เพตทริเซียเดินไปถึงห้องครูพี่เลี้ยงแล้วจึงเคาะประตูขอเข้าไป ครูอนุญาตให้เพตทริเซียเข้ามาแล้วสอบถามเธอว่าเลือกได้หรือยัง กลายเป็ว่าเพตทริเซียถูกใจลิลลี่ตัวน้อยที่เพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้เพียงเดือนเดียว นับว่าเด็กคนนี้มีบุญสูงมากจริง ๆ ที่จะได้แม่มดชั้นสูงเป็คนรับไปเลี้ยง ที่ครูรู้ว่าเพตทริเซียเป็นักเวทย์ชั้นสูงก็เพราะเข็มกลัดที่บอกระดับนักเวทย์ที่เธอสวมอยู่ ในโลกใบนี้ทุกคนจะถูกวัดระดับด้วยเข็มกลัดพลังเวทย์ เพื่อที่จะไม่ให้นักเวทย์ชั้นสูงกว่าข่มเหงคนอ่อนแอกว่าได้ง่าย ๆ หากใครไม่ติดเข็มกลัดก็จะเปรียบเสมือนว่าเป็คนไม่เคารพกฎเกณฑ์ของเมืองเวทย์มนต์ คนผู้นั้นจะถูกเนรเทศออกนอกเมืองที่อาศัยอยู่ทันที
ครูเล่าถึงที่มาของลิลลี่ให้เพตทริเซียฟังว่าไปเจอเธอนอนหลับอยู่ใต้ต้นไม้ตอนที่เข้าไปตรวจสอบเด็กในเมือง เลยเข้าไปสอบถามแต่เด็กไม่รู้เลยว่ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ครูเลยต้องพากลับมาด้วย หลังจากสอนการใช้ชีวิตที่นี่ ลิลลี่ก็ปรับตัวได้เร็วจนสามารถอยู่ร่วมกับพี่ ๆ คนอื่นได้เป็อย่างดีจนถึงทุกวันนี้ ครูยังบอกด้วยว่าลิลลี่หัวไวมาก ไม่ว่าจะสอนสิ่งใด เธอก็เหมือนกับฟองน้ำที่ชอบดูดซับความรู้ต่าง ๆ เข้าไปไม่น้อย ถึงจะยังเล็กอยู่แต่รูปร่างเธอก็โตพอ ๆ กับเด็กสามสี่ขวบ แถมยังฉลาดกว่าอีก
เพตทริเซียขอเอกสารเพื่อเขียนรับรองการรับบุตรบุญธรรมจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ส่วนเอกสารที่เหลือครูจะนำส่งให้ที่ว่าการเมืองเองทีหลัง เผื่อว่าจะมีคนอื่นมารับเลี้ยงเด็กอีกจะได้ส่งครั้งเดียว
หลังเขียนเอกสารเสร็จแล้ว ครูก็พาเพตทริเซียไปรับของส่วนตัวของลิลลี่แล้วจะได้ไปคุยกับลิลลี่เื่ที่เธอมีคนรับเลี้ยงแล้ว ครูไม่รู้ว่าลิลลี่จะดีใจหรือเสียใจ เพราะมีพี่หลายคนที่เคยถูกรับไปก่อนหน้านี้ไม่กล้าไปกับคนแปลกหน้า แต่อย่างไรนักเวทย์ชั้นสูงคนนี้ก็เหมาะสมที่จะเลี้ยงดูลิลลี่ได้อย่างไม่ลำบาก ครูเองก็อยากให้เด็กมีผู้ปกครองดี ๆ เช่นนี้
เมื่อเก็บของของลิลลี่ใส่กำไลเก็บของแล้ว ครูก็พาเพตทริเซียไปหาลิลลี่เพื่อแนะนำตัวก่อน
“ลิลลี่มานี่หน่อยสิ”
“ค่ะครู” เด็กน้อยเดินเตาะแตะ ๆ มาหาครูอย่างเชื่อฟังพร้อมรอยยิ้มจนลักยิ้มข้างแก้มบุ๋มลงไป
“นี่เป็แม่คนใหม่ของหนูนะลิลลี่ ท่านขอรับหนูไปเลี้ยง หนูเต็มใจไปหรือเปล่า”
ลิลลี่มองหญิงชราข้างครูแล้วก็เอียงศรีษะครุ่นคิดอย่างน่ารัก พอเห็นรอยยิ้มของเพตทริเซีย ลิลลี่ก็พยักหน้าหงึกหงักแล้วตอบตกลงกับครูทันที เธอคิดเพียงว่าถ้าหญิงชราไม่ยิ้มให้เธอ เธอก็จะไม่ไปเพราะเธอกลัวไม่น้อยเช่นกันที่ต้องออกไปอยู่กับคนแปลกหน้า แต่ในเมื่อครูคิดว่าดี เธอจะลองเชื่อใจครูดู หากอยู่ไม่ได้เธอก็แค่ถูกส่งตัวกลับมาที่นี่เท่านั้นเอง
เพตทริเซียเห็นเด็กน้อยน่ารักคนนี้ตอบตกลงก็ดีใจไม่น้อยเช่นกัน ต่อไปเธอจะสอนทุกอย่างให้กับลิลลี่ตัวน้อยเพื่อให้เด็กคนนี้สืบทอดวิชาของเธอต่อไปในภายภาคหน้า
เมื่อพูดคุยกันเรียบร้อยแล้ว เพตทริเซียขอจับมือของลิลลี่เพื่อจะพากลับบ้านของเธอ ลิลลี่เองก็เชื่อฟังอย่างดี และเรียกเพตทริเซียว่าคุณแม่อย่างน่ารัก ทำเอาเพตทริเซียที่ไม่เคยมีลูกใจเหลวเป็น้ำกับเด็กคนนี้ เด็กอะไรกันน่ารักเสียจริง ๆ
เพตทริเซียเดินช้า ๆ ออกนอกโรงเลี้ยงเด็กกำพร้าแล้วร่ายเวทย์พาลิลลี่กลับบ้านไปภายในพริบตาเดียว ลิลลี่ที่ไม่เคยเจอเวทย์เคลื่อนย้ายถึงกับใร้องเสียงหลง จนเพตทริเซียหัวเราะเบา ๆ และปลอบว่าไม่ต้องกลัว เดี๋ยวก็ถึงบ้านแล้ว ลิลลี่จึงหายใที่ได้ยินเสียงแม่คนใหม่ของเธอ
เมื่อลืมตาอีกครั้ง ลิลลี่ก็เห็นบ้านสีขาวหลังใหญ่อยู่ตรงหน้า ไหนจะสวนดอกไม้ ต้นผลไม้และผักเป็แปลง ๆ อย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย ลิลลี่เงยหน้าเล็ก ๆ มองแม่คนใหม่ของเธอแล้วถามเสียงเจื้อยแจ้ว
“แม่คะ นี่บ้านของเราเหรอคะ”
“ใช่ลูก นี่บ้านของเรา ต่อไปแม่จะสอนเวทย์มนต์ให้ลูกนะ ลูกเรียกแม่ว่าอาจารย์หรือแม่ก็ได้ตามใจ ที่นี่มีแค่เราสองคนเท่านั้น”
“อืม… อย่างนั้นหนูเรียกอาจารย์ดีกว่าค่ะ เพราะอาจารย์จะต้องสอนหนูใช่ไหมคะ ส่วนแม่ก็ต้องรักและดูแลหนู หนูโตแล้ว ตอนนี้ดูแลตัวเองได้แล้วค่ะ”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เราน่ะเหรอโตแล้วหืม… เอาล่ะ ๆ อยากเรียกอะไรก็เรียกเถอะ เดี๋ยวเข้าไปเก็บของด้านในกันก่อน อาจารย์เอาสิ่งของส่วนตัวของหนูมาให้แล้วนะลูก ไปดูห้องใหม่ของหนูด้วยกันดีกว่า แล้วถ้าไม่ชอบการตกแต่ง อาจารย์จะปรับปรุงให้ใหม่ดีไหม?”
“อืม…หนูอยู่ได้หมดค่ะอาจารย์ แค่ไม่ใช่ข้างถนนก็พอแล้ว ฮิ ฮิ”
เพตทริเซียถูกใจเด็กน้อยคนนี้จริง ๆ เธอช่างพูดช่างคุยไม่เหมือนตอนที่กำลังทดลองใช้เวทย์มนต์สักนิดที่ทำหน้าขึงขังอย่างน่ารัก เธอคิดไม่ผิดจริง ๆ ที่พาแม่หนูลิลลี่มาอยู่ด้วย ต่อไปชีวิตของเธอจะได้ไม่เหงาอีกต่อไป แถมยังมีคนสืบทอดวิชาต่าง ๆ ของเธออีกด้วย นับว่ายิงปืนครั้งเดียวได้นกสองตัวเลย
หนึ่งเด็กหนึ่งผู้ใหญ่ไปถึงห้องเล็ก ๆ ห้องหนึ่ง เพตทริเซียถามลิลลี่ต่อ
“หนูชอบห้องนี้ไหม ถ้าไม่ชอบอาจารย์จะร่ายเวทย์เปลี่ยนให้”
“ชอบค่ะ อาจารย์ไม่ต้องลำบากหรอกนะคะ รอให้หนูเรียนเวทย์มนต์กับอาจารย์ก่อน แล้วหนูจะหัดเปลี่ยนเองดีไหมคะอาจารย์”
ด้วยเสียงเล็ก ๆ น่ารักและรอยยิ้มแก้มบุ๋มของลิลลี่ ทำเอาเพตทริเซียอยากอุ้มเด็กคนนี้มาหอมแก้มให้หายหมั่นเขี้ยวนัก แต่ด้วยวัยของเธอที่อายุมากแล้วก็กลัวจะอุ้มเด็กไม่ไหว ต้องรู้ว่าเพตทริเซียเคยาเ็หนักมาก่อนสมัยสาว ๆ ร่างกายเธอจึงไม่ค่อยดีเหมือนคนอายุเท่ากัน เธอพยายามรักษาตัวเองมานานแต่ก็แก้ไขเวทย์ดำที่ถูกทำใส่ไม่ได้เสียที ร่างกายของเธอจึงไม่สามารถยกสิ่งของหนัก ๆ ได้เหมือนคนปกติ
เพตทริเซียได้แต่ลูบหัวทุย ๆ ของลิลลี่แล้วบอกว่าจะสอนทุกอย่างให้ไม่เว้นแม้แต่คาถาเดียว ลิลลี่ที่ได้ยินก็ร้องเย้อย่างดีใจ เด็กน้อยไม่รู้หรอกว่าการเรียนจะยากลำบากหรือไม่ แต่ถ้าเป็เวทย์ที่อาจารย์สอน ลิลลี่ก็คงสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตได้เช่นกัน