ตอนที่ 46 เปรียบเทียบ
เมื่อกัวเจี้ยนจวินกลับมาถึงบ้านเขาก็เห็นเหล่าบรรดาพี่สะใภ้ของเขากำลังนั่งส่งยิ้มมาให้เขาอย่างมีเลศนัยอยู่ นั่นจึงทำให้เขารู้สึกตื่นตระหนกไม่น้อยเลยทีเดียวยิ่งคิดเขาก็ยิ่งรู้สึกว่ามันต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
“เจี้ยนจวิน ตอนบ่ายนี้จะมีแขกมาที่บ้านเราคุณอาสะใภ้หลี่จะมาแนะนำคู่หมายกับให้ลูกลูกก็อยู่ดูตัวคู่หมายของลูกหน่อยแล้วกันนะ!” แม่ของกัวเจี้ยนจวินพูดออกมาราวกับว่ามันเป็นประโยคบอกเล่าอย่างไรอย่างนั้นและเรื่องนัดดูตัวในครั้งนี้แม่ของเขาก็ได้ปรึกษาหารือกับสะใภ้ตระกูลหลี่ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว
เมื่อได้ยินคำพูดของผู้เป็นแม่กัวเจี้ยนจวินก็แสดงสีหน้าถมึงทึงออกมาทันที จากนั้นเขาก็พูดออกไปว่า “ แม่รีบร้อนเกินไปรึเปล่าครับ?”
เมื่อได้ยินคำถามของกัวเจี้ยนจวินแม่ของเขาก็พูดออกมาว่า “ รีบร้อนอะไรกันล่ะ ปีนี้ลูกก็อายุ 25 ปีแล้วลูกรีบไปล้างหน้าล้างตา แล้วมานั่งรอแขกได้แล้วไป!”
เมื่อได้ยินคำพูดของแม่สามีเหล่าบรรดาพี่สะใภ้ต่างก็พากันหัวเราะคิกคักออกมา กัวเจี้ยนจวินรู้สึกกระวนกระวายใจเป็นอย่างมาก แต่เขาก็ไม่สามารถบอกแม่ของเขาได้ว่าเขานั้นมีผู้หญิงที่ชอบอยู่แล้วจึงทำได้แค่นั่งรอแขกเพียงเท่านั้น
เมื่อในใจของเขานั้นมีเจ้าของอยู่แล้วไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่สามารถมาทำให้ใจของเขาสั่นไหวได้หรอก
หญิงสาวที่มานัดดูตัวที่บ้านของกัวเจี้ยนจวินในครั้งนี้หล่อนสวมเสื้อแขนยาวบุนวมสีดำตัวใหญ่ เมื่อหล่อนเดินเข้ามาในบ้านแล้วหล่อนก็ถอดเสื้อบุนวมสีดำนั้นออกเผยให้เห็นถึงเสื้อไหมพรมสีดำด้านในที่หล่อนกำลังสวมใส่อยู่หล่อนคงจะไม่ค่อยได้ใส่เสื้อผ้าแบบนี้บ่อยนักเพราะหล่อนเอาแต่ขยับตัวยุกยิกไปมาอยู่ตลอดเวลา ดูท่าแล้วหล่อนคงจะไม่ค่อยชินกับเสื้อไหมพรมที่รัดแน่นแบบนี้อีกทั้งหล่อนยังไม่กล้าส่งเสียงดังออกมาอีกด้วย เมื่อเห็นดังนั้นแล้วกัวเจี้ยนจวินก็คิดว่าหล่อนช่างแตกต่างกับจางฉุ้ยเหลียนมากเลยทีเดียว
คนที่เป็นแม่สื่อก็เอาแต่พูดอย่างน้ำไหลไฟดับโดยที่ไม่หยุดพักหายใจเลยแต่กัวเจี้ยนจวินกลับไม่ได้รู้สึกสนใจเลยแม้แต่น้อยหญิงสาวที่กำลังนั่งอยู่ตรงข้ามกับเขาในตอนนี้มีชื่อว่า หวังลี่ หล่อนเป็นญาติกับคุณอาสะใภ้หลี่เมื่อวานแม่ของเขาได้โทรไปปรึกษากับแม่ของหล่อน วันนี้พวกเขาจึงได้นัดดูตัวกัน
ในวันนี้หวังลี่มาดูตัวด้วยชุดที่กัวเจี้ยนจวินเห็นแล้วเขารู้สึกว่ามันแปลกเป็นอย่างมาก หล่อนสวมเสื้อไหมพรมสีดำตัวใหญ่ กางเกงสีน้ำตาลอีกทั้งยังสวมรองเท้าบูทขนสีดำคู่ใหญ่บอกได้คำเดียวเลยว่าตั้งแต่หัวจรดเท้าของหล่อนไม่มีส่วนไหนเลยที่จะไม่ล้าสมัยนอกจากนี้หล่อนยังใส่ต่างหูกลมสีเงินคู่หนึ่ง จากการสังเกตของกัวเจี้ยนจวินเขาคิดว่าหล่อนจะต้องใส่ต่างหูคู่นี้มานานแล้วอย่างแน่นอนเพราะต่างหูมันได้เกิดการบิดเบี้ยวและเปลี่ยนรูปอีกทั้งยังมีรอยดำที่เกิดจากการใช้งานมานานแล้วอีกด้วย
หล่อนบอกว่าปีนี้หล่อนอายุ 19 ปีนั่นก็แสดงว่าหล่อนอายุเท่ากับจางฉุ้ยเหลียนอย่างนั้นหรือ?แต่ทำไมพวกเธอทั้งสองคนถึงได้ดูแตกต่างกันมากขนาดนี้ล่ะ?
จางฉุ้ยเหลียนก็ชอบใส่เสื้อผ้าไหมพรมเช่นเดียวกันแต่เธอกลับดูสดใสและรูปร่างของเธอก็เข้ากับเสื้อไหมพรมมากกว่าหวังลี่แต่ในความเป็นจริงแล้วกัวเจี้ยนจวินกลับไม่รู้เลยว่าที่จางฉุ้ยเหลียนแต่งตัวแบบนั้นเพราะเธอต้องการที่จะแต่งตัวให้กู้จื้อเฉิงประทับใจในเธอต่างหากล่ะ
ในยุคสมัยนี้ผู้คนต่างก็ใส่เสื้อแขนยาวบุนวมกันเป็นเรื่องปกติพวกเขาจะเริ่มใส่เสื้อแขนยาวบุนวมกันตั้งแต่เริ่มเข้าฤดูหนาวจนมาถึงฤดูใบไม้ผลิและพวกเขาก็มักจะสวมใส่เสื้อไหมพรมที่ถักด้วยตัวเองซึ่งรูปแบบการถักก็แค่ใช้เข็มทับกันไปมาเท่านั้น
จางฉุ้ยเหลียนรู้ดีว่านิสัยของคนในยุคสมัยนี้เป็นเช่นไรอีกทั้งเธอยังรู้อีกด้วยว่าเธอควรจะปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อที่จะทำให้พวกเขาชื่นชอบในตัวเธอจางฉุ้ยเหลียนรู้ว่าผู้ชายในยุคสมัยนี้มักจะดูผู้หญิงจากหน้าตาภายนอกก่อนเป็นอันดับแรกดังนั้นการให้ความสำคัญกับเรื่องเสื้อผ้าหน้าตาจึงเป็นสิ่งสำคัญ
เธอมีความรู้เกี่ยวกับยุคสมัยใหม่จากชาติที่แล้วพอสมควรอีกทั้งเธอยังเคยผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากในชีวิตมาอีกนับครั้งไม่ถ้วนอีกด้วยการถักเสื้อไหมพรมจึงไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นสำหรับเธอแต่อย่างใดและร้านที่ขายไหมพรมพวกนี้ก็มักจะมีหนังสือวิธีการถักไหมพรมขายด้วยอยู่แล้ว
จางฉุ้ยเหลียนซื้อไหมพรมสีดำกลับมาจากนั้นเธอก็เริ่มถักเสื้อไหมพรมแบบที่เธอชอบทันที และเธอก็ซื้อผ้าสีขาวเนื้อดีมาด้วยอีกผืนหนึ่งเธอนำผ้าสีขาวผืนนี้มาเย็บเป็นปกคอเสื้อและปลายแขนเสื้อปลอม ๆ
ไม่ว่าจะดูยังไงการแต่งตัวแบบนี้มันก็ดูไร้เดียงสาและน่ารักสมวัยเด็กสาววิทยาลัยเป็นอย่างมากยิ่งเธอไว้ผมหน้าม้าและมัดผมหางม้าด้วยแล้ว มันก็ยิ่งทำให้เธอดูน่ารักมากขึ้นไปอีก
ตอนที่จางฉุ้ยเหลียนได้เข้ามาที่บ้านตระกูลกู้เป็นครั้งแรกเมื่อกู้จื้อชิวเห็นเธอแต่งตัวแบบนี้หล่อนก็ถึงกับร้องออกมาเสียงหลงด้วยความตกตะลึงเลยทีเดียวจากนั้นอันหลงก็เดินไปหารองเท้าบูทที่เข้ากับชุดของจางฉุ้ยเหลียนมาให้เธอและหล่อนยังบอกกับเธออีกว่าผู้หญิงเซี่ยงไฮ้และปักกิ่งก็มักจะแต่งตัวแบบนี้เช่นเดียวกัน
หลังจากที่กู้จื้อชิวได้เห็นการแต่งตัวของจางฉุ้ยเหลียนแล้วหล่อนก็เริ่มหันมาสนใจเสื้อไหมพรมแบบเดียวกับที่จางฉุ้ยเหลียนใส่แต่หล่อนกลับไม่รู้เลยว่ารูปแบบการถักเสื้อไหมพรมของจางฉุ้ยเหลียนเธอก็เอามาจากยุคสมัยใหม่เมื่อชาติที่แล้วของเธอทั้งนั้น
แต่เสื้อผ้าที่กัวเจี้ยนจวินเห็นจางฉุ้ยเหลียนสวมใส่ในวันฉลองปีใหม่นั้นมันก็แตกต่างกับเสื้อผ้าที่เธอสวมใส่ในวันปกติโดยสิ้นเชิงเพราะเสื้อผ้าที่จางฉุ้ยเหลียนใส่ในวันฉลองปีใหม่ก็คือเสื้อผ้าที่เธออยากจะให้กู้จื้อเฉิงได้เห็นอีกทั้งเธอก็ยังไว้ผมหน้าม้าและมัดผมแบบหางม้าอีกด้วยการแต่งตัวแบบนี้รวมทั้งสีหน้าท่าทางในการพูดของเธอทำมำให้กัวเจี้ยนจวินรู้สึกประทับใจในตัวเธอไม่น้อย
ในวันฉลองปีใหม่จางฉุ้ยเหลียนสวมเสื้อไหมพรมสีแดงและเสื้อไหมพรมตัวนั้นมันก็เป็นเสื้อไหมพรมที่เธอเป็นคนถักเองอีกทั้งคอปกเสื้อไหมพรมของเธอก็เย็บด้วยผ้าลายฉลุสีขาวซึ่งผ้าลายฉลุสีขาวนี้ก็ได้มาจากผ้าที่ใช้คลุมวิทยุของเซี่ยจวินนั่นเอง
มีอยู่วันหนึ่งเซี่ยจวินกำลังนั่งสูบบุหรี่อยู่ในบ้าน แต่จู่ ๆบุหรี่ของเขาก็ไปโดนผ้าลายฉลุสีขาวที่คลุมวิทยุอยู่จนเป็นรูกว้างอย่างไม่ได้ตั้งใจตงลี่หวานั้นรู้สึกโกรธเป็นอย่างมากแต่เมื่อจางฉุ้ยเหลียนได้เห็นผ้าลายฉลุสีขาวผืนนี้แล้ว เธอก็เกิดแรงบันดาลใจขึ้นมาเธอคิดวิธีการดี ๆ ออก หลังจากที่เธอนำมันไปซักจนสะอาดแล้วเธอก็นำมันมาตัดเป็นคอปกเสื้อตุ๊กตาและนำมันมาเย็บติดกับคอเสื้อไหมพรมสีแดงของเธอ
เสื้อไหมพรมคอปกตุ๊กตาสีแดงนั้นช่างเข้ากันดีกับกระโปรงสั้นทรงเอสีเทามากจริง ๆซึ่งกระโปรงทรงเอสั้นสีเทาตัวนี้ก็ได้มาจากกระโปรงยาวตัวเก่าของตงลี่หวาที่หล่อนไม่ได้ใส่แล้วจางฉุ้นเหลี่ยนนำมาตัดและดัดแปลงให้มันเป็นกระโปรงทรงเอแบบสั้น นอกจากนี้จางฉุ้ยเหลียนยังสวมใส่กางเกงเลกกิ้งรัดรูปสีดำที่กำลังเป็นที่นิยมในตอนนี้อีกด้วยส่วนรองเท้าหนังสีแดงที่เธอสวมใส่อยู่นั้นตงลี่หวาก็เป็นคนควักเงินซื้อมันให้กับเธอ
บวกกับผมที่ปล่อยสยายลงมาของเธอมันช่างเข้ากันมากเลยจริง ๆ ถึงแม้ว่าเธอจะติดกิ๊บสีดำที่ตงลี่หวาซื้อมาใช้ตอนที่หล่อนแต่งงานเมื่อนานมาแล้วแต่เธอก็ใช้ไหมพรมสีแดงนำมาผูกเป็นโบว์ติดกับกิ๊บตัวนั้นนั่นจึงทำให้มันทันสมัยมากยิ่งขึ้น เมื่อมองดูการแต่งตัวของจางฉุ้ยเหลียนแล้ว มันก็ไม่เหลือสไตล์การแต่งตัวที่ทั้งเก่าและแก่เลยแต่อย่างใด
จางฉุ้ยเหลียนลุกขึ้นมาแต่งตัวตั้งแต่เช้าและตอนนี้เธอก็กำลังยืนชื่นชมตัวเองอยู่ที่หน้ากระจกอย่าว่าแต่ตงลี่หวาที่ตกตะลึงในความน่ารักจากการแต่งตัวของจางฉุ้ยเหลียนเลยเพราะแม้แต่จางฉุ้ยเหลียนเองก็ตกใจมากเช่นกันเธอคิดว่าเธอเหมือนกับนางแบบในยุคสมัยใหม่เมื่อชาติที่แล้วที่เธอเคยให้ในนิตยสารมากเลยทีเดียวเธอมองดูเงาของตัวเองในกระจก ที่รูปร่างของเธอทั้งผอมอีกทั้งใบหน้าของเธอก็ดูสวยหวาน ราวกับว่าเธอนั้นเป็นเจ้าหญิงตัวน้อย ๆอย่างไรอย่างนั้น
นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมกัวเจี้ยนจวินถึงรีบนำจักรยานมาคืนเร็วนัก เมื่อเขาได้เจอกับจางฉุ้ยเหลียนเป็นครั้งที่สองเขาก็อดใจไม่ไหวที่จะสารภาพรักกับเธอออกไปเด็กสาวที่ยังโสดอีกทั้งยังสวยหวานทำให้ผู้คนต่างก็พากันใจเต้นได้มากขนาดนี้จะมีใครจะยอมพลาดโอกาสดี ๆ แบบนี้ได้อย่างไรกันล่ะ?
แต่ถ้านำมาเปรียบเเทียบกับเด็กสาวที่แต่งตัวล้าสมัยที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับเขาตอนนี้แล้วกัวเจี้ยวจวินจึงไม่ได้รู้สึกอะไรเลยแม้แต่น้อยเขาแสดงสีหน้าเย็นชาออกมาและไม่พูดอะไรสักคำ
“เด็กคนนี้นี่ มา มาชวนน้องคุยหน่อย !” แม่ของกัวเจี้ยนจวินดูออกว่าลูกชายของหล่อนนั้นไม่ค่อยพอใจเด็กสาวคนนี้สักเท่าไหร่แต่เหล่าบรรดาพี่สะใภ้ของกัวเจี้ยนจวินก็รู้สาเหตุดีว่ามันเป็นเพราะอะไร
กัวเจี้ยนจวินขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะพูดกับหญิงสาวคนนั้นว่า “ตอนนี้เธอยังอยู่ที่บ้านของเธอใช่ไหม ? แล้วหลังจากที่เธอแต่งงานล่ะเธอวางแผนชีวิตไว้ว่ายังไงบ้าง?”
หญิงสาวคนนั้นตกตะลึงกับคำถามของกัวเจี้ยนจวินในทันทีหล่อนมองไปทางคุณอาสะใภ้หลี่ด้วยใบหน้าที่แดงกร่ำและแสดงสีหน้างุนงงออกมาอย่างเห็นได้ชัดจากนั้นคุณอาสะใภ้หลี่ก็พูดออกมาว่า “จะต้องวางแผนชีวิตอะไรล่ะก็ใช้ชีวิตเหมือนกับคู่แต่งงานคู่อื่นนั่นแหละ แต่งงานกัน หลังจากนั้นก็มีลูกเมื่อมีลูกแล้วก็ดูแลรับใช้สามีและลูกไง!”
เมื่อคุณอาสะใภ้หลี่พูดจบทุกคนที่นั่งอยู่ในห้องโถงต่างก็พากันหัวเราะเสียงดังออกมาทันที กัวเจี้ยนจวินจึงแสดงสีหน้าผิดหวังออกมาอย่างไม่ปิดบัง เมื่อวานที่เขาได้ยินว่าบทความของจางฉุ้ยเหลียนนั้นได้รับการตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์ประจำมณฑลแล้วเขาก็รู้สึกนับถือและชื่นชมในตัวเธอไม่น้อยยิ่งตอนที่เธอพูดว่าเธอจะมุ่งมั่นทำสิ่งต่าง ๆ ที่เธออยากทำอย่างไม่ย่อท้อด้วยแล้วมันก็ยิ่งทำให้เขาประทับใจในตัวเธอมากขึ้นไปอีก เธอมีแนวทางเป็นของตัวเองนี่สิที่เขาเรียกว่าผู้หญิงยุคใหม่
แต่เมื่อเขาได้เล่าเรื่องของจางฉุ้ยเหลียนให้กับแม่ของเขาฟังแม่ของเขากลับไม่เข้าใจผู้หญิงยุคใหม่อย่างจางฉุ้ยเหลียนเลยแม้แต่น้อยเพราะหล่อนคนหัวโบราณ และเขาก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าผู้หญิงที่กำลังนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขาในตอนนี้จะเหมือนแม่ของเขามากขนาดนี้ ทั้งหัวโบราณ ทั้งล้าสมัย
กัวเจี้ยนจวินถอนหายใจออกมาจากนั้นเขาก็พูดออกไปว่า “ฉันเป็นทหารประจำการ ถ้าเธอแต่งงานกับฉันเธอก็ต้องเจอกับความยากลำบากอีกมากมาย”
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ หญิงสาวคนนั้นก็พูดขึ้นมาด้วยความกระตือรือร้นว่า“ฉันรู้ ฉันทนความลำบากได้ !”
กัวเจี้ยนจวินพยักหน้าเป็นการตอบรับจากนั้นเขาก็พูดต่อไปอีกว่า “ฉันไม่ได้หมายถึงร่างกาย แต่ฉันหมายถึงสภาพจิตใจต่างหาก”ครั้งนี้กัวเจี้ยนจวินดูเอาจริงจังมาก จนทุกคนต่างก็ไม่กล้าที่จะพูดหยอกล้อสนุกสนานกันแต่อย่างใด
ทุกคนที่กำลังนั่งอยู่ในห้องโถงในตอนนี้ต่างก็ไม่มีใครพูดอะไรกันเลยมีเพียงเสียงของกัวเจี้ยนจวินเท่านั้นที่พูดออกมาว่า “อย่างแรกเธอต้องใช้ชีวิตด้วยตัวเองให้ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ฉันเข้ากรมทหารไปแล้ว มันไม่ใช่ว่าเมื่อผู้ชายไปทำงานลูกไปโรงเรียน แล้วเธอจะอยู่บ้านโดยที่เธอไม่ต้องทำงานอะไรเลยใช่ไหมล่ะ ? 1 ปีหรือ 2 ปีเธอก็ยังพอทนได้ แต่เธอจะยอมทนเป็นสะใภ้ของตระกูลนี้ตั้งแต่อายุ 20ปีไปจนถึงอายุ 70 ปี รวม ๆ แล้วก็ 50 ปีได้อย่างนั้นหรือ ? ”
“คนที่จะมาเป็นภรรยาของทหาร ผู้หญิงคนนั้นจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีต้องมีนิสัยตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา พูดจาฉะฉานทำงานคล่องแคล่ว ใจกว้าง มีแนวคิดเป็นของตัวเอง มุมานะบากบั่นต้องพึ่งพาตัวเองได้ เธอทำได้ไหม?” ความจริงแล้วประโยคที่เขาพูดออกมาทั้งหมดเขาก็ตั้งใจพูดกับคนในบ้านต่างหาก
หญิงสาวคนนั้นกัดปากเล็กน้อย ก่อนจะพูดว่า “ นายที่นายพูดมาทั้งหมด ฉันไม่เข้าใจหรอก ฉันรู้แค่ว่า หลังจากนี้ ฉันต้องแต่งงาน เป็นคนของบ้านนาย และเชื่อฟังนายทุกอย่าง !”
เมื่อแม่ของกัวเจี้ยนจวินได้ยินดังนั้นหล่อนก็ถึงกับยิ้มไม่หุบเลยทีเดียว และคิดในใจว่าการที่มีลูกสะใภ้ที่เชื่อฟังหล่อนแบบนี้มันดีมากเลยจริงๆ แต่กัวเจี้ยนจวินกลับกระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อย จากนั้นเขาก็พูดออกไปว่า “ดูเหมือนว่าเธอจะยังไม่เข้าใจในสิ่งที่ฉันพูดนะฉันไม่ได้ต้องการอะไรนอกจากภรรยาที่สามารถดูแลทั้งเรื่องในบ้านและนอกบ้านได้อย่างสมบูรณ์แบบ”
เมื่อหญิงสาวได้ยินคำว่าภรรยา ใบหน้าของเธอก็แดงก่ำขึ้นมาในทันทีจากนั้นหล่อนก็ก้มหน้าลงและไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาสบตากับใครอีกเลย
กัวเจี้ยนจวินขมวดคิ้ว จากนั้นเขาก็พูดออกไปว่า “งานของฉันมันเป็นงานที่พิเศษ ไม่เหมือนงานของคนอื่น ฉันไม่ค่อยได้อยู่บ้านเธอบอกว่าเธอจะเชื่อฟังฉันทุกอย่างแต่ถ้ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นตอนที่ฉันไม่อยู่บ้าน เธอจะทำยังไงล่ะ ?”
แม่ของกัวเจี้ยนจวินรีบพูดแทรกขึ้นมาทันทีว่า“ไม่เป็นไรหรอก หล่อนยังมีแม่ ถ้ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น แม่จะเป็นคนจัดการให้เอง!”
กัวเจี้ยนจวินหันไปถามแม่ของตัวเองว่า“แล้วถ้าผมย้ายไปอยู่กรมทหารอื่นล่ะครับ ? แม่จะยอมย้ายไปอยู่กับผมด้วยอย่างนั้นหรือแม่คิดว่าเราแยกกันอยู่ไม่ดีกว่าหรือครับ ? เพราะถึงอย่างไรสักวันนกกระจอกก็ต้องบินด้วยตัวเอง!”
แม่ของกัวเจี้ยนจวินรู้สึกได้ลาง ๆว่ามีมันต้องบางอย่างไม่ชอบมาพากลอย่างแน่นอน หล่อนจึงยิ้มเจื่อน ๆ และพูดว่า “ไอ้หยา วันเวลามันก็ผ่านไปเรื่อย ๆเมื่อโตขึ้น หล่อนก็ทำได้เองแหละน่า!”
กัวเจี้ยนจวินหัวเราะเยาะออกมา “บ้านพวกเราก็มีรถจักรยานมาตั้งหลายปีแล้ว แต่ตอนนี้แม่ก็ยังปั่นไม่เป็นเลยถึงแม้ว่าเรื่องบางเรื่องพ่อกับแม่จะมองว่ามันไม่สำคัญ แต่สำหรับผมแล้วมันสำคัญมากนะครับ ถ้าก่อนแต่งงานไม่คุยกันให้ชัดเจน ต่อไปถ้าเกิดปัญหาขึ้นแล้วต้องหย่ากันมันก็ไม่ใช่เรื่องดีหรอกนะครับ!”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้เขาก็ไม่จำเป็นที่จะพูดอะไรออกมาอีก ตอนนี้สีหน้าของคุณอาสะใภ้หลี่ดูแย่มากจริง ๆหล่อนฝืนยิ้มออกมา และพูดออกไปด้วยน้ำเสียงหยาบกระด้างว่า “ใช่แล้วล่ะ ใช่แล้ว งั้นฉันขอตัวกลับก่อนแล้วกันนี้ เพราะวันนี้เป็นวันแรกของปีใหม่ อีกอย่างเย็นนี้แม่ของหวังลี่ก็ต้องไปบ้านคุณยายของหล่อนด้วยงั้นฉันกลับก่อนล่ะ!”
กัวเจี้ยนจวินไม่อยากจะให้ตระกูลของเขาดูไม่ดีเขาจึงพูดออกไปว่า “คุณอาสะใภ้หลี่ไม่ต้องกังวลนะครับ ผมเป็นคนตรงไปตรงมาผมไม่ได้ไม่พอใจหล่อนหรอกครับ แต่การที่คน ๆ หนึ่งจะมาแต่งงานกับทหารมันก็เป็นเรื่องที่ยากลำบากถ้าหล่อนทนได้ ต่อไปในวันข้างหน้า เราจะได้ใช้ชีวิตกันได้อย่างมีความสุขแต่ถ้าทนไม่ได้ คนที่จะลำบากในวันข้างหน้าก็คือฝ่ายหญิงนะครับ!”
พอส่งแขกเสร็จ ก็เริ่มมีเสียงฮือฮาดังขึ้นในบ้านเหล่าพี่ชายต่างก็ยกนิ้วให้กับกัวเจี้ยนจวิน “แกนี่มันแน่จริง ๆ ไม่ยอมแต่งก็ไม่ต้องแต่งสิ ทำไมแกจะต้องไปพูดให้หล่อนตกใจกลัวขนาดนั้นด้วยล่ะ!”
เหล่าบรรดาพี่สะใภ้ที่ซ่อนตัวอยู่ในห้องครัวต่างก็พูดออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า“หลังจากนี้กัวเจี้ยนจวินก็คงจะหาภรรยายากแล้วล่ะ!”
เมื่อแม่ของกัวเจี้ยนจวินเดินกลับเข้ามาในบ้านหล่อนก็ระเบิดความโกรธออกมาทันที “ผู้หญิงคนนั้นไม่ดีตรงไหน ? เพราะคำพูดของลูกหล่อนถึงได้ตกใจกลัวจนหนีกลับไปแล้ว ลูกมาดูตัวหรือลูกมาสอนวิชาสังคมและการเมืองกัน หา ?”
กัวเจี้ยนจวินต้องการที่จะล้างสมองแม่ของเขาเขาจึงพูดออกไปว่า “แม่ครับ แม่จะมองคนแบบนี้ไม่ได้นะครับ แม้แต่จะเดินออกไปนอกบ้านคนเดียวหล่อนก็ยังไม่กล้าเลยแม่คิดว่าผู้หญิงแบบนี้มันดีจริง ๆ หรือครับ ? ”
แม่ของกัวเจี้ยนจวินแบะปากจากนั้นหล่อนก็พูดออกมาว่า “แล้วถ้าลูกไปคว้าเอาคนบ้าที่ไหนไม่รู้มา แล้วตอนที่ลูกอยู่บ้านลูกจะมีความสุขได้ยังไงลูกไม่เห็นสะใภ้บ้านอื่นที่วัน ๆ เอาแต่แต่งตัวสวย ๆ ออกไปยั่วยวนคนอื่นรึไง ? สุดท้ายลูกก็จะถูกสวมเขาโดยที่ลูกไม่รู้ตัวนะ !”
เมื่อเห็นแม่ของตัวเองโกรธเป็นฟืนเป็นไฟจนต้องถ่มน้ำลายออกมากัวเจี้ยนจวินก็รู้สึกจนปัญญา
“แม่ครับ แม่คิดให้ดี ๆ นะครับ ถ้าเกิดผมต้องอยู่ในกรมทหารตลอดชีวิตล่ะ ถ้าภรรยาของผมเป็นคนขี้ขลาดอีกทั้งยังไม่กล้าไปเสียทุกอย่างแบบนี้ หล่อนจะไม่ทำให้ลูกของผมอดตายหรือครับ ? ต่อไปถ้าได้แต่งงานกันแค่คำอวยพรในวันปีใหม่ง่าย ๆ หล่อนก็ยังพูดไม่เป็นเลย แบบนี้มันใช้ได้หรือครับ?” ที่กัวเจี้ยนจวินพูดมามันก็ดูสมเหตุสมผล แม่ของเขาก็รู้สึกเห็นด้วยเช่นกัน
ในเวลานี้พ่อของกัวเจี้ยนจวินที่เอาแต่นั่งฟังบทสนทนาของลูกชายและภรรยาของตัวเองมาตลอดโดยที่ไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาก็เอ่ยปากพูดออกมาว่า “พ่อว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ผ่านหรอก อยู่บ้านมาตั้งหลายปีแล้ว ยังไม่มีงานทำเลยรอแต่ให้คนที่บ้านจัดการให้เพียงอย่างเดียว แล้วจะไปทำอะไรได้ล่ะ ? แล้วอีกอย่าง ลูกชายของเราก็มีงานดี ๆ ทำหาลูกสะใภ้ที่เป็นครูก็ไม่เลวนะ เปิดเป็นโรงเรียนอนุบาลก็ยังได้!”
เมื่อพ่อที่เป็นใหญ่ที่สุดในบ้านเอ่ยปากพูดออกมาแบบนั้น เรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นอันสิ้นสุดลง ทุกคนในบ้านต่างก็ปฏิเสธการดูตัวในครั้งนี้กัวเจี้ยนจวินจึงได้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
ตอนนี้เขาก็หวังเพียงแค่ว่าก่อนที่เขาจะกลับเข้ากรม เขาจะต้องแต่งงานกับจางฉุ้ยเหลียนให้ได้แม้ว่าเธอจะไม่เต็มใจก็ตาม ยังมีเวลาเหลืออีกตั้งสองสามปี กว่าเธอจะเรียนจบ เขาจะต้องกลัวอะไรล่ะ ?
แต่กัวเจี้ยนจวินกลับไม่รู้เลยว่าตอนนี้จางฉุ้ยเหลียนก็กำลังเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้กับเซี่ยจวินฟังด้วยความโกธรอยู่
“ถ้าเขายังมาอีก พ่อก็บอกเขาไปเลยนะว่าหนูไม่เต็มใจและไม่มีวันเต็มใจด้วย!”