“ฮูหยินหงส์..ท่านพอจะเล่าสิ่งที่ท่านพบเจอมาให้แก่ข้าได้หรือไม่?” เมื่อได้ยินคำถาม นางก็ก็ได้แต่จับจ้องไปยังชายหนุ่ม มิได้ตอบกลับมาแต่อย่างใด
ที่ซีว่างถามคำถามออกมาตรง ๆ เลยนั้น เพราะหญิงนางนี้แปลกนัก มิอาจตรวจสอบพลังปราณได้ อีกด้วยโดนพิษอสรพิษเหมันต์มาเนิ่นนาน มีเพียงแต่อาการไข้หวัดที่ทำให้ไม่มีเรี่ยวแรงเท่านั้น แต่กลับไม่อาตสังหารนางได้ นางต้องมีภูมิหลังบางอย่างเป็นแน่แท้
“คงเป็นข้า..ที่ยังไม่น่าไว้ใจพอ..ที่จะถามเรื่องแบบนี้แก่ท่าน , เริ่มจากแนะนำตัวก่อนเป็นอย่างไร?”
“ข้ามีนามว่า ซี ว่าง” เนื่องจากชายหนุ่มอยากให้ สาวนางนี้ไว้ใจตนเอง มันจึงบอกชื่อที่แท้จริงของตนไปโดยมิกังวลผลที่ตามมาแม้แต่น้อย
สาวนางนี้ก็ยังนิ่งเงียบอยู่ ซีว่างจึงกล่าวต่อ
“ข้าเข้าใจท่าน..ที่ท่านมิยอมกล่าวอันใดแก่ข้า , เพราะไม่ไว้ใจข้า..เราทุกคนต่างมีเรื่องที่ต้องแบกไว้บนบ่าเช่นเดียวกันทุกคน”
“อย่างน้อย..ท่านมิได้บอกอะไรแก่ข้า , ขอเพียงข้ารู้นามของท่าน..จะได้เรียกขานกันถูก..เท่านี้ท่านคงมิว่าข้าหรอกหนา”
สตรีวัยกลางคน ได้แต่จ้องหน้าของชายหนุ่มอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะเอ่ยปากออกมา
“จะเรียกข้าแค่ฮูหยินหงส์หรือแม่นางหงส์..ก็แล้วแต่เจ้า”
ซีว่างมิแปลกใจเลย ว่าเหตุใดนางจึงปกปิดทุกอย่างถึงเพียงนี้ ร่างกายของนางต้องมีขอวิเศษหรือสายเลือดพิเศษเป็นแน่ ถึงทำให้นางมิตายจากอสรพิษเหมันต์หรืออาจจะมีคนตามล่านางอยู่ก็เป็นได้
แล้วจู่ ๆ มีคนมาทำดีด้วย แล้วถามความลับของนางอีก เป็นผู้ใด..ย่อมมิไว้ใจเป็นแน่
“เอาล่ะ..ข้าจะไม่ซักไซ้ต่อ , รับนี้เอาไว้..ตอนนี้ท่านก็น่าจะทุเลาขึ้น , หากท่านต้องการจะหนีจากที่นี่..ท่านจะได้ไปไหนมาไหนได้สะดวกและติดต่อข้าได้ทุกเมื่อ” ก่อนที่ซีว่างจะมอบศิลาธาตุทองให้นาง 5 ก้อนและยันต์สื่อสารที่ประทับตราวิญญาณของมันแล้ว 1 ใบ
“ข้าไม่รบกวนท่านแล้ว , หากมีอะไรอย่าคิดว่ารบกวนข้า..ได้โปรดติดต่อมา” ก่อนที่ซีว่างจะเดินออกจากห้องไป
ฮูหยินหงส์ได้แต่นั่งมองศิลาธาตุทองและยันต์สื่อสาร ถึงตาจะมองของสองสิ่งนี้ แต่ในความคิด มิได้คิดถึงเรื่องนี้เลย...
เมื่อซีว่างเดินออกมา เจ้าเด็กน้อยหงส์ซื่อ ก็รีบวิ่งเข้ามาถามซีว่างในทันที
“พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ , แม่ข้าหายแล้วหรือ? , แม่ข้าสามารถวิ่งเล่นกับข้าได้แล้วใช่หรือไม่?” เด็กน้อยใช้ตากลม ๆ ใส ๆ จ้องมองไปที่ชายหนุ่ม ด้วยความไม่รู้เดียงสา
ซีว่างย่อตัวลงไปให้อยู่ระดับเดียวกับเด็กน้อย เอามือลูบหัวก่อนจะกล่าวบอกไป
“ตอนนี้มารดาเจ้า..ยังมิสามารถวิ่งเล่นกับเจ้าได้ , แต่อีกสองถึงสามวัน..เจ้าถึงสามารถเล่นกับนางได้..แต่เจ้าต้องสัญญากับข้าเรื่องหนึ่ง”
“สัญญา?” เด็กน้อยทวนคำถาม
“เจ้าต้องสัญญาด้วยเกียจติลูกผู้ชายกับข้า..ว่าเจ้าจะไม่ลักขโมยอีก , มิเช่นนั้นมารดาเจ้าจักเสียใจ..เจ้าทำได้หรือไม่?” ก่อนที่ซีว่างจะยื่นนิ้วก้อยออกไปให้เด็กน้อย
เด็กน้อยมองซีว่างด้วยตากลมโต ก่อนจะเอื้อมมือมาเกี่ยวก้อยกับชายหนุ่ม
“ข้าสัญญา..ถ้าแม่ข้ากลับมาเล่นกับข้าได้อีก..ข้าก็จะไม่ทำเช่นนั้นอีก” ก่อนที่เด็กน้อยจะยิ้มแสดงฟันน้ำนมที่ตนมีไม่เต็มปาก ไปยังชายหนุ่ม
“ดีมาก..เป็นลูกผู้ชายต้องรักษาสัญญา” ก่อนที่ซีว่างจะลุกขึ้นแล้วกล่าวลาเด็กน้อย
เมื่อซีว่างจากไป ฮูหยินหงส์ก็เดินออกมาจากบ้านสังกะสีของตนเอง จ้องมองแผ่นหลังของชายหนุ่ม มิมีใครรู้ว่าตอนนี้นางคิดอะไรอยู่...เมื่อกลับมาถึงสำนักวายุคำราม ชายหนุ่มก็รีบกลับไปที่ห้องรับรอง ใช้จิตของตนเองตรวจสอบของในถุงมิติ ภายในมีอาวุธทั้งหมด 128 ชิ้น
‘เท่านี้น่าจะเพียงพอสำหรับแผนของข้าแล้ว’ ชายหนุ่มยิ่มออกมาด้วยความพึงพอใจ
ก่อนที่ซีว่างจะทำการหลอมดาบทั้งหมดด้วยพลังไฟของตนเอง มีเพียงมันและหญิงสาวเท่านั้นที่รู้ว่า มันกำลังทำอะไร
มันใช้เวลาเกือบทั้งคืนทำการลับของมัน เมื่อทำเสร็จก็อีกไม่กี่ชั่วยามพระอาทิตย์ก็จะขึ้น มันจึงรีบเข้านอนเพื่อเอาแรงไว้ต่อสู้ในเช้าวันนี้
ระหว่างที่มันออกไปทำธุระข้างนอกและกำลังหลับใหล ข่าวเรื่องศิษย์สำนักภพจันทราสามารถผ่านเข้ารอบ 16 คนสุดท้ายในรอบ 50 กว่าปีก็เป็นที่พูดถึงกันอย่างหนาหู แถมยังผ่านได้ถึง 2 คน แต่ที่พูดถึงมากที่สุด คงไม่พันซีว่าง ผู้ซึ่งมีพลังเพียงจิตโลกาขั้น 3 สามารถผ่านเข้ารอบมาได้ แต่ที่เขาเล่าลือกันมิได้เป็นคำชมสรรเสริญ แต่เป็นเรื่องที่เจ้ากระบี่เพลิงล้มมวย มิได้กล่าวชื่นชมต่อตัวซีว่างเลย...“พี่ว่าง ท่านนี่ชอบนอนตื่นสายอยู่เรื่อยเลย” เสียงหญิงสาวที่คุ้นเคยดังเข้ามาในสำนึกของชายหนุ่ม
“อือออ” ชายหนุ่มสะลึมสะลือมิได้ลุกออกจากเตียงตนเอง
“ฟุบ!!” เสียงรูดม่านหน้าต่างเปิด ทำให้แสงแดดแยงตาของชายหนุ่ม
“เยว่เอ่อร์..ข้ายังไม่อยากลุก , เจ้าใยรีบมาปลุกข้าเหลือเกิน” ชายหนุ่มบ่นอุบอิบแต่ก็ยังมิได้ลุกจากเตียง มันเอาผ้าห่มมาปิดหน้าตนเองไว้ เพื่อจะได้หลับต่อ
(เผื่อคุณผู้อ่านลืมกัน เยว์เอ่อร์ที่พระเอกเราเรียกคือ เยว่ ฮว่า หญิงสาวของมันเมื่อภพก่อน)
“ท่านนี้จริง ๆ เลย” ก่อนที่หญิงสาวจะดึงผ้าออก
เมื่อหญิงสาวดึงผ้าออกก็โดนชายหนุ่มกอดรวบรัดไว้ในอ้อมแขน
“ว๊ายยย” หญิงสาวตกใจกับการโดนชายหนุ่มลวนลาม “ปล่อยเดี๋ยวนี้นะพี่ว่าง..หากท่านพ่อข้ามาเห็น , พี่ได้โดนดีแน่”
“เจ้าก็ปิดประตูสิ..เท่านี่ข้าก็สามารถนอนกอดเจ้าได้..โดยมิมีผู้ใดมากวนใจ” ก่อนที่มันจะเอาหน้าเข้าไปใกล้กับหญิงสาว
“ขอข้าชื่นใจสักฟอดนะ” ก่อนที่ชายหนุ่มจะโน้มหน้าเข้าไป
“เพี๊ยะ!!” เสียงตบเรียกสติของชายหนุ่ม ทำให้มันสะดุ้งตื่นขึ้นมาในทันที พร้อมกับความมึนงงพร้อมกับเอามือกุมไปที่แก้มของตนเอง
หญิงสาวในฝันได้หายไป เหลือแต่เด็กชายหน้าคุ้นเคย
“หรือว่าท่านจะเปลี่ยนรสนิยมของท่านแล้ว?” ผู้ที่พูดคือ จิ้นเฟิง
“เยว่เอ่อร์ของข้าอยู่ไหน?” ชายหนุ่มถามด้วยความมึนงง
“เยว่เอ่อร์ไหนของท่าน..มิใช่ท่านฝันไปหรอกหรือ”
“หรือเยว่เอ่อร์ที่ท่านกล่าวถึงคือแม่นางเยว่รู่? หรือท่านแอบชอบนาง?” เมื่อกล่าวจบจิ้นว่างก็ยิ้มออกมาจนหน้าบาน สายตาชั่วร้ายแสดงออกมาอย่างมิได้ปกปิด
“เจ้าเลิกคิดเลย..คนละเยว่เอ่อร์แล้ว , เยว่เอ่อร์ของข้ามิใช่แม่หญิงที่เอาแต่ทำสวยไปวัน ๆ..ปากจัดนางนั้นหลอก”
แต่สายตาชั่วร้ายของน้องชายตนเองก็ยังไม่จางหาย
“เออ..เจ้าจะคิดอะไรก็คิดไป , แต่อย่าไปบอกต่อเฟิงอวิ๋นเป็นพอ” ชายหนุ่มพูดขณะลุกเตรียมตัวล้างหน้า
พอได้ยินคำว่า เฟิงอวิ๋นจากสายตาชั่วร้าย ตอนนี้กลับมีรอยยิ้มชั่วร้ายเพิ่มมา
เมื่อเห็นสีหน้าของน้องชายตนเองเช่นนั้น มันจึงเกิดสังหรที่ไม่ดีขึ้นทันที 'ว่าวันนี้คงมีบางอย่าง..น่าปวดหัวขึ้นมาเป็นแน่'
จะให้อธิบายเรื่อง เยว่ ฮว่า มันก็คงจะไม่เชื่อ หรือมันอาจจะไม่เข้าใจเลยก็เป็นได้ ตอนนี้มันเชื่อสนิทใจแล้วว่า เยว่เอ่อร์ที่ ตัวมันละเมอถึงคือเยว่รู่ หญิงสาวที่สหายรักของมันแอบชอบ
< แม่นางหยาง..เจ้ามีทางออกกับเรื่องนี้ให้แก่ข้าหรือไม่? > ซีว่างกล่าวถามของความช่วยเหลืออย่างจนปัญญา
< … > ไม่มีการตอบรับ
< อย่าบอกนะว่าเจ้ายังมิตื่น? >
< ... >
‘เป็นหญิงสาวประเภทใด..ถึงนอนตื่นสายกว่าบุรุษ’ ซีว่างบ่นอุบบ่นอิบในใจ
เมื่อเตรียมตัวเรียบร้อยมันก็รีบตรงมาที่สนามประลอง ตอนนี้ก็ใกล้ถึงเวลาของมันแล้ว ระหว่างทางไปสนามประลองนั้น หยางน่าก็ตื่นขึ้นมา พอรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น นางมิช่วยมิพอ ยังหัวร่อออกมาดังลั่น
เมื่อมันมาถึง ผู้คนที่สนามเห็นมัน ก็มีแต่คำด่าต่อตัวมัน อย่างเสีย ๆ หาย ๆ “สำนักภพจันทราคงจะทุ่มศิลาธาตุหมดสำนักเลยสินะ ถึงทำให้เจ้าเข้ารอบมาได้” “รอบนี้เจ้าก็โดนวู่หลงจัดการเละแน่คอยดู” “เป็นขยะคิดจะเป็นทอง..คิดว่าคนอย่างพวกเราโง่มองไม่ออกหรอกหรือ”
เมื่อได้ยินคำด่าคำดูถูกมากมาย ซีว่างก็งงกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“พี่จูจิน..เหตุใดมีแต่คนว่าข้า?” ซีว่างกล่าวถาม
“เมื่อวานหลังจากเจ้าชนะการประลอง..พอเจ้ากระบี่เพลิงมันฟื้นขึ้นมา , มันก็กล่าวอ้างว่า..ที่มันแพ้เพราะเจ้าจ้างให้มันยอมแพ้” จูจินกล่าวต่อมัน
“ว่ากระไรนะท่าน? , มันแพ้ข้าแต่มันอ้างว่าข้าจ้างมันให้ล้มมวย?” เมื่อได้ยินสิ่งที่เกิดขึ้น ชายหนุ่มถึงกลับควันออกหู
< ข้าไม่แปลกใจเท่าใด..แพ้คนที่พลังห่างกันเกือบหนึ่งช่วงชั้น ,ให้โดนตราหน้าว่าเห็นแก่เงิน..ดีกว่าโดนตราหน้าว่าไอ้กระจอก > หยางน่ากล่าวต่อซีว่าง
< หากข้าเจอมันเมื่อใด..ข้าจะหักแขนมันทิ้งสักข้าง > ซีว่างก่นด่าด้วยท่าทีที่โมโหอย่างมาก
“นั้นไงเจ้าเด็กนั้นอยู่ตรงนั้น..จับมันให้ข้า!!”
มีเสียงดังมาจากด้านหลัง เป็นชายแก่เจ้าของโต๊ะพนัน คนเมื่อวาน ที่รับพนันให้จิ้นเฟิง
มันรีบเดินตรงมาหาจิ้นเฟิงพร้อมกับเหล่าทหาร “เจ้าเด็กผู้นี้..มันรวมหัวกันกับพี่ชายมัน , หลอกให้ข้ารับพนันให้มัน..แล้วจ้างให้เจ้ากระบี่ล้มมวย” ชายชรากล่าวออกมาเสียงดังลั่น พร้อมกับใบหน้าที่แดงก่ำจากความโกรธ พร้อมชี้นิ้วกลาดใส่ซีว่างและจิ้นเฟิง
“ล้มมวย ? พี่ข้าไม่มีวันทำเรื่องเช่นนั้น , ท่านเสียพนันให้ข้า..เหตุใดมิกล้ายอมรับความจริง?” จิ้นเฟิงเดินอาดอาดเข้าไปหาชายชรา ก่อนจะยืนประจันหน้ากับมัน
“เฮ๊อะ..เจ้ากระบี่มันยอมรับมาแล้วว่ามันล้มมวยให้กับพี่ชายเจ้า , เหตุใดข้าถึงต้องเป็นคนโง่..ที่โดนเอาเปรียบด้วย!!” ชายแก่พูดออกมาด้วยความโกรธมากมายนัก พร้อมกับจ้องหน้าปรานจะกินเลือดเนื้อต่อซีว่าง
“จับมันเลยแล้วเอาเงินคืนข้ามา , ข้าไม่นึกเลย..คนตระกูลจิ้นที่มีชื่อเรื่องความซื่อสัตย์ , จะทำการหยาบช้าเช่นเจ้า” ชายชรากล่าวออกมาด้วยวาจาดูถูก ก่อนจะมองด้วยสายตารังเกียจไปที่จิ้นเฟิงและซีว่าง ( ตอนนี้นอกจากเฟิงอวิ๋นและจิ้นเฟิง ซีว่างมีชื่อว่าจิ้นว่างนะจ๊ะ อย่าลืมล่ะ )
“ไอ้แก่เช่นเจ้า..ถ้าตั้งโต๊ะพนันแล้วมิกล้าจ่าย , เจ้าจะมารับพนันทำไมมิทราบ” จิ้นเฟิงโมโหสุดขีด จากการที่โดนดูหมิ่นไปถึงตระกูลของมัน มือของมันกำแน่นตัวเกร็งจนร่ายกายมันสั่นเทา
“พูดไปก็เท่านั้น..พยานก็มี , หลักฐานก็เห็นกันชัด ๆ ..ว่าคนอย่างเจ้านี่..ไม่มีทางชนะเจ้ากระบี่เพลิงได้เป็นแน่” ชายแก่ใช่หางตามองไปยังซีว่าง
“คนตระกูลจิ้นมีแกะดำเช่นเจ้า..ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง , ช่างน่าอดสูแทนบรรพบุรุษเจ้ายิ่งนัก” ชายแก่ยังไม่หยุดที่จะกล่าววาจาเหยียดหยามออกมา
“ด่าข้าได้..ข้าไม่ว่า..แต่เจ้ากล้าดูถูกตระกูลข้า !!” ซีว่างที่เงียบมานานก็พูดออกมา ก่อนจะชี้นิ้วไปที่ชายแก่ ก่อนจะกล่าวต่อว่า “หากเจ้าคิดว่าข้าไม่สามารถชนะ..ไอ้กระจอกตระกูลกระบี่ได้ , เอาเช่นนี้เป็นไร , หากข้าแพ้ในวันนี้..ข้าจะคือเงินให้เจ้าและจ่ายให้เจ้าอีกเท่าตัว , แต่ถ้าข้าชนะ...เจ้าต้องคลานลอดหว่างขาข้าแล้วมาเลียเท้าข้า” ซีว่างยื่นข้อเสนอให้ตาเฒ่า พร้อมกับจ้องตาเขม่งกลับไปด้วยความเกรี้ยวกราด
“ข้าจะทำไปเพื่ออะไร ? , ในเมือพยานก็มีหลักฐานก็เด่นชัด” ชายแก่กล่าวปฏิเสธแบบอ้อม ๆ
“หากมิกล้า..ก็เชิญไสหัวเจ้าไป , เก็บปากดี ๆ ของเจ้าไว้แตกหน้าหนาวเถอะ..ถุ้ย!!” ซีว่างถ่มน้ำลายลงพื้นตรงจุดที่ตาเฒ่ายืนอยู่
ชายแก่เห็นเช่นนั้น มันจึงจ้องหน้าซีว่างด้วยสายตาที่เกลียดชัง ก่อนจะยกปากขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวออกไปด้วยท่าทีที่ดูก้าวร้าว
“ดี..ในเมื่อเจ้าหาว่าข้ามิกล้า , ได้..แต่ข้าจะมิเอาเพียงเงิน , แต่เจ้าต้องทำเช่นเดียวกับข้า..ลอดหว่างขาข้าแล้วคลานมาเลียเท้าข้า!!” ตาเฒ่ากล่าวรับคำท้า
“พวกท่านได้ยินเหมือนข้าใช่หรือไม่..อยากให้พวกท่านช่วยเป็นพยานให้แก่ข้า” ก่อนที่ซีว่างจะกุมมือ ทำความเคารพทุกคนที่อยู่ในสนามแห่งนั้นด้วยสายตาที่จริงจัง
กล่าวจบซีว่างก็เดินขึ้นเวทีประลองไปพร้อมเสียงโห่ร้องที่ตามหลังมันมา
“ฝ่ายแดงศิษย์สำนักอัสนีคลั่ง วู่หมิงงงง” โฆษกเมื่อเห็นทุกคนขึ้นมาบนเวทีจึงประกาศชื่อผู้แข่งขัน
“ฝ่ายน้ำเงินศิษย์สำนักภพจันทราาาาาาาาา จิ้นนนนนน ว่างงงงงง” มันจงใจทำเสียงลากยาวกว่าของผู้อื่น เป็นการล้อเลียนตัวซีว่าง
“น้องจิ้นว่าง..เจ้าอย่าได้ใส่ใจต่อพวกมัน , ตอนนี้เจ้าสนใจที่จะปะมือกับข้าก็พอ” วู่หมิงกล่าวด้วยความเป็นห่วง พร้อมกับเรียกสติของซีว่าง
“ขอบคุณที่ท่าน มิเห็นข้าเป็นเช่นนั้น” ก่อนที่ซีว่างจะโค้งหลังก้มหัวให้ วู่หมิงหนึ่งครั้ง
“เริ่มการประลองได้” เมื่อได้ยินสัญญาณ
วู่หมิงเรียกอาวุธซัดของตอนเองออกมาเช่นเดิมคืออาวุธซัด ส่วนซีว่างครานี้ มันดึงอาวุธแปลก ๆ ออกมา เป็นเหล็กหนายาว 4 เมตร จำนวน 5 แท่ง
เมื่อมันหยิบออกมามันก็โยนไปตรงมุม 4 มุม และตรงกลางหนึ่งที่ปักลงกลางพื้นสนามเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส
ผู้ชมภายในสนามและสหายของมันเอง ต่างมึนงงเป็นที่สุดกับสิ่งที่มันทำ
เช่นเดียวกับซีว่าง วู่หมิงปาอาวุธซัดของตนเองใส่ชายหนุ่ม มันพยายามใช้วิธีเดียวกับตอนแข่งขันกับหู่หลง
ซีว่างหยิบกระบี่ธรรมดาออกมาอีกเล่มนึง หุ้มด้วยพลังปราณธาตุดินไปที่ดาบของตนเอง
พยายามตัดสายที่คล้องตรงส่วนด้ามของอาวุธซัดที่โดนวู่หมิงปามาให้มากที่สุด
เมื่อมันมีโอกาส มันจึงใช้วิชาใส่ วู่หมิง “แรมที่ 2 จันทร์เสี้ยวผ่าดารา!!” ครานี้มันปล่อยออกมาด้วยพลังธาตุน้ำ
คลื่นสีฟ้าพุ่งเข้าหาตัววู่หมิง บุรุษหนุ่มใช่อาวุธซัดมีดสั้นของมันปัดพลังให้ไปในทิศทางอื่น
“แรมที่ 2 จันทร์เสี้ยวผ่าดารา” ซีว่างใช้พลังออกมาอีกครั้ง เช่นเดิมพลังพุ่งเข้าหาวู่หมิง
วู่หมิงก็ยังปัดป้องออกไปได้อีกครา แต่ครานี้ซีว่างพุ่งเข้ามาด้วยความไวสูง “แรมที่ 4 ทลายจันทรา” ซีว่างโยนดาบไปข้างหน้า ก่อนจะพุ่งเข้าไปรับด้วยความว่องไว ตอนนี้ซีว่างเหมือนพายุสายน้ำ พุ่งไปมาไร้ทิศทางแทงใส่วู่หมิงไม่ยั้ง
แต่วู่หมิงก็ใช้อาวุธของตนรับได้ทุกกระบวนท่า
ผู้ชมในสนามต่างไม่เชื่อสายตา ซีว่างสามารถต้อนให้ วู่หมิงมิสามารถใช้กลอุบายแบบเมื่อวานได้
ซีว่างไม่ปล่อยช่องว่างให้ วู่หมิงใช้วิชาเลย มันทั้งออกกระบี่ของตนเอง จ้วง แทง ฟัน ฟาด อยู่เช่นนั้นเรื่อย ๆ
เมื่อตนกำลังเสียเปรียบ วู่หมิงล้วงมือเข้าไปในถุงมิติของมัน ก่อนจะหยิบของบางอย่างออกมาแล้วโยนลงพื้น
“ตูม!!”
เป็นระเบิดควันทำให้ตอนนี้ซีว่างมิอาจเห็นตัวของวู่หมิงได้
“น้องจิ้น..เจ้าเล่นข้าแรงไปนะ” ก่อนที่วู่หมิงจะโผ่มาจากด้านหลังของซีว่าง
“ประกายแสงอัสนี!!” มีดในมือของวู่หมิง เกิดมีประกายขึ้นรอบ ๆ มีด
ก่อนที่มันจะปามีดใส่ซีว่าง เมื่อมีดเกือบจะถึงตัว สายฟ้าก็ระเบิดออกพุ่งเข้าใส่ซีว่างอย่างรวดเร็ว
ซีว่างรีบสร้างโล่หินผาขึ้นมากันประกายอัสนี แต่ด้วยความรุนแรงจากวิชาของวู่หมิง ซีว่างทำได้แค่ลดแรงที่จะกระทำกับมันได้เท่านั้น มิอาจป้องกันได้
“อ๊าาาาาาาา” ซีว่างเมื่อโดนสายฟ้าโจมตีมา ก็ได้ร้องเสียงดังลั่นสนาม
ตอนนี้ชายแก่มองดูด้วยสายตายินดียิ่งนัก มันนั้นถ้าซีว่างแพ้ มันมิเพียงได้เงินคืน ยังได้กำไลอีกเท่าตัวด้วย แถมยังได้ความไว้วางใจจากเหล่านักพนัน ว่ามันเล่นจริงจ่ายจริงอีก อะไรจะดีปรานนั้น
ถึงประกายอัสนีจะโดนเข้ากับซีว่าง แต่พลังของมันก็อ่อนลงไปมาก จากซีว่างสร้างโล่หินโล่ดิน ขึ้นมาปกป้องตนเอง ก่อนที่ซีว่างจะรีบดีดตนเองขึ้น แล้วพุ่งเข้าหาวู่หมิง
“แรงจริง ๆ หลังจากนี้ต่างหากพี่วู่” ก่อนที่ซีว่างจะเอามือไขว้หลังข้างนึง ยกมือข้างที่ถือกระบี่แทงไปที่วู่หมิงด้วยความเร็วสูง “แรมที่ 5 สาดแสงจันทรา”
ซีว่างแทงกระบี่ออกไปด้วยความเร็วสูง แทงกระบี่ใส่ไม่ยั้งใส่วู่หมิง ครานี้มันมิได้แทงอย่างเดียว มันคอยสังเกตการณ์เคลื่อนไหวของวู่หมิงด้วย เผื่อจะโดนระเบิดควันแบบเมื่อครู่อีก
วู่หมิงนั้นสามารถรับได้ทุกกระบวนท่าเช่นเดิม คอยหาช่องว่างของวิชาของซีว่าง ก่อนที่มันจะเหวี่ยงขาเตะไปที่กลางอกของชายหนุ่ม
ซีว่างกระเด็นออกไป แต่มันมิได้ล้มตัวลง มันพลันใช้ดาบหยุดแรงที่ส่งมา ก่อนจะดีดขาไปด้วยความรวดเร็ว “แรมที่ 3 จันทราร่วงหล่น!!” ก่อนจะอัดพลังใส่ดาบแล้วเหวี่ยงใส่วู่หมิง
“ช้าไป..อัสนีคำราม” วู่หมิงเอามือทาบลงบนพื้นก่อนที่จะมีสายฟ้าพุ่งลงมาโดยมิได้ตั่งตัว
“ตูม!!”