บทที่ 1 นับจากนี้ ชีวิตจะไม่มีคำว่าเรียบง่ายอีกต่อไป
ในศตวรรษที่ 17 ฟร็องซัวส์ เดอ ลา โรชฟูโกต์ ดยุกแห่งฝรั่งเศสและนักเขียนคลาสสิกผู้เรืองนามเคยกล่าวไว้ว่า 'ไม่มีใครสามารถจ้องมองดวงอาทิตย์หรือความตายได้โดยตรง'
เื่ราวของชีวิตและความตายนั้นเป็โจทย์ทางปรัชญาอันลุ่มลึก และยังเป็ความจริงเบื้องหน้าที่แพทย์ต้องเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน การยืนอยู่ ณ จุดตัดระหว่างความเป็และความตาย การเฝ้ามองมัจจุราชอย่างเยือกเย็น และการมองว่าชีวิตกับความตายเป็เพียงเื่ธรรมดาสามัญ ดูเหมือนจะเป็เส้นทางที่แพทย์ทุกคนต้องก้าวผ่านไปให้ได้
ความตายเป็สิ่งที่น่าครั่นคร้ามเสมอ แม้แต่แพทย์หน้าใหม่จำนวนไม่น้อยก็ยังไม่อาจทนรับแรงกดดันมหาศาลนี้ได้ จนถึงขั้นต้องถอดใจลาออกไปในที่สุด
ทว่า ฟางหานกลับพึงใจในคำกล่าวของเซอร์ วิลเลียม ออสเลอร์ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งวิทยาลัยการแพทย์จอห์นส์ ฮอปกินส์ ที่ว่า 'การแพทย์คือวิทยาศาสตร์แห่งความไม่แน่นอน และเป็ศิลปะแห่งความเป็ไปได้'
ในฐานะนักศึกษาแพทย์ผู้คลุกคลีกับศาสตร์การแพทย์แผนจีนมาั้แ่เยาว์วัย ฟางหานจึงมีทัศนคติที่ค่อนข้างมองโลกในแง่ดี
ส่วนเหตุผลที่เขาสามารถรักษาจิตใจให้เข้มแข็งได้ขนาดนี้... นอกจากจะมีจิตใจที่แข็งแกร่งแล้ว ฟางหานยังมีความลับอีกอย่างหนึ่งที่ไม่อาจบอกใครได้
วันนี้เป็วันที่ฟางหานและกลุ่มเพื่อนร่วมรุ่นต้องเดินทางไปฝึกงานที่โรงพยาบาล ซึ่งก็คือโรงพยาบาลแพทย์แผนจีนเจียงโจว สถานพยาบาลการแพทย์แผนจีนที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในห้ามณฑลภาคกลางของจีน
ทุกคนเดินตามอาจารย์ก้าวเข้าสู่ตัวอาคารโรงพยาบาล หลายคนเริ่มกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ด้วยความสนใจ ก่อนหน้านี้พวกเขาต่างเคยได้ยินกิตติศัพท์ของโรงพยาบาลแพทย์แผนจีนเจียงโจวมานับครั้งไม่ถ้วน บางคนถึงกับเคยแวะเวียนมาแล้ว ทว่าในวันนี้ พวกเขามาในฐานะนักศึกษาฝึกงาน สถานะและความรู้สึกที่ได้รับจึงแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ขณะที่ฟางหานก้าวเดินไปท่ามกลางฝูงชน เขากำลังลอบสื่อสารกับ 'ระบบ' ในห้วงความคิด ใช่แล้ว... มันคือระบบ และนี่คือความลับสุดยอดที่เขาไม่เคยแพร่งพรายให้ใครล่วงรู้
นับั้แ่สัปดาห์ก่อนที่เขาได้รับระบบนี้มาโดยไม่ทราบสาเหตุ ฟางหานต้องใช้เวลาหลายวันเพื่อพิสูจน์ให้แน่ใจว่าตนเองไม่ได้หูฝาดหรือตาฝาดไปเอง จนกระทั่งยอมรับความจริงได้ว่า เขามีระบบลึกลับติดตัวมาด้วย
ในฐานะแพทย์ สติสัมปชัญญะต้องมาก่อน หากไม่ทำความเข้าใจเื่นี้ให้กระจ่างเสียก่อน เขาอาจถูกคนอื่นตราหน้าว่าเป็โรคจิตเอาได้
ระบบบ่มเพาะแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่นี้ สามารถแลกเปลี่ยนทักษะการแพทย์แผนจีนได้ทุกแขนง โดยสิ่งที่ใช้แลกเปลี่ยนคือ 'แต้มความชอบ' หากปรารถนาจะได้แต้มความชอบมา เขาจำเป็ต้องทำให้ผู้อื่นเกิดความชื่นชม นอกจากความเลื่อมใสแล้ว แม้แต่ความอิจฉาริษยาก็ถูกนับรวมและสามารถเปลี่ยนเป็แต้มความชอบได้เช่นกัน
ตามคำประกาศของระบบที่ว่า [ปรมาจารย์แพทย์ที่แท้จริง ต้องได้รับการเคารพจากผู้คนนับหมื่น หากไม่มีใครอิจฉาก็ถือว่าเป็แค่คนธรรมดา]
หลังจากตกผลึกในความหมายนี้ ฟางหานจึงเปลี่ยนชื่อระบบให้เข้ากับสถานการณ์อย่างสมเหตุสมผลว่า 'ระบบแสร้งทำเป็ยอดคน'
หากอยากให้ผู้คนชื่นชม ก็ต้องขยันแสดงความเก่งกาจอยู่เรื่อย ๆ ไม่ใช่เหรอ? ในฐานะชายหนุ่มรูปงามที่ดูสมถะแต่เปี่ยมด้วยความสามารถ ั้แ่นี้ไป เขาคงต้องก้าวเดินบนเส้นทางแห่งการแสร้งทำเป็ยอดคนอย่างจริงจัง... ช่างน่าปวดหัวเสียจริง
[ทักษะการมองตรวจโรคขั้นต้นชั่วคราว ต้องใช้แต้มความชอบ 30...]
[ทักษะการมองตรวจโรคขั้นกลางชั่วคราว ต้องใช้แต้มความชอบ 100...]
[ทักษะการมองตรวจโรคขั้นสูงชั่วคราว ต้องใช้แต้มความชอบ 1,000...]
[ทักษะการมองตรวจโรคขั้นปรมาจารย์ชั่วคราว ต้องใช้แต้มความชอบ 10,000...]
[...ทักษะการมองตรวจโรคขั้นต้นถาวร ต้องใช้แต้มความชอบ 50,000...]
เมื่อกวาดสายตามองดูรายการทักษะในระบบ ฟางหานพลันรู้สึกว่าตนเองยังมีภาระหน้าที่อีกมากมาย ทักษะต่าง ๆ ในระบบล้วนเป็ศาสตร์การแพทย์แผนจีนขนานแท้ มีทั้งการมอง การคลำชีพจร การฝังเข็ม การจัดกระดูก การนวด ตำรับยา... มีให้เลือกสรรสารพัดและแบ่งระดับอย่างละเอียด แต่ละทักษะต้องใช้แต้มความชอบต่างกันไป ทักษะแบบชั่วคราวจะมีข้อจำกัดเื่เวลา หากหมดเวลาก็จะกลับสู่สภาพเดิม ส่วนทักษะแบบถาวรนั้น จะหลอมรวมเป็ความสามารถของตนเองอย่างแท้จริง...
กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากเขาสามารถแลกทักษะการมองขั้นปรมาจารย์ได้ ก็เท่ากับว่าเขาจะมีประสบการณ์การมองประหนึ่งยอดฝีมือระดับชาติในทันที สามารถวินิจฉัยโรคได้เพียงแค่ปรายตามอง
นั่นจะทำให้รู้ได้ทันทีว่าใครเจ็บป่วย หรือใครที่กำลังตั้งครรภ์...
ทว่า แม้แต่ทักษะถาวรขั้นเริ่มต้นที่สุด ยังต้องใช้แต้มความชอบสูงถึง 50,000 แต้ม ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ฟางหานสะสมได้เพียง 180 แต้มเท่านั้น ยังห่างไกลจากหลักพัน และหากจะให้ถึงหลักหมื่นก็ยิ่งดูเป็เื่ที่ไกลเกินเอื้อม
“การแบ่งแผนกในโรงพยาบาลนี่ดูเรียบง่ายจริง ๆ มีแค่แปดแผนกเองเหรอ? โรงพยาบาลใหญ่โตขนาดนี้จะเป็ไปได้ยังไงกัน?” ขณะที่ฟางหานกำลังพิจารณารายการทักษะ และครุ่นคิดว่าหากสะสมแต้มได้มากพอจะแลกทักษะไหนก่อนดี เสียงของคนข้างกายก็ดังแทรกขึ้นมา
และแล้ว... โอกาสในการแสร้งทำเป็ยอดคนก็มาถึง
ฟางหานหันไปมองคนพูดด้วยแววตาพึงใจ “หากไม่รู้ก็อย่าได้แสดงออกมาเลย ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็ที่ขบขันของผู้อื่น ถ้าอยากรู้ว่าโรงพยาบาลการแพทย์แผนจีนแห่งไหนเป็ของแท้ ให้สังเกตจากการแบ่งแผนก แผนกยิ่งน้อยยิ่งสะท้อนถึงความดั้งเดิม โรงพยาบาลที่มีแผนกยิบย่อยนับสิบนั้น มักจะเป็โรงพยาบาลที่อิงกับการแพทย์ตะวันตกเป็หลัก เมื่อก้าวเข้าไปข้างใน อุปกรณ์การแพทย์ก็แทบจะไม่ต่างจากโรงพยาบาลตะวันตกเลยสักนิด...”
เมื่อได้ฟังฟางหานกล่าวเช่นนั้น ก็มีคนหนึ่งถามขึ้นด้วยความสงสัยว่า “ทำไมถึงเป็อย่างนั้นล่ะ?”
“โง่หรือเปล่า?” ฟางหานมองคนนั้นด้วยสายตาไม่สบอารมณ์
“เรียนมาตั้งกี่ปี ลืมไปหมดแล้วเหรอ? การแพทย์แผนจีนมุ่งเน้นศึกษาเื่อวัยวะภายในและเส้นลมปราณของมนุษย์ ซึ่งเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด การมอง การดม การฟัง การถาม และการคลำชีพจร คือหัวใจสำคัญของการวินิจฉัย หากเป็แพทย์แผนจีนแล้วยังต้องมีแผนกย่อยอย่างแผนกระบบย่อยอาหาร แผนกระบบประสาท แผนกหัวใจ แผนกโลหิตวิทยา แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร?”
ทุกคนที่ได้ฟังต่างก็เริ่มคล้อยตาม การแพทย์แผนจีนและการแพทย์ตะวันตกไม่สามารถเทียบเคียงกันได้โดยตรง การแพทย์ตะวันตกจะแบ่งแผนกอย่างละเอียด เน้นการตรวจด้วยเครื่องมือทันสมัย หากรู้สึกไม่สบายตรงไหนก็ไปตรวจจุดนั้น แล้วแพทย์จะอาศัยรายงานผลตรวจทางห้องปฏิบัติการมาประกอบการรักษา แต่การแพทย์แผนจีนไม่ใช่แบบนั้น
หากจำเป็ต้องมีแผนกมากมายขนาดนั้น เวลาที่มีคนไข้ปวดท้อง แพทย์ตรวจชีพจรแล้วพบว่าต้นเหตุมาจากตับ แล้วบอกว่า 'อาการปวดท้องน่าจะเกิดจากตับไม่ดี ลองไปแผนกตับดูสิ' พอไปถึงแผนกตับ แพทย์กลับบอกว่า 'ดูเหมือนชี่และเืจะพร่องด้วย ลองไปตรวจที่แผนกโลหิตวิทยาดูไหม?' หากเป็เช่นนี้ จะไม่เป็การเสียเวลาหรอกเหรอ?
โรงพยาบาลการแพทย์แผนจีนที่มีแผนกย่อยมากมายเช่นนั้น ถ้าลองเข้าไปดูในห้องผู้ป่วยจะพบอุปกรณ์การแพทย์ครบครัน แต่กลับจ่ายยาสมุนไพรให้เพียงหยิบมือ นี่ไม่ใช่โรงพยาบาลการแพทย์แผนจีนที่แท้จริงเลยสักนิด
ในปัจจุบัน โรงพยาบาลการแพทย์แผนจีนส่วนใหญ่จึงมักใช้ชื่อว่า 'การแพทย์บูรณาการจีน-ตะวันตก' เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหา เวลาที่ต้องให้สายน้ำเกลือแก่ผู้ป่วย แต่หากเป็โรงพยาบาลการแพทย์แผนจีนแท้ การกระทำเช่นนั้นย่อมเป็เื่น่าขัน
โรงพยาบาลแพทย์แผนจีนเจียงโจวคือเพชรน้ำหนึ่งแห่งวงการแพทย์แผนจีนที่แท้จริง โดยแบ่งออกเป็แปดแผนกหลัก ได้แก่ แผนกอายุรกรรม แผนกศัลยกรรมกระดูกและข้อ แผนกกุมารเวชศาสตร์ แผนกสูตินรีเวชศาสตร์ แผนกการฝังเข็มและการนวด แผนกสุขภาพและฟื้นฟู แผนกศัลยกรรม และแผนกฉุกเฉิน
ภายใต้แปดแผนกหลักนี้ไม่มีการซอยแผนกย่อยอีก ไม่ว่าจะเป็อาคารผู้ป่วยนอกหรืออาคารผู้ป่วยในก็มีโครงสร้างเพียงเท่านี้
การจัดสรรแผนกแบบนี้ คนนอกที่ไม่รู้เื่อาจมองว่าไม่เป็มืออาชีพ แต่สำหรับผู้ที่แตกฉาน ย่อมรู้ทันทีว่านี่คือแก่นแท้ของโรงพยาบาลการแพทย์แผนจีนที่แท้จริง
“เพื่อนคนนี้มีความรู้กว้างขวางจัง!” นักศึกษาสาวคนหนึ่งหันมากะพริบตาให้ฟางหานอย่างชื่นชม...
[ติ๊ง...]
ในจังหวะนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนพลันดังขึ้นในหัวของฟางหาน
[ได้รับแต้มความชอบ +5...]
“แค่ห้าแต้มเองเหรอ?” ฟางหานทำสีหน้าเซ็งเล็กน้อย รู้สึกไม่สนุกเอาเสียเลย การจะแสร้งทำเป็ยอดคนต่อหน้านักศึกษาฝึกงานกลุ่มนี้ไม่ใช่เื่ง่ายเลยนะ ระบบแสร้งทำเป็ยอดคนนี่... อ้อ ไม่ใช่สิ ระบบบ่มเพาะแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ต่างหาก
เมื่อมีคนชื่นชมย่อมมีคนไม่พอใจ บางคนเริ่มรู้สึกระคายหูที่ถูกฟางหานตราหน้าว่าโง่เขลา
“นายเรียนจบจากที่ไหนมา?”
“วิทยาลัยการแพทย์แผนจีนหลินโจวครับ!”
“หลินโจว?”
คนถามทำสีหน้าเหยียดหยามขึ้นมาทันที วิทยาลัยการแพทย์แผนจีนหลินโจว? สถาบันไร้ชื่อเสียงแบบนั้นน่ะเหรอ ถึงได้กล้ามาโอ้อวดภูมิปัญญาต่อหน้านักศึกษาของวิทยาลัยการแพทย์เจียงโจวอย่างพวกเขา
ขณะที่ทุกคนกำลังสำรวจไปรอบ ๆ เ้าหน้าที่โรงพยาบาลคนหนึ่งก็เดินเข้ามา เขาคือรองหัวหน้าแผนกวิชาแพทยศาสตร์ นามว่าเริ่นไห่เฉียง
แผนกวิชาแพทยศาสตร์ คือหน่วยงานที่กุมอำนาจในการบริหารจัดการแพทย์และระบบภายใน มีหน้าที่หลักคือการดูแลการสร้างแผนกคลินิก การพัฒนาแผนก การฝึกอบรมบุคลากร การประเมินตำแหน่งทางวิชาชีพ ตลอดจนรับเื่ร้องเรียนจากผู้ป่วยและการแลกเปลี่ยนความรู้กับภายนอก จึงนับเป็หน่วยงานที่มีอิทธิพลสูงสุดในโรงพยาบาล
ด้วยตำแหน่งรองหัวหน้าแผนกฯ ทำให้เริ่นไห่เฉียงเป็บุคคลที่ทรงอำนาจตัวจริง ทุกคนจึงไม่กล้าแสดงท่าทีเหลวไหล ไม่ต้องพูดถึงการประเมินตำแหน่งในอนาคต แม้แต่ผลการฝึกงานก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินของฝ่ายนี้ หากทำให้เริ่นไห่เฉียงไม่พอใจ ผลที่ตามมาคงยากจะจินตนาการ
อาจารย์ผู้ดูแลนักศึกษารีบเข้าไปทักทายและจับมือกับเริ่นไห่เฉียง ก่อนจะพาทุกคนไปยังห้องประชุมใหญ่
เมื่อเข้าสู่ที่ประชุม เริ่นไห่เฉียงก็กล่าวอย่างตรงไปตรงมา “การที่พวกเธอได้มีโอกาสมาฝึกงานที่นี่ นับเป็วาสนาอย่างยิ่ง โรงพยาบาลแพทย์แผนจีนเจียงโจวเป็หนึ่งในสถานพยาบาลชั้นนำของประเทศ แต่ฉันขอพูดไว้ก่อนว่า การจะได้อยู่ต่อหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถของพวกเธอเอง ในจำนวนกว่ายี่สิบคนนี้ ฉันคาดว่าจะมีเพียงสามถึงห้าคนเท่านั้นที่จะได้รับคัดเลือกให้ทำงานที่นี่ต่อ”
สิ้นคำพูดนั้น เสียงสูดลมหายใจด้วยความใก็ดังขึ้นระงม ทุกคนรู้ดีว่ามาตรฐานของเจียงโจวสูงลิบ แต่ไม่คาดคิดว่าเกณฑ์การคัดเลือกจะโหดหินถึงเพียงนี้ อัตราการคัดออกสูงจนน่าใจหาย
เริ่นไห่เฉียงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ตัวเลขนี้ไม่ใช่ข้อสรุปตายตัว หากพวกเธอแสดงศักยภาพได้โดดเด่น และมีคุณสมบัติที่โรงพยาบาล้า เราก็อาจจะรับไว้ทั้งหมด แต่ในทางกลับกัน หากไม่มีใครโดดเด่นพอ การจะไม่รับใครเลยแม้แต่คนเดียวก็ถือเป็เื่ปกติ”
ทุกคนต่างนั่งหลังตรงตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ ในยุคที่การแพทย์แผนจีนไม่ค่อยได้รับความนิยม นักศึกษาแพทย์สายนี้จึงหางานได้ยากยิ่ง การได้บรรจุในโรงพยาบาลแพทย์แผนจีนเจียงโจวจึงเป็เื่สำคัญระดับคอขาดบาดตาย ไม่มีใครอยากถูกคัดออกทั้งนั้น
“โรงพยาบาลของเรา้าคนมีความสามารถ ไม่ใช่คนเขลา เพราะฉะนั้น ฉันหวังว่าพวกเธอจะแสดงศักยภาพออกมาให้เต็มที่ใน่ฝึกงานนี้ อย่าได้รู้สึกเสียดายภายหลังว่าไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือ”
แม้ถ้อยคำของเริ่นไห่เฉียงจะฟังดูขวานผ่าซาก แต่มันกลับได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่ง นักศึกษาที่มาที่นี่ล้วนเป็หัวกะทิที่มีความภาคภูมิใจในตัวเองสูง การที่เริ่นไห่เฉียงพูดเช่นนี้จึงเป็การท้าทายและเปิดโอกาสให้พวกเขาพิสูจน์ตนเองไปในตัว
หลังจากกล่าวจบ เริ่นไห่เฉียงก็กวาดสายตามองไปรอบห้อง ก่อนจะหยุดอยู่ที่ฟางหาน “เด็กคนนี้ชื่ออะไร?”
คำถามนั้นทำให้คนอื่น ๆ ถึงกับตกตะลึง เพราะในหมู่คนมากมาย เริ่นไห่เฉียงกลับเจาะจงถามชื่อฟางหานเพียงคนเดียว นี่หมายความว่าอย่างไร? หรือว่าพวกเขาจะเคยรู้จักกันมาก่อน?
“ฟางหานครับ!” ฟางหานขานชื่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“อืม... คำพูดที่เธอกล่าวในอาคารผู้ป่วยนอกเมื่อครู่นี้นับว่าดีมาก มีความรู้ลึกซึ้งดี ฉันหวังว่าใน่ฝึกงานนี้เธอจะแสดงศักยภาพที่ยอดเยี่ยมออกมาให้เห็นเช่นกัน”
ที่แท้... ขณะที่ฟางหานสนทนากับเพื่อน ๆ ในอาคารผู้ป่วยนอก เริ่นไห่เฉียงได้เดินทางมาถึงแล้วแต่ไม่ได้เข้าไปแทรก เขาจึงได้ยินทุกคำพูดของฟางหานทั้งหมด
เริ่นไห่เฉียงทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะโบกมือเบา ๆ “เอาล่ะ วันนี้พวกเธอเพิ่งเดินทางมาถึง ฉันจึงยังไม่มีภารกิจอะไรมอบหมายให้มากนัก หน้าที่ของวันนี้คือการทำความคุ้นเคยกับสถานที่ พรุ่งนี้เวลาแปดโมงเช้าให้มารวมตัวกันที่นี่เพื่อเข้ารับการอบรมก่อนเริ่มปฏิบัติงาน หลังจากนั้นจะมีการจัดสรรพวกเธอไปฝึกตามแผนกต่าง ๆ”
กล่าวจบ เริ่นไห่เฉียงก็ก้าวออกจากห้องประชุมไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเขาลับตาไป บรรยากาศก็กลับมาคึกคักทันที หลายคนมองฟางหานด้วยความอิจฉาริษยา บางคนที่มีความรู้ก็รู้สึกเสียดายที่ตนเองไม่ได้เป็ฝ่ายอธิบายเื่เ่าั้ออกไปก่อนหน้า เพื่อให้เป็ที่จดจำเช่นนี้บ้าง
แม้เริ่นไห่เฉียงจะเพียงแค่ถามชื่อ แต่การถูกจดจำเพียงคนเดียวท่ามกลางผู้คนมากมายเช่นนี้ ไม่ใช่ข้อได้เปรียบที่มหาศาลหรอกเหรอ?
[ติ๊ง... ได้รับแต้มความชอบ +18...]
ฟางหานคลี่ยิ้มอย่างพึงใจ! การทำให้ผู้อื่นเลื่อมใสว่ายากแล้ว แต่การทำให้คนอิจฉาริษยานั้น... กลับดูเหมือนจะเป็เื่ง่ายดายยิ่งกว่า