บทที่ 9
คดีหายตัวไป
่ยามเช้าในทุกวันหลังจากตื่นนอนขึ้นมา เจียงเฟิงมักจะเดินชมรอบทะเลสาบคลื่น์เป็ประจำ
ในสายตาของคนอื่นๆ คงมองเห็นว่าเจียงเฟิงเดินชมทัศนียภาพทะเลสาบ
อันที่จริงแล้วจะกล่าวว่าเดินชมทัศนียภาพทะเลสาบก็ไม่ผิด ทว่าคงไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าทั่วทั้งร่างกายของเจียงเฟิงในตอนนี้มีแท่งเหล็กไม่รู้ตั้งกี่แท่งพกติดเอาไว้ภายใต้ร่างกายเต็มไปหมด
เพียงแค่เดินก็ต้องใช้แรงมากกว่าธรรมดาไปหลายเท่าแล้ว นี่คือการฝึกฝนร่างกายในรูปแบบนึง
จริงๆแล้วสำหรับผู้ฝึกปราณส่วนใหญ่ คนพวกนั้นไม่ฝึกฝนร่างกาย นั่นเป็เพราะปราณิญญามักจะหล่อเลี้ยงทำให้ร่างกายนั้นแข็งแกร่งอยู่แล้ว
แต่เจียงเฟิงหาใช่ผู้ฝึกปราณธรรมดาทั่วไป เจียงเฟิงเคยอยู่ภายในสถานการณ์ที่โลกที่ภายในอากาศมีปราณิญญาที่อ่อนแอ
เจียงเฟิงรู้ดีที่สุดว่าในสภาพเช่นนั้น ผู้ฝึกปราณมีร่างกายที่อ่อนแออย่างไร เพราะแบบนั้นผู้ฝึกปราณก็จำเป็จะต้องฝึกฝนร่างกาย
ไม่เช่นนั้นถ้าเกิดว่าผู้ฝึกปราณ อยู่ในฟ้าดินที่พลังปราณิญญาอ่อนแอ เกรงว่าปราณิญญาที่ดึงมาใช้งานในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกายลดน้อยลง ร่างกายก็คงจะอ่อนแอกว่าผู้ฝึกยุทธ์หลายเท่า
เจียงเฟิงเลยมักจะฝึกร่างกายเป็ประจำ อันที่จริงแล้วเจียงเฟิงก็ไม่ได้หวังว่าจะเป็เพียงผู้ฝึกปราณเท่านั้น
เจียงเฟิงสามารถฝึกในแนวทางผู้ฝึกยุทธได้เช่นเดียวกัน
ในหลักการฝึกตนผู้ฝึกปราณมักจะบ่มเพาะปราณ ส่วนผู้ฝึกยุทธมักจะบ่นเพราะร่างกาย เื่นี้เป็ที่รู้กันดีอยู่แล้ว
มันก็มีวิถีการบ่มเพาะที่แปลกประหลาดอยู่ไม่น้อย แต่ว่าเจียงเฟิงได้ยินเกี่ยวกับคนบ่มเพาะทั้งสองอย่างน้อยมาก
บ่มเพาะทั้งร่างกายแล้วก็บ่มเพาะทั้งปราณิญญา อันที่จริงแล้วเื่นี้ไม่ใช่ว่าไม่สามารถทำได้ แต่ว่าไม่มีผู้ใดคิดจะทำต่างหาก
มันเป็เพราะว่าปริมาณปราณิญญาที่ใช้ในการบ่มเพาะแต่ละขอบเขต ่เวลาในการบ่มเพาะมันเองก็นานมากพอแล้ว
แล้วอีกอย่างถ้าเกิดอยากจะบ่มเพาะทั้งสองวิถี อยากจะเป็ทั้งผู้ฝึกยุทธ์แล้วก็ผู้ฝึกปราณ จำเป็จะต้องเริ่มบ่มเพาะั้แ่ขอบเขตแรกเท่านั้น
คนที่มีขอบเขตสูงๆที่หลุดพ้นจากขอบเขตแรกไปแล้ว แน่นอนว่าไม่สามารถย้อนกลับมาบ่มเพาะวิถีแห่งยุทธ์ได้อีกนี่คือกฎเกณฑ์ที่ถูกกำหนดเอาไว้
หลักในการฝึกฝนที่แตกต่างกันของสองวิถี ผู้ฝึกปราณนำเอาปราณิญญาบ่มเพาะเสริมสร้างปราณิญญาของตนเอง
แต่ว่าสำหรับผู้ฝึกยุทธ์มักจะใช้ปราณิญญาที่ตนเองบ่มเพาะ มาไหลเวียนหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้ออวัยวะ ทำให้ร่างกายส่วนต่างๆนั้นแข็งแกร่งขึ้น นี่คือความแตกต่างของผู้ฝึกตนทั้งสองวิถี
เจียงเฟิงตั้งใจจะบ่มเพราะทั้งร่างกายแล้วก็ปราณ ไม่เพียงเท่านั้นยังต้องทำให้ขอบเขตทั้งสองมั่นคงที่สุดอีกด้วย
ในระหว่างที่เจียงเฟิงกำลังเดินอยู่นั้นก็เอ่ยถามขึ้น “เป็อย่างไร”
“เื่ที่ข้าให้ไปหาดู”
เฉินอวี้ที่อยู่ด้านหลังรีบเอ่ยตอบกลับ “มีเหตุการณ์อยู่หลายอย่างที่เกิดขึ้นบริเวณรอบๆเมืองเฟิงเฉิน”
“ฟังดูจากเหตุการณ์ที่คุณชายลองเล่าดูแล้ว”
“มีเหตุการณ์ที่คล้ายๆอยู่บ้างเกิดขึ้น บริเวณหมู่บ้านเล็กๆที่อยู่ห่างออกไปทางตะวันตกประมาณหนึ่งร้อยลี้”
“หมู่บ้านแห่งนั้นเป็หมู่บ้านที่ไม่มีชื่อเป็เพียงแค่หมู่บ้านเล็กๆ”
“อันที่จริงแล้วทหารภายในเมืองเดินทางตรวจตราบริเวณรอบๆ จะไปที่หมู่บ้านแห่งนั้นทุกๆหนึ่งเดือนไปดูความเรียบร้อย”
“แต่ว่าเมื่อหลายวันก่อนทหารไปตรวจดูแล้ว กลับพบเจอว่าผู้คนภายในหมู่บ้านหายไปจนหมด นี่น่าจะใกล้เคียงกับสิ่งที่คุณชายพูดมากที่สุด”
เจียงเฟิงขมวดคิ้ว “หายไปหมดเลยอย่างนั้นหรือ”
“ใช่แล้วเ้าค่ะหายไปหมดเลย”
“ดีถ้าเช่นนั้นวันนี้พวกเราจะเดินทางไปดูกัน” เจียงเฟิงตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
เจียงเฟิงก่อนหน้านี้ให้เฉินอวี้สาวใช้ข้างกาย ไปสอบถามเกี่ยวกับเื่เหตุการณ์แปลกๆที่เกิดขึ้นรอบเมืองดู
โดยที่เน้นเกี่ยวกับเื่การที่ผู้คนมากมายหายตัวไป ที่ต้องทำเช่นนี้ก็เป็เพราะว่า้าหาดูว่า พวกิญญาทมิฬลงมือบ้างหรือไม่
เจียงเฟิงพบเจอิญญาทมิฬก่อนหน้านี้ เขารู้ดีว่าสำหรับิญญาทมิฬ มันใหญ่แล้วพวกมันจะปรากฏกายเป็กลุ่มก้อน
หลังจากที่เจอิญญาทมิฬตนนั้น เจียงเฟิงก็รู้ได้ในทันทีว่าดินแดนแห่งนี้มีิญญาทมิฬอยู่ไม่น้อย
การช่วยคนโดยการสังหาริญญาทมิฬพวกนั้นก็เป็เื่หนึ่ง แต่สิ่งที่น่าดึงดูดใจมากที่สุดก็คือแก่นิญญาบริสุทธิ์ที่จะได้จากิญญาทมิฬพวกนั้น
การลงมือของพวกิญญาทมิฬพวกนี้ สามารถสังเกตได้หลายอย่าง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะเป็ฝีมือของิญญาทมิฬ
อันที่จริงแล้วมีิญญาชั่วร้ายคอยก่อกวนผู้คนจนไม่น้อย แต่ว่าิญญาชั่วร้ายพวกนั้นจะดีจะชั่วอย่างไร ก็ไม่มีทางลงมืออย่างอุกอาจ
อย่างเช่นการที่ผู้คนทั้งหมู่บ้านหายตัวไปเช่นนี้อย่างแน่นอน มีแต่พวกิญญาทมิฬที่มีนิสัยโหดร้ายมากกว่าจะลงมือเช่นนี้
เจียงเฟิงฝึกเคลื่อนไหวตอนเช้าจนเสร็จ หลังจากนั้นก็เตรียมตัวหลายอย่าง ไม่นานนักก็ออกเดินทางไปพร้อมกับสาวใช้ทั้งสอง พุ่งตรงไปยังหมู่บ้านที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้
อยู่ห่างออกไปหนึ่งร้อยลี้ถือว่าไม่ไกล เพราะว่าพาหนะที่ใช้ในการเดินทาง เป็อาชาพิเศษที่มีกำลังมากกว่าอาชาธรรมดาทั่วไป
สามารถเดินทางได้อย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าอาชาตัวนี้จะเป็อาชาธรรมดา ไม่ได้เป็พวกสัตว์อสูรหรือว่าสัตว์เทพเซียนที่พวกเทพเซียนบนูเาใช้กัน
เพราะว่ามันเองก็ถือได้ว่าสามารถใช้เป็พาหนะเดินทางได้อย่างรวดเร็ว
หลังจากออกเดินทางมาสักพักเมื่อถึง่ยามบ่าย
เจียงเฟิงเดินทางมาถึงหมู่บ้านที่เป็เป้าหมายของตนเองในที่สุด
สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความเงียบสงัด เป็หมู่บ้านไร้ชื่อเล็กๆที่ตั้งอยู่ภายในป่า แม้แต่เส้นทางเดินทางรถม้ายังไม่มีเลย
เจียงเฟิงจำเป็จะต้องทิ้งรถม้าเอาไว้ด้านนอก แล้วก็เดินเท้าเข้ามาบริเวณด้านใน
เจียงเฟิงยังคงพาดท่อนไผ่เขียวเอาไว้บนไหล่ของตนเอง เดินอย่างสบายๆเข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้
หลังจากที่เดินทางเข้ามาเจียงเฟิง ััเพียงแค่ครู่เดียวก็รู้ได้ในทันที มีกลิ่นอายของพวกิญญาทมิฬอยู่ภายในนี้จริงๆ
มันเป็ััของพวกมันที่ทิ้งเอาไว้ภายในอากาศ เจียงเฟิงรีบเดินเข้าไปตรวจตาภายในหมู่บ้าน
เจียงเฟิงมีท่วงท่าสบายๆ ผิดจากสาวใช้ทั้งสองคนที่เดินติดตามด้านหลัง พวกนางยิ่งเดินเข้ามาภายในหมู่บ้านยิ่งขมวดคิ้ว
มันเป็เพราะว่าความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก มันเป็เหมือนกับว่ามีความรู้สึกบางอย่าง ที่พยายามรุกล้ำเข้ามาภายในร่างกายของพวกนาง
เจียงเฟิงเดินอย่างเชื่องช้า ก่อนที่จะมาถึงบริเวณด้านหลังหมู่บ้าน กวาดสายตามองบริเวณพื้นอย่างผิวเผินหนึ่งครั้ง
ก่อนที่จะเดินไปยังจุดหนึ่งใต้ต้นไม้ พบเห็นผิวดินที่ดูแตกต่างจากรอบๆ เหมือนเป็ดินที่พึ่งนำมากบฝังใหม่
เขาใช้เท้าของตนเองจิ้มลงไป จากนั้นก็ใช้แรงเท้าเขี่ยไปบริเวณรอบๆเล็กน้อย
พริบตาเดียวสิ่งที่ถูกฝังอยู่ภายใต้พื้นดินก็ปรากฏให้เห็น มันคือกระดูกจำนวนมาก เจียงเฟิงมองซากกระดูกพวกนั้น ยิ่งออกแรงขุดเขี่ยบริเวณนี้ก็ยิ่งพบเห็นซากกระดูกมากขึ้นเรื่อยๆ
เจียงเฟิงกล่าวขึ้นหลังจากที่หยุดเขี่ยดินบริเวณรอบๆ “คงไม่ต่ำกว่าร้อยคนที่ตาย”
“พวกมันน่าจะสังหารทั้งหมู่บ้านเลย”
“ไม่ธรรมดา ครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะเจอปัญหาแล้ว”
เจียงเฟิงรู้ดีว่าการลงมือในครั้งนี้ ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่ิญญาทมิฬธรรมดาทั่วไป