พอเสร็จธุระแล้วก็กลับมาที่หอคัมภีร์ เพื่อทำหน้าที่หลักของตน นั่นก็คือการอ่านหนังสือ และท่องตำราที่ใช้การสอบบัณฑิตระดับต้น
อันประกอบไปด้วย วิชาศิลป์ (學術藝術 ) 4 วิชา ได้แก่ ดนตรี (音樂) คณิตศาสตร์ (算術) การคัดลายมือ (書法) และความรู้เกี่ยวกับพิธีกรรมทั้งพิธีในที่สาธารณะและในชีวิตของตนวิชาทหาร (軍事科目) 2 วิชา ได้แก่ การขี่ม้า (馬術) และยิงธนู (射箭)คัมภีร์ทั้งห้า (Five Studies) ได้แก่ ยุทธศาสตร์ทางทหาร (軍事戰略) กฎหมายแพ่ง (民法) รายได้และภาษีอากร (收入和稅收) เกษตรศาสตร์ (農業) ภูมิศาสตร์ (地理) และปรัชญาขงจื๊อ (孔子哲學) ผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วยาม แม้สายตายังไม่เกิดอาการเหนื่อยล้าแต่สมองก็เริ่มเบื่อหน่ายในหลักวิชาการทั้งปวง อันที่จริงหยางไคควรหยุดพัก แต่เมื่อเห็นหนังสือเล่มหนึ่งบนชั้นบนสุดเขียนเอาไว้[บันทึกตระกูลหยางฉบับวิกฤติ]จึงแอบหยิบออกมาเปิดดู มีใจความว่า ##########################หงอู่ 洪武 ศก วันที่สิบเดือนยี่ ปีที่สามพระเจ้าหมิงไท่จู่ ปฐมจักรพรรดิราชวงศ์หมิง ทรงขับไล่มองโกลพ้นแผ่นดินฮั่นได้สำเร็จ ด้วยขุนศึกคุณูปการทั้งห้าคน ได้แก่ สวี่ต๋าหนึ่ง เจียงจวินหนึ่ง ผิงจางหนึ่ง ฉางเย๋วชุนหนี่ง และหยางหลิงหนึ่ง จึงให้สืบตำแหน่งพระยา (侯-โหว) จนถึงลูกหลานแต่แม่ทัพหลานหลิงนั้นมีบุตรสาวเพียงผู้เดียว จึงทรงมีพระบรมราชานุญาต ให้ตบแต่งบุรุษเข้าตระกูลเพื่อสืบตำแหน่งพระยาจากพ่อตา แต่ให้ลดดินแดนศักดินา อาณาเขตและรับรายได้จากภาษีของประชาชนในอาณาเขตลงกึ่งหนึ่ง หงอู่ 洪武 ศก วันที่ห้าเดือนยี่ ปีที่ห้าแม่ทัพหยางจื่อถง ได้บุตรีหนึ่ง หงอู่ 洪武 ศก วันที่สิบสอง เดือนสี่ ปีที่ยี่สิบแม่ทัพหยางไหหลี่ ได้บุตรีหนึ่ง.....เจี้ยนเหวิน 建文 ศก วันที่สามเดือนเจ็ด ปีที่แปดแม่ทัพหยางถิงเฟิง ได้บุตรีหนึ่ง.....หย่งเล่อ 永樂 ศก วันที่สี่ เดือนยี่ ปีที่สามแม่ทัพหยางถิงเฟิง ได้บุตรีหนึ่ง ครั้นอ่านมาจนถึงตอนนี้ เด็กหนุ่มก็เริ่มเข้าใจทุกอย่างแล้ว รวมทั้งธรรมเนียมการเข้าสู่ตระกูลหยางอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นจึงพลิกหน้าบันทึกไปจนถึงหน้าสุดท้ายก็ได้ความว่า จู ฉีเจิ้น 朱祁鎮 ศก วันที่สิบ เดือนยี่ ปีที่สองแม่ทัพหยางกง ได้บุตรีหนึ่ง########################## เด็กหนุ่มจึงปิดบันทึกแล้วรีบเก็บเข้าชั้น ณ ตำแหน่งเดิม จากนั้นพึมพำกับตนเองว่า“นางเกิดปีเดียวกันกับเรา แล้วอ่อนวัยกว่าเราเพียงวันเดียวเท่านั้นเอง” จึงอดคิดขึ้นในใจมิได้ว่าหน้าตาของนางเป็นเช่นไร ?จิตใจจะงดงามเพียงไหน ?มีบุรุษในใจแล้วหรือไม่ ? แม้ในใจของเด็กหนุ่มจะมีเสี่ยวเหมยผู้งดงามและเฉลียวฉลาด แต่หัวใจก็อดจะคิดฟุ้งซ่านมิได้แต่ขณะกำลังนั่งเหม่อลอยและทอดอารมณ์ไปโดยช้านานอยู่นั่นเอง พลันมีบัณฑิตรุ่นพี่เดินเข้ามาที่โต๊ะซึ่งเขานั่ง หยางไคสะดุ้งเล็กน้อย พร้อมกับกล่าวทักทายไปว่า"คะ.. คำนับพี่ใหญ่อู๋" หยางหมิงเช่อ (杨名策) ไม่กล่าวอันใด แต่กวักมือให้หยางไคตามมายังห้องอบรม จากนั้นสั่งสอนไปว่า"ข้าเห็นเจ้าเหม่อลอยเป็นเวลากว่า 1 เค่อ (刻 15 นาที) แต่เวลาเหลืออีกแค่เพียง 9 เดือน จะมีการสอบถงชื่อ (童試 : บัณฑิตระดับต้น) ไยเจ้าจึงปล่อยเวลาให้ล่วงผ่านไปนานเช่นนี้เล่า ?" อย่างที่ทราบกันว่า แม้จะคงเกียรติยศแห่งความสัตย์ซื่อต่อแผ่นดินเอาไว้ แต่ตระกูลหยางต้องถูกลดดินแดนศักดินา อาณาเขตและรายได้จากภาษี เพียงกึ่งหนึ่งในทุกครั้งซึ่งมีการสืบทอดตำแหน่งโดยบุตรเขย จนบัดนี้รายรับจึงต่ำต้อยกว่านายอำเภอชั้นต้นเสียอีก จึงเป็นไม่ได้เลยที่จะรักษาวงศ์ตระกูลเอาไว้ได้ ด้วยเงินทองเพียงเท่านี้ ดังนั้นทุกคนในตระกูลต้องช่วยเหลือกัน ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งผู้ผลิตด้านต่าง ๆ หรือแม้แต่คนในตระกูลซึ่งได้รับตำแหน่งขุนศึกและขุนนาง ย่อมจุนเจือรายได้มาหล่อเลี้ยงส่วนกลางอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ก็มีไม่น้อยที่บางคนพอได้ดิบได้ดี แล้วเลือกที่จะหวนคืนสู่ตระกูลเดิม จึงเกิดมีการ ‘รับน้อง’ เพื่อหล่อหลอมความคิดของผู้คนให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ประหนึ่งเรือลำใหญ่ ที่จะนำทุกคนก้าวผ่านไปเพื่อดำรงแผ่นดินชาวฮั่น เพื่อที่จะได้ชาวฮั่นมาปกครอง โดยมิใช่เผ่าพันธุ์อื่น ที่จ้องจะเข้ามายึดครองบ้านเมืองของตนเช่นที่ผ่านมา ฝ่ายหยางไค เมื่อได้รับคำสั่งสอนจากบัณฑิตอู๋ก็รู้สึกละอายใจ จึงกล่าวคำสำนึกผิด พอกลับถึงห้องจึงนำมันหวานไปเผากินเพียงหัวเดียว ส่วนอีกหัวนั้นรอจนค่ำมืดแล้วแอบกลับไปที่สวนผักทำทีเป็นฝังดินไว้ให้โผล่บางส่วนซึ่งมีลักษณะเฉพาะพิเศษออกมาให้ผู้อื่นเห็น พอเวลาเช้าเมื่อมีเจ้าพนักงานซึ่งมีหน้าที่ดูแลสวนมาพบเห็นเข้า ก็เอาไปส่งให้หอรักษาเพื่อใช้ปรุงยาเสริมพลังลมปราณสำหรับทุกคนในตระกูล ..นับจากนั้นเป็นต้นมา หอรักษาจึงไม่เคยขาดแคลนวัตถุดิบในการปรุงยาอีกเลย