ตอนที่ 13 ความจริงปรากฏ
“หยุดก่อนเถิด ไม่ต้องสู้กันแล้ว พวกท่านไม่ห่วงเฮ่าตู๋บ้างเลยหรืออย่างไรยามนี้พวกเราควรจะออกไปตามหาเขากันมิใช่รึ ข้าเชื่อว่าเขายังมีชีวิตอยู่แน่หากว่าพวกเราลองไปขอความช่วยเหลือจากทางการดูก็คงจะ...”
“เพ้ย! ใครสนใจชีวิตเ้าบ้านั่นกัน เ้าฟื้นขึ้นมาก็ดีแล้วรีบจ่ายค่าจ้างพวกเรามาเดี๋ยวนี้!” แม้นางซูจะถูกตบจนใบหน้าบวมเป่ง แต่ถึงกระนั้นนางก็แย่งสร้อยทองมาได้สำเร็จและรีบยัดมันเข้าในทรวงอกเหี่ยวย่นของตัวเองทันทีก่อนจะชี้หน้าอีกฝ่ายด้วยท่าทางที่ดุร้าย
ยามนี้นางไม่หลงเหลือคราบแม่สามีที่น่าเคารพนับถืออีกแล้วท่าทางของนางในยามนี้ดูราวกับแม่ค้าปากตลาดที่พร้อมจะตบตีผู้คนที่ขวางทางนางก็มิปาน
“เงินค่าจ้าง? ท่านพูดอะไร ข้าไม่เข้าใจ”ลู่จิวมองดูหญิงวัยกลางคนตรงหน้าด้วยความมึนงงและสับสนเป็อย่างมาก
นางซูกรอกตามองบนด้วยความรำคาญใจ ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ก็เงินที่สามีของเ้าว่าจ้างให้พวกเรามาแสดงละครเป็ครอบครัวสุขสันต์นี่อย่างไรเล่า!ไหนๆเขาก็ตายไปแล้ว มันควรเป็หน้าที่ของเ้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้กับพวกเรามิใช่รึ?”
“ไม่จริง พวกท่านพูดจาเหลวไหล เขาจะทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไร ข้าไม่เชื่อพวกท่านหรอก!”ลู่จิวสะบัดผ้าห่มบนตัวทิ้งไปก่อนจะก้าวลงจากเตียงด้วยความโมโห อาจเป็เพราะนางเคลื่อนไหวเร็วเกินไปเลยทำให้นางรู้สึกเวียนศีรษะขึ้นมากะทันหันอาการคลื่นไส้เวียนหัวก็พลันเข้าจู่โจมนางอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นร่างบางซวนเซจนเกือบล้มลงไปอีกครา เหล่าจางจึงรีบเข้าไปประคองนางเอาไว้ในอ้อมแขนทันทีแต่กลับคิดไม่ถึงเลยว่าจะถูกหญิงสาวผลักออกอย่างไม่ไยดี “อย่ามาแตะต้องตัวข้าท่านก็เป็นักต้มตุ๋นเหมือนกับพวกนางรึ”
“ข้า...” เหล่าจางก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกผิด เขาไม่คิดเลยว่าเื่ราวจะเลยเถิดถึงเพียงนี้
เมื่อพี่สะใภ้หลี่เห็นอย่างนั้นก็สลัดคราบพี่สะใภ้ใจดีออกไปไม่มีเหลือก่อนจะชี้หน้าด่าหญิงสาวอย่างหยาบคาย “เหล่าจางก็เป็คนในคณะละครเดียวกับพวกเรานี่แหละข้าไม่สนหรอกนะว่าผัวเ้าจะจ้างพวกเรามาแสดงละครตบตาเ้าไปเพื่ออะไรบางทีเขาอาจจะมีบ้านเล็กบ้านน้อยก็ได้ใครจะไปรู้ เขามีสตรีหน้าตางดงามทั้งยังมีอำนาจมาให้เลือกตั้งมากมายข้าก็ไม่รู้หรอกว่าผีร้ายตนใดดลใจให้เขาเลือกอยู่กับสตรีบ้านนอกโง่เขลาเบาปัญญาเช่นเ้าแทนที่จะอยู่กับพวกนางแต่สิ่งที่ข้ารู้ในตอนนี้ก็คือเ้าจะต้องจ่ายค่าจ้างพวกเรามาก่อนไม่อย่างนั้นเ้ากับข้าไม่จบกันเท่านี้แน่!”
“ใช่! แล้วอย่าคิดที่จะโกงเงินค่าตัวพวกเราเป็อันขาด ไม่อย่างนั้นข้าจะไปฟ้องทางการให้เอาเื่ฮุ้ยหยวน[1]อะไรนั่นซะคอยดูเถิด คราวนี้สามีของเ้าจะต้องเสียชื่อเสียงและถูกปลดลงจากตำแหน่ง ไม่มีทางอยู่เสนอหน้าเป็ขุนนางที่เมืองหลวงได้แน่!”
“ฮุ้ยหยวน? มันคืออะไร สามีข้าเป็แค่อาจารย์ธรรมดาเท่านั้น” ลู่จิวถามด้วยความไม่เข้าใจยิ่งฟังนางก็ยิ่งรู้สึกมึนงงไม่เข้าใจมากขึ้นทุกที
เมื่อได้ยินอย่างนั้นพี่สะใภ้หลี่ก็เริ่มหมดความอดทนทันที “เพ้ย! นังโง่ ก็หมายความว่าสามีของเ้าสอบผ่านการคัดเลือกขุนนางได้เป็อันดับหนึ่งในเมืองหลวงอย่างไรเล่าเื่นี้ผู้คนในเมืองต่างก็ร่ำลือกันไปทั่วเ้าเป็ถึงฮูหยินของอาจารย์แต่กลับไม่รู้ว่าฮุ้ยหยวนคืออะไรเนี่ยนะ โอ้ย! ข้าอยากจะบ้าตายไม่แปลกใจเลยที่เขาซ่อนเ้าไว้ในชนบทห่างไกลเช่นนี้ เขาคงรู้สึกอับอายที่มีภรรยาโง่เขลาเช่นเ้า”
“หยุดทำหน้าโง่งมเช่นนี้สักที ข้าเห็นแล้วอยากจะอ้วกรีบไปเอาเงินมาเดี๋ยวนี้! หรือว่าเ้าอยากเจ็บตัวหา!” นางซูยืนเท้าสะเอวด่าทอด้วยท่าทีที่หยาบคายก่อนจะง้างฝ่ามือขึ้นด้วยท่าทีที่ข่มขู่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงทำสีหน้าโง่งมไม่รู้เื่รู้ราว
“อะไรนะ...” ลู่จิวมองดูหญิงปากร้ายสองคนพูดสลับกันไปมายิ่งได้ฟังนางก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็คนโง่งมที่ไม่รู้เื่อะไรเกี่ยวกับสามีเลยสักนิดที่แท้เขาออกเดินทางไกลไปนานหลายวันก็ไม่ใช่เพราะไปสอนหนังสือแต่อย่างใด แต่เขาเดินทางเพื่อไปสอบคัดเลือกขุนนางต่างหาก!ของฝากที่เขามอบให้ล้วนเป็รางวัลที่ได้รับจากการสอบทั้งนั้นทว่านางกลับไม่รู้เลยสักนิด
ความจริงที่ได้รับฟังนี้ทำให้ลู่จิวตื่นตระหนกเป็อย่างมากนางแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนที่สตรีสองนางนี้กำลังพูดถึงอยู่คือคนเดียวกับสามีของนางจริงๆ
เมื่อมองไปทางไหนก็มีแต่คนด่าทอว่านางนั้นโง่เขลาที่เชื่อใจสามี สุดท้ายนางจึงอดหันกลับไปถามชายที่ยืนสงบนิ่งอยู่ข้างกายนางไม่ได้ว่า“ที่พวกนางพูดมาเป็ความจริงรึ ท่านเป็คนไปส่งสามีข้าขึ้นเรือทุกครั้งท่านเองก็คงรู้เื่นี้ด้วยสินะ”
เหล่าจางมองดูใบหน้าดวงเล็กที่มีหยาดน้ำตารินไหลออกมาด้วยความรู้สึกผิดก่อนที่เขาจะพยักหน้าเบาๆ อย่างไรเสียเื่ที่ชายผู้นั้นได้กระทำลงไปก็ถูกเปิดเผยแล้วเพื่อให้สตรีตรงหน้าได้ตาสว่างและสามารถตัดใจจากสามีชั่วช้าคนนั้นได้อย่างเด็ดขาด เขาจึงตัดสินใจเติมเชื้อไฟลงไปอีกครั้ง“ลู่จิว ข้ามีเื่บางอย่างที่ต้องบอกเ้า”
ลู่จิวรู้สึกว่าหัวใจของนางบอบช้ำไปหมดแล้ว ยามนี้นางคิดว่าคงจะไม่มีสิ่งใดเ็ปไปมากกว่ากันได้รับรู้ความจริงเื่ที่สามีของนางปกปิดไว้อีกแล้วก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างยากลำบากว่า “พูดมาเถอะ ข้าคิดว่าคงจะมีเื่ใดที่ข้ารับไม่ได้อีกแล้ว”
“อันที่จริงสามีของเ้ามีภรรยาอยู่แล้ว ข้าเห็นพวกเขาขึ้นเรือไปด้วยกันหนำซ้ำสตรีผู้นั้นยังตั้งครรภ์อีกด้วย...”
พอสิ้นเสียงพูดนั้นแล้ว ลู่จิวก็เปล่งเสียงร้องไห้โฮออกมาทันทีนางแทบไม่อยากจะเชื่อความจริงที่ได้ยินนี้เลยสักนิด “ไม่จริง...นี่มันเป็เื่โกหกพวกเ้าทุกคนโกหกข้า!”
นางซูเห็นว่าหญิงสาวตรงหน้าเริ่มร้องไห้ฟูมฟายเสียเวลาก็เริ่มมีน้ำโหขึ้นมาแล้วก่อนจะพูดจาประชดแดกดันสตรีที่อยู่ตรงหน้าไปว่า “เื่มาถึงขนาดนี้แล้วเ้ายังเชื่อสิ่งที่ผัวจอมลวงโลกของเ้าพูดอยู่อีกรึ หากเ้าไม่เชื่อพวกข้าก็ลองไปถามผู้คนในเมืองดูก็ได้มีใครไม่รู้บ้างว่าผัวของเ้าเคยเกี่ยวพาราสีบุตรสาวท่านเ้าเมืองมาก่อนทั้งยังหลอกใช้ผู้หญิงคนอื่นตั้งมากมายจนตัวเองได้เข้าไปสอบในอำเภอสำเร็จ พอได้เป็ถึงฮุ้ยหยวนก็ทิ้งพวกนางไปอย่างไม่ไยดีเท่านั้นไม่พอยังทำให้บิดาของพวกนางพลอยซวยไปด้วย สตรีพวกนั้นร้องไห้ฟูมฟายให้เป็ขี้ปากชาวบ้านไปทั่วทั้งเมืองแต่ข้าไม่สนใจหรอกนะว่าผัวเ้าจะมีเมียมีลูกอยู่กี่คน ไหนๆ มันก็ตายไปแล้วเ้าก็ควรรีบจ่ายเงินมาสักที พวกข้าจะได้ไปจากบ้านนอกนี่ซะ!”
ในยามนี้ลู่จิวเองก็หมดความอดทนแล้วเช่นกัน นางกำลังอยู่ในสภาวะโศกเศร้าเสียใจและไม่ทันได้ตั้งตัวอยู่แต่ยังไม่ทันได้ได้อ้าปากร้องไห้ หญิงสองคนนี้ก็เอาแต่เรียกร้องถามหาแต่เงิน!
ได้! อยากได้เงินมากนัก ข้าจะเอาให้พวกเ้าเอง!
นางเดินเข้าไปที่หัวเตียงก่อนจะควักเอาถุงเงินที่นางเก็บสะสมออกมาแล้วหยิบก้อนตำลึงทองขว้างไปที่หน้าผากของนางซูและพี่สะใภ้หลี่คนละก้อน
ตึก! ตึก!
เสียงก้อนตำลึงสีทองส่องประกายแวววาวเจิดจรัสลอยกระแทกเข้าที่หน้าผากของสตรีสองคนนั้นอย่างแม่นยำก่อนจะตกลงกระแทกพื้น
ตึก!
แม้แต่นายท่านซูพ่อสามีที่นางเกรงกลัวนักเกรงกลัวหนาก็ยังหลบก้อนเงินที่กระแทกใส่หน้าไม่พ้นเช่นกันแต่แทนที่ชายผู้นั้นจะร้องโอดโอย เขากลับรีบตะครุบเงินแล้วยัดใส่เป้ากางเกงของตัวเองทันทีราวกับกลัวจะมีใครมาแย่งไป
นางซูและพี่สะใภ้หลี่ที่กำลังยืนร้องโวยวายอยู่ก็หยุดชะงักไปสักพักเนื่องด้วยไม่คาดคิดว่าจะถูกวัตถุปริศนากระแทกเข้าที่กลางหน้าผากโดยไม่ทันได้ตั้งตัว
พี่สะใภ้หลี่ยกมือกุมหน้าผากของตัวเองด้วยความเ็ปแต่ยังไม่ทันจะได้ชี้หน้าด่าลำแสงสีทองผ่องนวลตาก็พลันสว่างเจิดจ้าเข้าในดวงตาทั้งสองข้างของนาง
เมื่อเห็นว่านางซูกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบก้อนทองคำตรงหน้า พี่สะใภ้หลี่ก็รีบยกเท้าขึ้นถีบสะโพกของนางซูจนถลาล้มไปข้างหน้าทันที“ของข้า!”
“ไม่! ทองนั่นเป็ของข้าต่างหาก”
ทั้งสองฉุดกระชากลากถูกันอยู่บนพื้นเสียงกรีดร้องดังโวยวายของทั้งคู่ทำให้ลู่จิวรู้สึกปวดหัวยิ่งนักนางจึงคว้าเอาแจกันที่หัวเตียงปาใส่คนทั้งคู่โดยไม่สนใจว่าพวกนางจะาเ็หรือไม่แล้วตวาดเสียงดังลั่นไปว่า “ไสหัวออกไปจากบ้านข้าให้หมด!”
สตรีทั้งสองนางไม่ทันได้ตั้งรับกับท่าทีที่แข็งกร้าวของคนตรงหน้าก่อนที่นางซูจะชี้นิ้วไปทางลู่จิว แล้วเอ่ยตำหนิด้วยความเคยชินไปว่า “นี่เ้ากล้าดีอย่างไรมาขว้างแจกันใส่พวกข้าช่างไม่รู้จักเคารพผู้าุโบ้างเลย อย่าลืมนะว่าข้าเป็แม่สา...”
นางซูยังไม่ทันจะได้กล่าวคำว่าแม่สามีขึ้นมา หมอนสีขาวใบใหญ่ก็ลอยปะทะเข้าที่ใบหน้าของนางอย่างจังตามด้วยเสียงตวาดแข็งกร้าวของหญิงสาวดังขึ้นตามมา “เ้าบอกว่าตัวเองเป็แค่นักแสดงจากคณะละครมิใช่รึแล้วตอนนี้ยังมีหน้ามาอ้างตัวเองว่าเป็แม่สามีข้า ้าจะเหยียบหัวข้าให้จมดินเหมือนเมื่อก่อนเพ้ย! ฝันไปเถอะ ข้าจะบอกอะไรให้นะนังแซ่ซู คนเราจะทำตัวไร้ยางอายก็ควรให้มันมีขอบเขตเสียบ้างเพราะฉะนั้นได้เงินแล้วก็รีบไสหัวไปซะ ไสหัวไปให้พ้นตาข้าทั้งหมดนี่แหละข้าไม่้าเห็นหน้าพวกเ้าอีก!”
ลู่จิวร้องะโออกมาอย่างสุดเสียง ก่อนที่นางจะควักก้อนทองยัดใส่มือของเหล่าจางและเอ่ยอย่างไม่แยแสว่า“เอาเงินไปซะ แล้วไสหัวไปพร้อมกันนี่แหละ!”
“ไปสิ!”
หญิงสาวร้องะโไปพลางพร้อมคว้าเอาข้าวของที่ใกล้มือปาไปทางกลุ่มคนเ่าั้อย่างดุร้ายแม้แต่เหล่าจางก็ยังถูกนางผลักออกไปด้วยความรังเกียจ
ถึงลู่จิวจะเป็หญิงสาวรูปร่างเล็กกะทัดรัดและมีนิสัยน่ารักอ่อนหวานในยามปกติแต่เมื่อถึงคราวที่นางหมดความอดทนขึ้นมาก็สามารถทำในสิ่งที่ผู้คนคาดไม่ถึงเช่นกัน
ความอยุติธรรมที่โหมกระหนำเข้ามาเป็ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ความอดทนของลู่จิวหมดลงนางจนตรอกไร้ที่พึ่งจึงลุกสู้อย่างที่ไม่มีผู้ใดเคยเห็นมาก่อนหญิงสาวคว้าทุกอย่างที่อยู่ใกล้มือปาเข้าใส่กลุ่มคนเ่าั้
เสียงแจกันตกแตกตามด้วยจานชามที่กระทบฝาผนังดังสนั่นหวั่นไหวไปพร้อมกับเสียงด่าทออย่างไม่ไว้หน้าของลู่จิวทำให้ทุกคนรู้สึกใยิ่งนักก่อนจะรีบคว้าสิ่งของมีค่าเท่าที่จะคว้าไว้ได้ไป แล้วออกแรงวิ่งหนีกันอย่างเอาเป็เอาตาย
เมื่อไล่พวกเขาออกไปกันจนหมดแล้ว ลู่จิวจึงได้พบว่ายามนี้มีผู้คนมุงดูอยู่ด้านนอกรั้วบ้านของนางเต็มไปหมดพวกเขาต่างก็สอดส่องสายตามองดูภาพเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความอยากรู้อย่างเห็น มีหญิงสาวจำนวนไม่น้อยที่มองดูสภาพย่ำแย่ของนางด้วยสีหน้าที่ยิ้มเยาะ
“มองอะไร สาระแนเื่คนอื่นดีนัก งานการไม่มีทำรึ!” ลู่จิวเท้าสะเอวด่าทอผู้คนที่มาสอดรู้สอดเห็นเื่ของนางอย่างหยาบคายเป็ครั้งแรก
พอเห็นสายตาที่เกรี้ยวกราดและท่าทางดุร้ายราวกับแม่เสือที่พร้อมอาละวาดได้ทุกเมื่อนั่นแล้วเหล่าชาวบ้านทั้งหลายที่ชมชอบความสนุกสนานก็พากันแตกฮือราวกับผึ้งแตกรังก่อนจะแยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง
ลู่จิวไม่แม้แต่จะมองดูเหล่าจางที่ยังคงยืนมองนางด้วยสายตาที่เป็ห่วงเลยสักนิดก่อนจะรีบปิดประตูดังปังแล้วลงกลอนอย่างแ่าขังตัวเองเอาไว้ภายในบ้านหลังเล็กที่เต็มไปด้วยซากข้าวของที่แตกกระจายอย่างเกลื่อนกลาดนางทิ้งตัวลงแนบแผ่นหลังเข้ากับประตู ก่อนจะร้องไห้กับตัวเองอยู่เงียบๆ
สิ่งที่นางกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้เป็ความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายออกมาได้เลย นางรู้สึกราวกับว่าทุกสิ่งที่นางเคยเฝ้าหวังความเชื่อใจที่มีมาโดยตลอดมันได้พังทลายลงในคราเดียว ความเ็ปและความผิดหวังที่พุ่งเข้าโจมตีกะทันหันทำให้นางตั้งตัวไม่ทันและไม่อาจยอมรับมันได้เลยนางพ่ายแพ้ต่อความเ็ปนี้แล้วจริงๆ
[1]ฮุ้ยหยวนหมายถึง ผู้ที่สอบผ่านการคัดเลือกขุนนางได้คะแนนสูงสุดของการวัดระดับเมืองหลวง