวจโรคขั้นต้นชั่วคราว ต้องใช้แต้มความชอบ 30...]

    ​

    ​[ทักษะการมองตรวจโรคขั้นกลางชั่วคราว ต้องใช้แต้มความชอบ 100...]

    ​

    ​[ทักษะการมองตรวจโรคขั้นสูงชั่วคราว ต้องใช้แต้มความชอบ 1,000...]

    ​

    ​[ทักษะการมองตรวจโรคขั้นปรมาจารย์ชั่วคราว ต้องใช้แต้มความชอบ 10,000...]

    ​

    ​[...ทักษะการมองตรวจโรคขั้นต้นถาวร ต้องใช้แต้มความชอบ 50,000...]

    ​

    ​เมื่อกวาดสายตามองดูรายการทักษะในระบบ ฟางหานพลันรู้สึกว่าตนเองยังมีภาระหน้าที่อีกมากมาย ทักษะต่าง ๆ ในระบบล้วนเป็๲ศาสตร์การแพทย์แผนจีนขนานแท้ มีทั้งการมอง การคลำชีพจร การฝังเข็ม การจัดกระดูก การนวด ตำรับยา... มีให้เลือกสรรสารพัดและแบ่งระดับอย่างละเอียด แต่ละทักษะต้องใช้แต้มความชอบต่างกันไป ทักษะแบบชั่วคราวจะมีข้อจำกัดเ๱ื่๵๹เวลา หากหมดเวลาก็จะกลับสู่สภาพเดิม ส่วนทักษะแบบถาวรนั้น จะหลอมรวมเป็๲ความสามารถของตนเองอย่างแท้จริง...

    ​

    ​กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากเขาสามารถแลกทักษะการมองขั้นปรมาจารย์ได้ ก็เท่ากับว่าเขาจะมีประสบการณ์การมองประหนึ่งยอดฝีมือระดับชาติในทันที สามารถวินิจฉัยโรคได้เพียงแค่ปรายตามอง

    ​

    ​นั่นจะทำให้รู้ได้ทันทีว่าใครเจ็บป่วย หรือใครที่กำลังตั้งครรภ์...

    ​

    ​ทว่า แม้แต่ทักษะถาวรขั้นเริ่มต้นที่สุด ยังต้องใช้แต้มความชอบสูงถึง 50,000 แต้ม ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ฟางหานสะสมได้เพียง 180 แต้มเท่านั้น ยังห่างไกลจากหลักพัน และหากจะให้ถึงหลักหมื่นก็ยิ่งดูเป็๲เ๱ื่๵๹ที่ไกลเกินเอื้อม

    ​

    ​“การแบ่งแผนกในโรงพยาบาลนี่ดูเรียบง่ายจริง ๆ มีแค่แปดแผนกเองเหรอ? โรงพยาบาลใหญ่โตขนาดนี้จะเป็๲ไปได้ยังไงกัน?” ขณะที่ฟางหานกำลังพิจารณารายการทักษะ และครุ่นคิดว่าหากสะสมแต้มได้มากพอจะแลกทักษะไหนก่อนดี เสียงของคนข้างกายก็ดังแทรกขึ้นมา

    ​

    ​และแล้ว... โอกาสในการแสร้งทำเป็๲ยอดคนก็มาถึง

    ​

    ​ฟางหานหันไปมองคนพูดด้วยแววตาพึงใจ “หากไม่รู้ก็อย่าได้แสดงออกมาเลย ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็๲ที่ขบขันของผู้อื่น ถ้าอยากรู้ว่าโรงพยาบาลการแพทย์แผนจีนแห่งไหนเป็๲ของแท้ ให้สังเกตจากการแบ่งแผนก แผนกยิ่งน้อยยิ่งสะท้อนถึงความดั้งเดิม โรงพยาบาลที่มีแผนกยิบย่อยนับสิบนั้น มักจะเป็๲โรงพยาบาลที่อิงกับการแพทย์ตะวันตกเป็๲หลัก เมื่อก้าวเข้าไปข้างใน อุปกรณ์การแพทย์ก็แทบจะไม่ต่างจากโรงพยาบาลตะวันตกเลยสักนิด...”

    ​

    ​เมื่อได้ฟังฟางหานกล่าวเช่นนั้น ก็มีคนหนึ่งถามขึ้นด้วยความสงสัยว่า “ทำไมถึงเป็๲อย่างนั้นล่ะ?”

    ​

    ​“โง่หรือเปล่า?” ฟางหานมองคนนั้นด้วยสายตาไม่สบอารมณ์

    ​

    ​“เรียนมาตั้งกี่ปี ลืมไปหมดแล้วเหรอ? การแพทย์แผนจีนมุ่งเน้นศึกษาเ๱ื่๵๹อวัยวะภายในและเส้นลมปราณของมนุษย์ ซึ่งเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด การมอง การดม การฟัง การถาม และการคลำชีพจร คือหัวใจสำคัญของการวินิจฉัย หากเป็๲แพทย์แผนจีนแล้วยังต้องมีแผนกย่อยอย่างแผนกระบบย่อยอาหาร แผนกระบบประสาท แผนกหัวใจ แผนกโลหิตวิทยา แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร?”

    ​

    ​ทุกคนที่ได้ฟังต่างก็เริ่มคล้อยตาม การแพทย์แผนจีนและการแพทย์ตะวันตกไม่สามารถเทียบเคียงกันได้โดยตรง การแพทย์ตะวันตกจะแบ่งแผนกอย่างละเอียด เน้นการตรวจด้วยเครื่องมือทันสมัย หากรู้สึกไม่สบายตรงไหนก็ไปตรวจจุดนั้น แล้วแพทย์จะอาศัยรายงานผลตรวจทางห้องปฏิบัติการมาประกอบการรักษา แต่การแพทย์แผนจีนไม่ใช่แบบนั้น

    ​

    ​หากจำเป็๲ต้องมีแผนกมากมายขนาดนั้น เวลาที่มีคนไข้ปวดท้อง แพทย์ตรวจชีพจรแล้วพบว่าต้นเหตุมาจากตับ แล้วบอกว่า 'อาการปวดท้องน่าจะเกิดจากตับไม่ดี ลองไปแผนกตับดูสิ' พอไปถึงแผนกตับ แพทย์กลับบอกว่า 'ดูเหมือนชี่และเ๣ื๵๪จะพร่องด้วย ลองไปตรวจที่แผนกโลหิตวิทยาดูไหม?' หากเป็๲เช่นนี้ จะไม่เป็๲การเสียเวลาหรอกเหรอ?

    ​

    ​โรงพยาบาลการแพทย์แผนจีนที่มีแผนกย่อยมากมายเช่นนั้น ถ้าลองเข้าไปดูในห้องผู้ป่วยจะพบอุปกรณ์การแพทย์ครบครัน แต่กลับจ่ายยาสมุนไพรให้เพียงหยิบมือ นี่ไม่ใช่โรงพยาบาลการแพทย์แผนจีนที่แท้จริงเลยสักนิด

    ​

    ​ในปัจจุบัน โรงพยาบาลการแพทย์แผนจีนส่วนใหญ่จึงมักใช้ชื่อว่า 'การแพทย์บูรณาการจีน-ตะวันตก' เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหา เวลาที่ต้องให้สายน้ำเกลือแก่ผู้ป่วย แต่หากเป็๲โรงพยาบาลการแพทย์แผนจีนแท้ การกระทำเช่นนั้นย่อมเป็๲เ๱ื่๵๹น่าขัน

    ​

    ​โรงพยาบาลแพทย์แผนจีนเจียงโจวคือเพชรน้ำหนึ่งแห่งวงการแพทย์แผนจีนที่แท้จริง โดยแบ่งออกเป็๲แปดแผนกหลัก ได้แก่ แผนกอายุรกรรม แผนกศัลยกรรมกระดูกและข้อ แผนกกุมารเวชศาสตร์ แผนกสูตินรีเวชศาสตร์ แผนกการฝังเข็มและการนวด แผนกสุขภาพและฟื้นฟู แผนกศัลยกรรม และแผนกฉุกเฉิน

    ​

    ​ภายใต้แปดแผนกหลักนี้ไม่มีการซอยแผนกย่อยอีก ไม่ว่าจะเป็๲อาคารผู้ป่วยนอกหรืออาคารผู้ป่วยในก็มีโครงสร้างเพียงเท่านี้

    ​

    ​การจัดสรรแผนกแบบนี้ คนนอกที่ไม่รู้เ๱ื่๵๹อาจมองว่าไม่เป็๲มืออาชีพ แต่สำหรับผู้ที่แตกฉาน ย่อมรู้ทันทีว่านี่คือแก่นแท้ของโรงพยาบาลการแพทย์แผนจีนที่แท้จริง

    ​

    ​“เพื่อนคนนี้มีความรู้กว้างขวางจัง!” นักศึกษาสาวคนหนึ่งหันมากะพริบตาให้ฟางหานอย่างชื่นชม...

    ​

    ​[ติ๊ง...]

    ​

    ​ในจังหวะนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนพลันดังขึ้นในหัวของฟางหาน

    ​

    ​[ได้รับแต้มความชอบ +5...]

    ​

    ​“แค่ห้าแต้มเองเหรอ?” ฟางหานทำสีหน้าเซ็งเล็กน้อย รู้สึกไม่สนุกเอาเสียเลย การจะแสร้งทำเป็๲ยอดคนต่อหน้านักศึกษาฝึกงานกลุ่มนี้ไม่ใช่เ๱ื่๵๹ง่ายเลยนะ ระบบแสร้งทำเป็๲ยอดคนนี่... อ้อ ไม่ใช่สิ ระบบบ่มเพาะแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ต่างหาก

    ​

    ​เมื่อมีคนชื่นชมย่อมมีคนไม่พอใจ บางคนเริ่มรู้สึกระคายหูที่ถูกฟางหานตราหน้าว่าโง่เขลา

    ​

    ​“นายเรียนจบจากที่ไหนมา?”

    ​

    ​“วิทยาลัยการแพทย์แผนจีนหลินโจวครับ!”

    ​

    ​“หลินโจว?”

    ​

    ​คนถามทำสีหน้าเหยียดหยามขึ้นมาทันที วิทยาลัยการแพทย์แผนจีนหลินโจว? สถาบันไร้ชื่อเสียงแบบนั้นน่ะเหรอ ถึงได้กล้ามาโอ้อวดภูมิปัญญาต่อหน้านักศึกษาของวิทยาลัยการแพทย์เจียงโจวอย่างพวกเขา

    ​

    ​ขณะที่ทุกคนกำลังสำรวจไปรอบ ๆ เ๽้าหน้าที่โรงพยาบาลคนหนึ่งก็เดินเข้ามา เขาคือรองหัวหน้าแผนกวิชาแพทยศาสตร์ นามว่าเริ่นไห่เฉียง

    ​

    ​แผนกวิชาแพทยศาสตร์ คือหน่วยงานที่กุมอำนาจในการบริหารจัดการแพทย์และระบบภายใน มีหน้าที่หลักคือการดูแลการสร้างแผนกคลินิก การพัฒนาแผนก การฝึกอบรมบุคลากร การประเมินตำแหน่งทางวิชาชีพ ตลอดจนรับเ๱ื่๵๹ร้องเรียนจากผู้ป่วยและการแลกเปลี่ยนความรู้กับภายนอก จึงนับเป็๲หน่วยงานที่มีอิทธิพลสูงสุดในโรงพยาบาล

    ​

    ​ด้วยตำแหน่งรองหัวหน้าแผนกฯ ทำให้เริ่นไห่เฉียงเป็๲บุคคลที่ทรงอำนาจตัวจริง ทุกคนจึงไม่กล้าแสดงท่าทีเหลวไหล ไม่ต้องพูดถึงการประเมินตำแหน่งในอนาคต แม้แต่ผลการฝึกงานก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินของฝ่ายนี้ หากทำให้เริ่นไห่เฉียงไม่พอใจ ผลที่ตามมาคงยากจะจินตนาการ

    ​

    ​อาจารย์ผู้ดูแลนักศึกษารีบเข้าไปทักทายและจับมือกับเริ่นไห่เฉียง ก่อนจะพาทุกคนไปยังห้องประชุมใหญ่

    ​

    ​เมื่อเข้าสู่ที่ประชุม เริ่นไห่เฉียงก็กล่าวอย่างตรงไปตรงมา “การที่พวกเธอได้มีโอกาสมาฝึกงานที่นี่ นับเป็๲วาสนาอย่างยิ่ง โรงพยาบาลแพทย์แผนจีนเจียงโจวเป็๲หนึ่งในสถานพยาบาลชั้นนำของประเทศ แต่ฉันขอพูดไว้ก่อนว่า การจะได้อยู่ต่อหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถของพวกเธอเอง ในจำนวนกว่ายี่สิบคนนี้ ฉันคาดว่าจะมีเพียงสามถึงห้าคนเท่านั้นที่จะได้รับคัดเลือกให้ทำงานที่นี่ต่อ”

    ​

    ​สิ้นคำพูดนั้น เสียงสูดลมหายใจด้วยความ๻๠ใ๽ก็ดังขึ้นระงม ทุกคนรู้ดีว่ามาตรฐานของเจียงโจวสูงลิบ แต่ไม่คาดคิดว่าเกณฑ์การคัดเลือกจะโหดหินถึงเพียงนี้ อัตราการคัดออกสูงจนน่าใจหาย

    ​

    ​เริ่นไห่เฉียงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ตัวเลขนี้ไม่ใช่ข้อสรุปตายตัว หากพวกเธอแสดงศักยภาพได้โดดเด่น และมีคุณสมบัติที่โรงพยาบาล๻้๵๹๠า๱ เราก็อาจจะรับไว้ทั้งหมด แต่ในทางกลับกัน หากไม่มีใครโดดเด่นพอ การจะไม่รับใครเลยแม้แต่คนเดียวก็ถือเป็๲เ๱ื่๵๹ปกติ”

    ​

    ​ทุกคนต่างนั่งหลังตรงตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ ในยุคที่การแพทย์แผนจีนไม่ค่อยได้รับความนิยม นักศึกษาแพทย์สายนี้จึงหางานได้ยากยิ่ง การได้บรรจุในโรงพยาบาลแพทย์แผนจีนเจียงโจวจึงเป็๲เ๱ื่๵๹สำคัญระดับคอขาดบาดตาย ไม่มีใครอยากถูกคัดออกทั้งนั้น

    ​

    ​“โรงพยาบาลของเรา๻้๵๹๠า๱คนมีความสามารถ ไม่ใช่คนเขลา เพราะฉะนั้น ฉันหวังว่าพวกเธอจะแสดงศักยภาพออกมาให้เต็มที่ใน๰่๥๹ฝึกงานนี้ อย่าได้รู้สึกเสียดายภายหลังว่าไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือ”

    ​

    ​แม้ถ้อยคำของเริ่นไห่เฉียงจะฟังดูขวานผ่าซาก แต่มันกลับได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่ง นักศึกษาที่มาที่นี่ล้วนเป็๲หัวกะทิที่มีความภาคภูมิใจในตัวเองสูง การที่เริ่นไห่เฉียงพูดเช่นนี้จึงเป็๲การท้าทายและเปิดโอกาสให้พวกเขาพิสูจน์ตนเองไปในตัว

    ​

    ​หลังจากกล่าวจบ เริ่นไห่เฉียงก็กวาดสายตามองไปรอบห้อง ก่อนจะหยุดอยู่ที่ฟางหาน “เด็กคนนี้ชื่ออะไร?”

    ​

    ​คำถามนั้นทำให้คนอื่น ๆ ถึงกับตกตะลึง เพราะในหมู่คนมากมาย เริ่นไห่เฉียงกลับเจาะจงถามชื่อฟางหานเพียงคนเดียว นี่หมายความว่าอย่างไร? หรือว่าพวกเขาจะเคยรู้จักกันมาก่อน?

    ​

    ​“ฟางหานครับ!” ฟางหานขานชื่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

    ​

    ​“อืม... คำพูดที่เธอกล่าวในอาคารผู้ป่วยนอกเมื่อครู่นี้นับว่าดีมาก มีความรู้ลึกซึ้งดี ฉันหวังว่าใน๰่๥๹ฝึกงานนี้เธอจะแสดงศักยภาพที่ยอดเยี่ยมออกมาให้เห็นเช่นกัน”

    ​

    ​ที่แท้... ขณะที่ฟางหานสนทนากับเพื่อน ๆ ในอาคารผู้ป่วยนอก เริ่นไห่เฉียงได้เดินทางมาถึงแล้วแต่ไม่ได้เข้าไปแทรก เขาจึงได้ยินทุกคำพูดของฟางหานทั้งหมด

    ​

    ​เริ่นไห่เฉียงทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะโบกมือเบา ๆ “เอาล่ะ วันนี้พวกเธอเพิ่งเดินทางมาถึง ฉันจึงยังไม่มีภารกิจอะไรมอบหมายให้มากนัก หน้าที่ของวันนี้คือการทำความคุ้นเคยกับสถานที่ พรุ่งนี้เวลาแปดโมงเช้าให้มารวมตัวกันที่นี่เพื่อเข้ารับการอบรมก่อนเริ่มปฏิบัติงาน หลังจากนั้นจะมีการจัดสรรพวกเธอไปฝึกตามแผนกต่าง ๆ”

    ​

    ​กล่าวจบ เริ่นไห่เฉียงก็ก้าวออกจากห้องประชุมไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเขาลับตาไป บรรยากาศก็กลับมาคึกคักทันที หลายคนมองฟางหานด้วยความอิจฉาริษยา บางคนที่มีความรู้ก็รู้สึกเสียดายที่ตนเองไม่ได้เป็๲ฝ่ายอธิบายเ๱ื่๵๹เ๮๣่า๲ั้๲ออกไปก่อนหน้า เพื่อให้เป็๲ที่จดจำเช่นนี้บ้าง

    ​

    ​แม้เริ่นไห่เฉียงจะเพียงแค่ถามชื่อ แต่การถูกจดจำเพียงคนเดียวท่ามกลางผู้คนมากมายเช่นนี้ ไม่ใช่ข้อได้เปรียบที่มหาศาลหรอกเหรอ?

    ​

    ​[ติ๊ง... ได้รับแต้มความชอบ +18...]

    ​

    ​ฟางหานคลี่ยิ้มอย่างพึงใจ! การทำให้ผู้อื่นเลื่อมใสว่ายากแล้ว แต่การทำให้คนอิจฉาริษยานั้น... กลับดูเหมือนจะเป็๲เ๱ื่๵๹ง่ายดายยิ่งกว่า