จวนเป่าเล่อ
“พี่ใหญ่หากยังเป็นเช่นนี้อยู่ต่อไปพี่กับหลานของข้าจะอยู่ในจวนตระกูลอินได้เช่นไรเจ้าคะ”มี่จวนที่รู้เรื่องที่นางกวางและจินอี้ทำกับพี่สาวของตนเช่นนั้นนางจึงได้แต่เอ่ยถามพี่สาวของตนด้วยความห่วงใย
“จวนเออร์เจ้าอย่าเป็นกังวลเรื่องนี้เลยอีกไม่นานทุกอย่างจะจบลงแล้วละ”มี่เจินเอ่ยพร้อมกับยกยิ้มบางออกมาเบาๆ
“พี่ใหญ่พูดมาเช่นนี้หมายความว่าเช่นไรเจ้าคะ”มี่จวนที่รู้ทันว่าพี่สาวของตนนั้นกำลังวางแผนทำอะไรที่มันเสี่ยงอันตรายอยู่นางจึงได้แต่เอ่ยถามพี่สาวของตนด้วยความสงสัยเท่านั้น
“เจ้าอย่ารู้เลยเจ้ารู้แค่ว่าตอนนี้กำลังมีคนช่วยจัดการกับหลิงม่านกับนายหญิงกวางนอกจากพวกเราก็แล้วกัน”มี่เจินเอ่ยตอบอย่างมีเลศนัยนั้นทำให้มี่จวนที่สงสัยเป็นเดิมอยู่แล้วถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะสงสัยถึงบุคคลที่พี่สาวของตนได้พูดถึงไปหลายวันเลยทีเดียว
“พี่ใหญ่บอกข้าไม่ได้จริงๆหรือเจ้าคะ”มี่จวนผู้อยากรู้อยากเห็นเอ่ยถามมี่เจินด้วยสายตาอ้อนวอน
“คิกๆไม่ได้หรอกเดี๋ยวทุกอย่างจบลงเจ้าก็จะรู้เองนั้นว่าคนผู้นั้นเป็นใคร”มี่เจินที่เห็นท่าทางเช่นนั้นของมี่จวนนางจึงได้เอ่ยตอบพร้อมกับกลั้วหัวเราะออกมาด้วยรอยยิ้มขบขัน
“ชิข้าไม่ง้อพี่ใหญ่ก็ได้เจ้าค่ะเดี๋ยวข้าส่งคนตามสืบพี่ใหญ่ก็ได้เจ้าค่ะ”มี่จวนเชิดหน้าตอบพี่สาวของตนอย่างแง่งอนที่พี่สาวของนางนั้นกำลังมีความลับกับนางเช่นนี้
“ฮึๆ เด็กน้อยใครเค้าจะมาบอกคนที่จะถูกสะกดรอยตามเช่นนี้กันเล่า”มี่เจินเอ่ยพร้อมกับมองไปที่น้องสาวของตนด้วยความเอ็นดูในความใสซื่อของน้องสาวของนาง
“ข้าไม่ได้ส่งคนสะกดรอยตามผู้อื่นบ่อยๆนิเจ้าคะ”มี่จวนที่รู้ว่าตนพลาดแล้วก็รู้สึกอับอายทันที นางรีบก้มหน้าหลบสายตาขบขันของพี่สาวของนางทันที
“อีกไม่นานเดี๋ยวเจ้าก็จะเคยชินไปเองแหละถึงตอนนั้นก็อย่าไปบอกผู้ใดอีกเล่าว่าจะส่งคนไปสืบความจากพวกเขา”มี่เจินเอ่ยพร้อมกับหัวเราะออกมาเสียงดัง
“พี่ใหญ่ ข้าไม่พูดกับพี่ใหญ่แล้วไปดีกว่าพี่ใหญ่ชอบแกล้งข้า”มี่จวนที่ตอนนี้แก้มทั้งสองข้างของนางแดงปลั่งจากความเขินอายรีบเดินหนีไปจากคนช่างแกล้งเช่นพี่สาวของตนทันที
“ฮึๆน่าเอ็นดูจริงๆ”มี่เจินเอ่ยพร้อมกับมองตาหลังของน้องสาวของตนด้วยความเอ็นดู
“นายหญิงขอรับ”อาจงที่กลับมาจากการรับส่งสารลับเอ่ยเรียกนายของตนเสียงเบาพร้อมกับเร่งส่งกระดาษแผนน้อยให้กับผู้เป็นนายของตนทันที
“ทางนั้นเป็นเช่นไรบ้าง”มี่เจินที่คลี่กระดาษในมือเอ่ยถามอาจงที่ยืนอยู่ด้านข้างของตนเสียงเรียบ
“สถานการณ์ปกติดีขอรับตอนนี้ยังไม่มีผู้ใดจับสังเกตได้ขอรับ”อาจงเอ่ยพร้อมกับค้อมกายลาผู้เป็นนายของตนทันทีเมื่อมี่เจินโบกมือ
“อีกนิดทุกอย่างก็จะพร้อมสำหรับเจ้าแล้ว”มี่เจินที่ตอนนี้อยู่เพียงลำพังก้มลงมาเอ่ยกับลูกน้อยในท้องของตนด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
ภายใต้ค่ำคืนอันมืดมิดสายฝนที่พร่ำตกลงมาอย่างหนักหน่วงได้ทำให้บางพื้นที่เกิดอุทกภัยขึ้นในหลายพื้นที่ทำให้ราคาสินค้าหลายอย่างดีดราคาขึ้นสูงภายในวันเดียวทันทีที่เหล่าพ่อค้ารับรู้เรื่องการเกิดอุทกภัยพวกเขาก็รีบปรับเปลี่ยนราคาของพืชผักกับเหล่าสินค้าที่มาจากพื้นที่ที่มาจากพื้นที่เหล่านั้นอย่างฉวยโอกาสนั้นจึงทำให้เหล่าชาวบ้านที่ไม่มีทรัพย์มากพอที่จะซื้อหาสินค้าเหล่านั้นมาเจือจุนครอบครัวของตนได้ถึงกับร้องโอดครวญกันเสียงดังแต่เพราะผู้ที่เดือดร้อนนั้นเป็นเพียงเหล่าชาวบ้านที่ไม่สลักสำคัญนั้นจึงทำให้เสียงโอดครวญของพวกเขานั้นเป็นเพียงสายลมที่พัดผ่านไปมาเพียงนั้น
“นี้เป็นโอกาสอันดีที่เราจะสามารถหากำไรที่ลดลงในปีนี้ได้นะเจ้าคะท่านพี่”นางกวางที่เห็นว่าร้านรวงอื่นๆล้วนขึ้นราคาสินค้ากันจนแทบจะหมดเมืองแล้วแต่กิจการของสามีของนางทั้งหมดนั้นกลับยังเงียบเฉยไม่มีการปรับราคาสินค้าเช่นร้านรวงอื่นๆนางก็จึงได้แต่เข้ามาเอ่ยกับสามีของตนด้วยหวังว่าเขานั้นจะทำตัวให้สมกับพ่อค้าเช่นพ่อค้าคนอื่นๆ
“หากกลุ่มการค้าอี้อินไม่เพิ่มข้าก็ไม่เพิ่ม”จินอี้เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นางกวางที่ได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วมองไปที่สามีของตนอย่างไม่พอใจทันที(นี้เขาจะมาคิดเรื่องศักดิ์ศรีอะไรในตอนนี้นะ) นางคิดในใจพร้อมกับมองไปที่สามีที่นั่งหน้านิ่งตรงหน้าของตนด้วยความเบื่อหน่ายกับนิสัยชอบเอาชนะของผู้เป็นสามีของตน
“แล้วเมื่อพวกเขาจะขึ้นราคาสินค้าเล่าเจ้าคะ”นางกวางที่เก็บความขุ่นเคืองเอาไว้สุดหัวใจแล้วจึงสูดหายใจเข้าปอดเพื่อทำให้ใจเย็นแล้วเงยหน้าขึ้นไปถามผู้เป็นสามีของตนด้วยรอยยิ้มนุ่ม
“เจ้าก็ไปถามอาจินสิว่าเมื่อใดมันจะรู้จักการทำกำไรเช่นคนอื่นๆ”จินอี้เอ่ยตอบเสียงเรียบแต่นางกวางที่ได้ยินเช่นนั้นก็หุบยิ้มลงในทันทีที่ได้ยินชื่อของอดีตลูกรักของนาง
“แล้วทำไมท่านพี่ไม่ไปถามอาจินเองละเจ้าคะ”นางกวางที่ตอนนี้ไม่สามารถรักษารอยยิ้มเอาไว้บนใบหน้าได้อีกต่อไปนางลุกขึ้นยืนแล้วสะบัดหน้าเดินออกจากห้องไปอย่างไม่สบอารมณ์ในความไม่เอาไหนของผู้เป็นลูกและสามีของตน
“เหอะ”จินอี้ที่เห็นท่าทางถือดีเช่นนั้นของฮูหยินของตนเขาก็ได้แต่แค่นเสียงออกมาอย่างไม่พอใจที่ตนนั้นกำลังถูกดูถูกอยู่เช่นเคยเพราะทุกครั้งที่เกิดปัญหาหรือเป็นเขาที่ทำสิ่งใดไม่ถูกใจผู้เป็นภรรยาของตนเขาก็มักจะได้รับสายตาเหยียดหยันจากผู้เป็นภรรยาของเขาเสียทุกครั้งไป
ร้านเจียงจินร้านขายสินค้าของกลุ่มการค้าอี้อิน
“เราจะไม่เพิ่มราคาสินค้าในตอนนี้เจ้าค่ะ”มี่เจินที่รับรู้ว่าในตอนนี้ยังคงมีสินค้าจำพวกข้าวสารและธัญพืชต่างๆที่เก็บเอาไว้ในโกงดังของพวกนางอี้เป็นจำนวนมากเอ่ยบอกเย่จินกับมี่จวนที่นั่งร่วมโต๊ะกับนางด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ก็ยังไม่มีใครบอกว่าจะเพิ่มนิ”เย่จินที่นั่งเท้าคางด้วยความเบื่อหน่ายเอ่ยตอบมี่เจินที่นั่งทำเคร่งด้วยน้ำเสียงเรียบ
“ข้าเคร่งหิ้วจนแสบท้องข้าจำความรู้สึกพวกนั้นได้เจ้าค่ะเช่นนั้นแล้วพี่ใหญ่วางใจได้เลยเจ้าค่ะกลุ่มการค้าของเรานั้นจะไม่ขึ้นราคาสินค้าอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”มี่จวนที่คิดว่าพี่สาวของตนจะกลัวว่าเหล่าชาวบ้านจะอดอยากนางจึงได้เอ่ยบอกพี่สาวของตนด้วยสีหน้าเข้าอกเข้าใจในทันที
“หึๆจวนเออร์ของพวกเราช่างเป็นเด็กดีจริงๆ”เย่จินที่ได้ยินคำพูดที่น่าเอ็นดูของมี่จวนเขาก็ได้หันไปเอ่ยชมเด็กหญิงตัวน้อยที่นั่งอยู่ด้านข้างของตนด้วยความเอ็นดู
“ย่อมต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้วเจ้าค่ะข้าจะเป็นเด็กดีของทุกคนเจ้าค่ะ”มี่จวนที่ตอนนี้อายุเพียงสิบเอ็ดหวานเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจที่มีคนชมเชยว่านางเป็นเด็กดีเพราะนางนั้นจำได้ขึ้นใจว่าหากนางเป็นเด็กดีแล้วจะมีแต่คนรักและชอบนางเพราะเช่นนั้นแล้วนางจะทำดีกับคนที่นางต้องการให้พวกเขาเหล่านั้นรักและชื่นชอบนาง
“ฮ่าๆเจินเออร์พี่ว่าเราคงมีเรื่องที่ต้องสอนนางอีกมากทีเดียวเลยละ”เย่จินที่ได้ยินเช่นนั้นของมี่จวนเขาก็ส่ายหัวให้กับความอ่อนต่อโลกของมี่จวนที่ยังคงนั่งส่งยิ้มประจบให้กับเขาและมี่เจิน
“ข้ารู้ที่พวกท่านกำลังสื่อกันอยู่นะเจ้าคะข้าไม่ได้โง่ทำดีกับทุกคนหรอกนะข้านะจะทำดีกับคนที่ดีและเป็นมิตรกับข้าเท่านั้นแหละเจ้าค่ะหากข้าทำดีกับคนทุกคนเช่นที่พวกท่านกังวล ข้าไม่มาเป็นแม่ค้าหรอกเจ้าค่ะข้าว่าข้าไปเป็นแม่ชีน่าจะรุ่งกว่ามาก”มี่จวนเอ่ยพร้อมกับมองไปที่คนทั้งสองอย่างรู้ทัน
“ดูท่าท่านพ่อกับอาเฟิ่งคงจะสอนเจ้ามาดีสินะ”มี่เจินที่ได้ยินคำพูดเช่นนั้นของน้องสาวของตนนางก็มองไปที่น้องสาวของนางด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจที่น้องสาวของนางนั้นสามารถแยกแยะได้ตั้งแต่อายุยังน้อยเช่นนี้
“แล้วเราจะทำอย่างไรกับร้านเจียงจินดีละเจ้าคะขืนเราข้าราคาเดิมเช่นนี้เรื่อยๆสักวันสินค้าที่เราตุนไว้ก็จะหมดถึงตอนนั้นพวกพ่อค้าคนอื่นๆก็จะเพิ่มราคาสินค้ามากขึ้นมากกว่านี้เป็นแน่เลยเจ้าค่ะ”มี่จวนที่หันไปเห็นหางแถวของคนที่มาต่อแถวรอซื้อของจากร้านของพวกนางนั้นยาวออกไปมากกว่าสองลี้แล้วนางจึงได้แต่หันกลับมาเอ่ยพี่ทั้งสองของตนด้วยสีหน้ายุ่งยากใจเพราะร้านค้าเจียงจินนี้เป็นเพียงร้านค้าร้านเดียวที่นางได้รับอนุญาตให้ดูแลในตอนนี้
“แล้วเจ้าคิดว่าเราควรจัดการกับเรื่องเช่นนี้ย่างไรดีเล่า”เย่จินเอ่ยถามพร้อมกับหันมามองที่มี่จวนอย่างต้องการเห็นว่าเด็กน้อยตรงหน้าของเขานั้นจะมีความคิดเช่นไรกับการจัดการปัญหาแรกของนาง
“ข้าคิดว่าเรากำหนดคนที่จะมาซื้อสินค้าของเราต่อวันดีหรือไม่เจ้าคะ”มี่จวนที่เห็นว่าตอนนี้มีผู้คนมากเกินไปที่มาต่อแถวรอซื้อสินค้าจากร้านในความรับผิดชอบของนางนั้นจึงทำให้นางคิดที่จะกำหนดจำนวนของลูกค้าในแต่ละวันเพื่อลดปัญหาที่ลูกค้าของนางนั้นไปยืนบังหน้าร้านของผู้อื่น
“อืมก็ถือว่าถูกอยู่บ้างแต่ทำเพียงเท่านั้น มันก็คงไม่พอเจ้ามาดูนี้”เย่จินพยักหน้าให้กับคำตอบของมี่จวนอย่างพอใจแล้วกวักมือเรียกเด็กหญิงให้เข้ามาหาตนอย่างใจดี
“อะไรหรือเจ้าคะ”มี่จวนเอ่ยถามอย่างแปลกใจพร้อมกับเดินเข้าไปหาเย่จินด้วยสีหน้าสงสัยที่อยู่ๆเขาก็เรียกนางเข้าไปหาเขาเพื่อทำอะไรสักอย่าง
“เจ้าเห็นนั้นไหม”เย่จินเอ่ยพร้อมกับชี้นิ้วลงไปที่ที่ชายผู้หนึ่งที่กำลังยืนอยู่ในแถวด้วยสีหน้าบูดบึ้ง
“ใครหรือเจ้าคะ”มี่จวนที่ไม่เคยเห็นหน้าของชายผู้นั้นนางหันมาเอ่ยถามพี่ชายคนสนิทของตนด้วยสีหน้าสงสัย
“เขาเป็นคนของร้านเทียนเฉียวนั้นก็เป็นคนของร้านอื่นแล้วก็ยังมีคนอื่นๆที่เป็นคนของร้านในละแวกนี้เข้ามาซื้อสินค้าเป็นจำนวนมากพวกมันคิดจะซื้อสินค้าของเราในราคาถูกแล้วนำไปขายในราคาที่สูงขึ้นในภายหลังรู้เช่นนี้แล้วเราควรจะทำเช่นไรกับคนพวกนี้ดีเล่า”เย่จินที่ชี้คนทั้งหมดให้มี่จวนได้รับรู้แล้วเขาจึงได้เอ่ยถามถึงวิธแก้ปัญหาของเรื่องที่เกิดขึ้นนี้จากมี่จวนด้วยรอยยิ้มบางโดยที่มี่เจินที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นทำเพียงยืนมองไม่ได้คิดบอกวิธีแก้ปัญหาใดๆให้กับน้องสาวของตนเลยแม้แต่น้อยนั้นจึงทำให้มี่จวนที่หันมาที่มี่เจินอย่างต้องการขอความช่วยเหลือต้องกลับไปนั่งคิดหาวิธีปัญหานั้นด้วยตนเองในที่สุด
“คิดออกรึยัง”เย่จินเร่งถามหาวิธีแก้ปัญหาจากมี่จวนด้วยรอยยิ้มขบขันเมื่อมี่จวนนั้นมองค้อนมาที่เขาทันทีที่เขาเอ่ยถามนาง
“คิกๆให้เวลานางหน่อยเถอะเจ้าค่ะหากเร่งมากๆเข้านางอาจจะเคืองเอาได้นะเจ้าคะ”มี่เจินที่เห็นสายตามองค้อนของมี่จวนที่มีให้กับเย่จินนางจึงช่วยพูดขอเวลาให้น้องสาวของตนได้คิดอีกหน่อย
“เราจะไม่ขายให้คนพวกนั้นได้หรือไม่เจ้าคะหากคนพวกนั้นทำเช่นนี้เรื่อยๆสินค้าของเราจะไปไม่ถึงเหล่าชาวบ้านที่ลำบากจริงๆเอานะเจ้าคะ”มี่จวนเอ่ยกับพี่ทั้งสองของตนด้วยสีหน้าเป็นเคร่งเครียด
“เราทำเช่นนั้นไม่ได้”มี่เจินเอ่ยปฏิเสธข้อเสนอนี้ของน้องสาวของตนอย่างใจดี
“ทำไมเล่าเจ้าคะในเมื่อข้าต้องการขายให้พวกเขาแล้วทำไมจะไม่ได้”มี่จวนที่ไม่ต้องการให้คนพวกนั้นได้ของจากร้านของนางไปเอ่ยถามพี่สาวของตนด้วยสีหน้าบึ้งตึงที่คนพวกนั้นคิดจะสินค้าในร้านของนางไปเกร็งกำไรจากชาวบ้านที่ลำบากจริงๆ
“เราเป็นร้านขายของเราจะมาเลือกที่ชอบมักที่ชังไม่ได้ในเมื่อคนอื่นซื้อได้เช่นนั้นแล้วคนพวกนั้นก็ต้องซื้อของจากร้านของเราได้เช่นกัน”มี่เจินเอ่ยอธิบายให้มี่จวนฟังอย่างใจเย็นแต่มี่จวนที่ไม่ชอบคนประเภทนั้นกลับไม่สามารถใจเย็นได้นางกวาดตามองคนพวกนั้นด้วยสายตาเย็นแล้วคิดหมายมาดในใจของตนว่าสักวันนางจะสั่งสอนพวกพ่อค้าเห็นแก่ได้พวกนั้นให้ได้
“แล้วเราจะทำเช่นไรกับพวกเขาดีละเจ้าคะอันนั้นก็ไม่ดีอันนู้นก็ไม่ได้”มี่จวนเอ่ยโวยวายอย่างไม่พอใจที่นางไม่สามารถทำอะไรคนพวกนั้นได้เลย
“เจ้าห้ามพวกเขาไม่ให้มาซื้อของกับเราไม่ได้แต่เจ้าสามารถจำกัดจำนวนสินค้าของเราได้ไม่ใช่หรือ”เย่จินเอ่ยเสนอ นั้นทำให้มี่จวนที่กำลังฟาดงวงฟาดงาอยู่ถึงกับหยุดชะงักในทันที
“จริงด้วยทำไมข้าถึงไม่ถึงมันนะ ข้านี้ช่างโง่งมจริงๆ”มี่จวนที่ได้ยินข้อเสนอของเย่จินนางก็ได้ยกยิ้มขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นแล้วรีบสั่งให้คนของนางลงไปจัดการเรื่องการกำหนดสินค้าที่ลูกค้าของนางจะซื้อได้ต่อคนทันทีโดยในวันพรุ่งนี้ร้านเจียงจินของนางนั้นจะขายให้ลูกค้าเพียงแค่หนึ่งร้อยคนเท่านั้นและหนึ่งร้อยคนนั้นก็ห้ามซื้อข้าวสารหรือสินค้าจากร้านของนางห้ามเกินสี่จิน
“เก่งมากน้องสาวของพี่โตขึ้นอีกหนึ่งก้าวแล้ว”เมื่อมี่จวนจัดการเรื่องวุ่นวายทั้งหมดเรียบร้อยแล้วมี่เจินก็ได้เดินเข้าไปเอ่ยชมเชยน้องสาวของตนพร้อมๆกับลูบหัวของนางด้วยความรักและความเอ็นดู
“ขอบคุณเจ้าพี่ใหญ่ที่เอ็นดูข้า”มี่จวนเอ่ยพร้อมกับเงยหน้าขึ้นไปจ้องมองที่พี่สาวของตนด้วยสายตารักและเทิดทูลเพราะในชีวิตของนางนั้นมี่เจินนอกจากจะเป็นพี่สาวของนางแล้ว พี่สาวตรงหน้าของนั้นก็เปรียบเสมือนแม่ผู้ให้กำเนิดของนางอีกคน
“เพราะเจ้าน่ารักน่าเอ็นดูเช่นนี้แล้วจะไม่ให้พี่คนนี้รักเจ้าได้เช่นไรเล่า”มี่เจินเอ่ยพร้อมกับบีบที่แก้มของน้องสาวของตนอย่างเขี้ยว
โรงเตี๊ยมเล่อหง
“นี้นะหรือคือกิจการที่ลูกของเจ้าสร้างมันขึ้นมาช่างเป็นเด็กๆที่น่าสนใจจริงๆ”เสียงทรงอำนาจเอ่ยพร้อมกับมองลงไปที่ผู้คนและหอสูงตรงหน้าของตนด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ
“เจ้าค่ะ”เสียงหวานเอ่ยตอบพร้อมกับมองไปที่หอควบคุมกลุ่มการค้าอี้อินด้วยสายตาเจ้าเล่ห์
“ดียิ่งเป็นกิจการที่ใหญ่มากเท่าใด เรายิ่งใช้ประโยชน์จากพวกมันได้มากขึ้น”เสียงทรงอำนาจเอ่ยพร้อมกับหัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจแล้วดึงร่างอวบอั๋นเข้ามากอดหอมด้วยความรักใคร่
“ข้าย่อมยอมทำทุกอย่างเพื่อความสุขของท่านพี่เจ้าค่ะ”เสียงหวานเอ่ยตอบพร้อมกับฝังจูบลงที่ต้นคอของผู้เป็นสามีของตนอย่างต้องการยั่วยวน
“ฮึๆเพราะเจ้าเป็นเสียอย่างนี้เราจึงได้เหมาะสมกันที่สุดเช่นไรเล่า”เขาเอ่ยพร้อมกับหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
เมืองเซินเฉียว
“อาเฟิ่งนี้เจ้าคิดจะทำอะไร”เสียงเข้มเอ่ยถามบุตรชายของตนพร้อมกับกำปึกกระดาษในมือของตนด้วยความโกรธเคือง
“ทำไมขอรับ สิ่งที่ข้าทำมันไม่ดีตรงไหนหรือขอรับ”มี่เฟิงที่ไม่คิดจะยอมแพ้ในการตามหาหลิงหลานมารดาของตนเอ่ยถามพร้อมกับจ้องมองไปที่แววตาดุดันของบิดาของตนอย่างไม่ยอมแพ้
“เจ้าไม่รู้หรอกว่านางเป็นคนเช่นไรทางที่ดีเจ้าควรหยุดตามหานางเสียตั้งแต่ตอนนี้ซะ”มี่เฉิงเอ่ยสั่งบุตรชายของตนด้วยน้ำเสียงอันดัง
“ทำไมขอรับท่านแม่ของข้านั้นเป็นคนไม่ดีเช่นที่ท่านป้าม่านกับท่านลุงบอกใช่หรือไม่ขอรับท่านพ่อจึงไม่ต้องการให้ข้าตามหาท่านแม่กลับมาอยู่กับพวกเราเช่นนี้”มี่เฟิงเอ่ยถามบิดาของตนด้วยความสงสัย
“ไม่ใช่เช่นนั้นนางเพียงมีทางเดินของนางเท่านั้น”มี่เฉิงที่ไม่ต้องการให้ลูกรู้ว่าพวกเขานั้นมี่แม่ที่ใจร้ายเช่นใดเอ่ยโป้ปดไปด้วยสีหน้าเคร่ง
“หากเป็นเช่นนั้นจริงๆทำไมข้าจะตามหานางไม่ได้ละขอรับ ในเมื่อตอนนี้พวกเราก็มีเงินทองมากมายข้าเชื่อว่าพวกเราจะสามารถเลี้ยงดูให้ท่านแม่สุขสบายได้ขอรับ”มี่เฟิงที่คิดถึงแม่ในความทรงจำอันเลือนรางของเขานั้นนางเป็นสตรีที่ใจดีและมีรอยยิ้มประดับที่ใบหน้าของนางในทุกความทรงจำที่เขามีเอ่ยถามบิดาของตนด้วยสีหน้าสงสัย
“เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้หรอกรู้แค่ว่านางไม่เหมาะจะกลับมาที่ครอบครัวของเราก็พอแล้ว”มี่เฉิงเอ่ยสั่งบุตรชายของตนให้หยุดส่งคนตามหาหลิงหลานอดีตคนรักของตนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
แควก แควกพรึบมี่เฉิงที่ไม่ต้องการให้เหลืออะไรสำหรับตามสืบหาคนเห็นแก่ตัวเช่นหลิงหลานอีกต่อไปเขาออกแรงฉีกกระดาษทั้งหมดในมือของตนแล้วโยนลงไปที่กระถางจุดไฟที่ด้านข้างของตน จนเปลวไฟที่ใกล้มอดดับเมื่อครู่นั้นกลับมาลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งมี่เฟิงที่เห็นการกระทำเช่นนั้นของผู้เป็นบิดาเขาก็ได้แต่มองสบตาของบิดาของตนอย่างตั้งคำถามทางด้านมี่เฉิงที่ไม่พร้อมที่จะพูดถึงอดีตคนรักในตอนนี้ก็สะบัดแขนเสื้อจากไปด้วยสีหน้าอมทุกข์ในทันทีเมื่อภาพสุดท้ายของนางได้ปรากฏขึ้นมาในหัวของเขาอีกครั้ง
หอกลุ่มการค้าตระกูลอิน
“เป็นเช่นไรคนของเราสามารถซื้อของมาจากพวกมันได้มากหรือไม่”จินอี้ที่ส่งคนที่ตนคาดว่าเย่จินและมี่เจินจะไม่เคยเห็นหน้าไปซื้อสินค้าจากกลุ่มการค้าอี้อินมาเพื่อนำมาขายในราคาที่สูงกว่าเอ่ยถามหม่าเถียนพ่อบ้านคนสนิทของตนด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“ตอนนี้คนของรับสามารถซ้อของจากลุ่มการค้าอี้อินได้เพียงแค่คนละสี่จินเท่านั้นขอรับ”หม่าเถียนที่ถึงแม้จะไม่ค่อยเห็นด้วยกับคำสั่งของผู้เป็นนายแต่เพราะเขานั้นตั้งทำตามคำสั่งของผู้เป็นนายนั้นจึงให้เขาต้องส่งคนไปซื้อข้าวและธัญพืชจากกลุ่มการค้าที่คุณชายรองของเขาเป็นผู้ก่อตั้งมากถึงสามสิบคนเอ่ยตอบผู้เป็นนายของตนด้วยน้ำเสียงเรียบ
“หึตอนนี้สินค้าที่พวกมันตุนไว้คงใกล้จะหมดแล้วละสิ พวกมันจึงทำเช่นนี้”จินอี้เอ่ยกับคนสนิทของตนอย่างสะใจที่ดูเหมือนว่าคู่แข่งของเขานั้นจะไม่มีสินค้ามาขายแข่งกับกิจการของพวกเขาแล้วนั้นเอง
“ดีวันรุ่งนี้เจ้าไปบอกให้คนของเราไปเพิ่มราคาข้าวขึ้นจากเดิมจินละเก้าสิบอีแปะส่วนพวกธัญพืชอื่นๆก็ให้เพิ่มเพียงแค่จินละห้าสิบอีแปะก็พอ”จินอี้ที่หลงคิดว่าตนนั้นเป็นผู้ชนะในการแข่งรอบนี้หัวเราะออกมาเสียงดังทำให้ผู้คนที่ผ่านไปมาล้วนเงยหน้าขึ้นไปมองยังที่มาของเสียงด้วยความสงสัยเพราะยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้กลับยังมีคนกินอิ่มนอนหลับใช้ชีวิตอย่างมีความสุขจนส่งเสียงออกมาทับทมพวกเขาให้เจ็บใจเล่นอีกหรือผู้คนที่ผ่านไปมาล้วนแต่มองขึ้นไปยังที่มาของเสียงด้วยความอิจฉา
“เฮ้อเหตุใดคนตระกูลเดียวกันต้องมาฟาดฟันกันเช่นนี้ด้วยนะ”หม่าเถียนที่เดินออกมาจากหอการค้าตระกูลอินเอ่ยกับตนเองด้วยน้ำเสียงหนักใจเพราะที่ผ่านมาเขานั้นต้องเป็นผู้ลงมือในการระรานกิจการของคุณชายรองของตนเรื่อยมามาตอนนี้เขาก็ยังทำให้กิจการของคุณชายรองต้องถูกพ่อแท้ของเขาเอาเปรียบอีก หม่าเถียนที่คิดเช่นนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจยาวออกมาอย่างเหนื่อยอกเหนื่อยใจที่ตนต้องมาทำอะไรเช่นนี้
“เจ้ามาทำอะไรในที่นี้”หม่าเถียนเอ่ยถามคนรับใช้รุ่นลูกของตนด้วยน้ำเสียงเรียบ
“เอ่อ นายน้อยให้ข้าน้อยมาเอาบัญชีไปที่ตระกูลหลินขอรับ”ซานซาก้มหน้าเอ่ยตอบด้วยสีหน้าอับอายด้วยเพราะช่วงนี้นายของเขานั้นไม่ค่อยมาในทำงานที่แห่งนี้เช่นปกติเท่าใดนัก
“อืมเช่นนั้นก็เร่งไปเถอะ อย่าให้นายน้อยต้องรอนาน”หม่าเถียนที่มีเรื่องที่ต้องทำเอ่ยบอกผู้รับใช้หนุ่มตรงหน้าของตนด้วยน้ำเสียงเรียบแล้วเดินจากไปอย่างเร่งรีบ
จวนตระกูลหลิน
“ท่านพี่กำลังทำอะไรอยู่หรือเจ้าคะ”หลิงม่านที่เดินเข้ามาพร้อมขนมอบเอ่ยถามหงเวยที่กำลังง้วนอยู่กับกองบัญชีด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“พี่กำลังคิดบัญชีของกิจการอยู่นะ”หงเวยหันไปเอ่ยตอบเมียรักของตนด้วยรอยยิ้มหวานพร้อมกับดึงตัวของหลิงม่านเข้ามานั่งที่ตักของตนแล้วกดจูบที่ริมฝีปากบางของหลิงม่านด้วยความรักใคร่และอ่อนโยน
“ท่านพี่”หลิงม่านที่ตอนนี้ริมฝีปากของนางได้รับอิสระแล้วจึงได้ตีปีอกของหงเวยด้วยความเขินอาย แต่เมื่อนางเห็นว่าทั้งพี่และพี่ชายของนางได้มายืนรออยู่ไม่ไกลจากเรือนพักของนางนางจึงได้รีบขอตัวไปหาคนทั้งสองทันที
“ฮึๆก็ตัวของเมียข้าหอมถึงเพียงนี้ จะให้พี่อดใจไหวได้เช่นไรเล่า”หงเวยที่ยังไม่ละมือจากเนื้อนุ่มของหลิงม่านเอ่ยพร้อมกับก้มลงมากดจูบที่แก้มของหลิงม่านด้วยรอยยิ้มหวานหยด
“พี่เวยบ้าใครเขามาพูดเรื่องนี้นอกห้องหอบ้างละเจ้าคะหากคนอื่นมาได้ยินเข้ามันออกจะน่าอับอายนะเจ้าคะ”หลิงม่านที่ตอนนี้กำลังกลับมาตกหลุมรักสามีของนางอีกครั้งนั้นจึงทำให้นางในช่วงนี้นั้นรู้สึกวางใจในตัวของสามีของนางมากกว่าก่อนหน้านี้เป็นอย่างมาก
“เราเป็นสามีภรรยากันคำพูดเช่นนี้ย่อมเป็นที่น่าอิจฉาของพวกเขาออกใช่หรือไม่”หงเวยเอ่ยแล้วก็ก้มลงไปกดจูบแก้มนวลอีกครั้ง
“บ้าข้าไม่อยู่กับพี่เวยแล้วอยู่กับพี่เวยแล้วเนื้อตัวของข้าก็ช้ำทุกทีข้าไปหาท่านพ่อกับพี่ใหญ่ดีกว่า”หลิงม่านเอ่ยด้วยรอยยิ้มมีความสุข แล้วผละตัวออกจากตัวของหงเวย
“ฮึๆ”หงเวยที่เห็นท่าทางเช่นนั้นของผู้เป็นภรรยาเขาก็ได้แต่มองตามนางไปด้วยความเอ็นดูแต่เมื่อหลิงม่านและคนของนางได้ออกไปพ้นจากเขตเรือนของนางแล้วรอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าของเขาเมื่อครู่ก็จางหายไปในทันที
“อาซาน”เสียงเรียบเอ่ยเรียกคนสนิทของตนเสียงเบาซานซาที่ได้ยินเช่นนั้นก็รีบเดินเข้ามาใกล้ตัวของผู้เป็นนายแล้วรีบทำทีเป็นช่วยผู้เป็นนายฝนหมึกเพื่อรอฟังคำสั่งจากผู้เป็นนายของตนด้วยสีหน้าจริงจังทันที
“ขอรับนายน้อย”ซานซาเอ่ยขานรับเสียงแผ่วแล้วอาศัยจังหวะที่ทุกคนไม่สนใจลอบปล่อยกระดาษแผ่นน้อยให้กับผู้เป็นนายของตนอย่างแนบเนียน
“วันนี้กิจการของเราเป็นเช่นไรบ้าง”หงเวยที่คลี่กระดาษเอ่ยถามคนสนิทของตนแล้วทำทีว่าเขานั้นกำลังตรวจดูตัวเลขในบัญชีตรงหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ผู้คนดูบางตาขอรับ”ซานซาเอ่ยตอบตามความจริง
“อืมเราคงต้องรอให้สินค้าของพวกอาจินหมดเสียก่อนกิจการของเราจึงจะกลับมาเป็นเช่นเดิม”หงเวยที่ถึงแม้ว่าพักหลังมานี้เขาจะอยู่แต่ในจวนของตระกูลหลินแต่เขาก็ไม่เคยละทิ้งเรื่องความเป็นไปของบ้านเมืองและข่าวคราวเรื่องการค้าของกลุ่มการค้าต่างๆเลยแม้แต่น้อย
“ขอรับ”ซานซาเอ่ยขานรับด้วยน้ำเสียงเรียบแล้วลอบมองไปยังเหล่าผู้คุ้มกันที่หลิงม่านทิ้งเอาไว้เฝ้าเขาและนายของเขาอย่างต้องการหาช่องทางที่จะทำให้พวกเขาสามารถทำอะไรได้สะดวกยิ่งขึ้น
“แล้วตอนนี้ท่านพ่อว่าอย่างไร”หงเวยเอ่ยถามแล้วส่งกระดาษให้กับซานซาตามเดิมซานซาที่ได้รับสารลับจากผู้เป็นนายเขาจึงรีบเก็บเอาไว้ที่แขนเสื้อของเขาอย่างรวดเร็ว
“นายท่านต้องการให้นายน้อยเร่งกลับไปทำงานให้เร็วที่สุดขอรับ”เย่จินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลเพราะดูท่าแล้วเหล่าผู้อาวุโสและนายท่านของเขานั้นกำลังคิดที่จะนำเย่จินหรือคุณชายรองนั้นขึ้นมาแย่งชิงตำแหน่งจ้าวตระกูลคนต่อไปกับนายของเขาเสียแล้ว
“อืมข้าเข้าใจแล้ว”หงเวยเอ่ยตอบรับด้วยท่าทีเรียบเฉยโดยที่เขานั้นไม่มีทีท่าว่าจะกระตือรือร้นกับคำสั่งของผู้เป็นพ่อของตนเลยแม้แต่น้อย
“เอ่อแล้วนายน้อยจะกลับไปที่จวนตระกูลอินเมื่อใดหรือขอรับ”ซานซาที่พอจะรับรู้เรื่องนี้อยู่แล้วแสร้งเอ่ยถามผู้เป็นนายของตนด้วยสีหน้าเป็นกังวล
“คงจะเป็นวันพรุ่งนี้นะ”หงเวยเอ่ยตอบพร้อมกับวางเหล่าบัญชีทั้งหมดที่เขานั้นได้ตรวจเสร็จเรียบร้อยแล้วลงที่โต๊ะตรงหน้าของตนด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“เช่นนั้นก็ดีแล้วขอรับ”ซานซาเอ่ยกับตนเองเบาๆด้วยความรู้สึกพึงพอใจ
“เจ้าก็รีบไปจัดเตรียมของของข้าเถอะ”หงเวยเอ่ยพร้อมกับโบกมือไล่คนสนิทของตนเบาๆซานซาที่กำลังจะเดินผ่านกระถางไฟเขาจึงได้ทิ้งสารลับลงไปในเตาไฟโดยที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นการกระทำของเขาได้ทันหงเวยที่อาศัยจังหวะที่ทุกคนไม่สนใจ ลอบยัดยาปริศนาเข้าไปที่ปากของตนแล้วรีบยกจอกชาขึ้นมาดื่มให้หมดภายในรวดเดียวในทันที
“เมื่อใดเราจะได้กลับไปอยู่ด้วยกันนะ”หงเวยที่อยู่ตามลำพังบ่นกับตนเองเบาๆแล้วเหม่อมองออกไปที่นอกห้องของตนด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย
ห้องทำงานของจินไฉ
ตอนนี้สามพ่อลูกกำลังปรึกษากันด้วยสีหน้าเคร่งเครียดด้วยเพราะตอนนี้นอกจากว่ากิจการของพวกเขาจะไม่สู้ดีแล้วกิจการของพวกเขานั้นยังมีภัยร้ายที่ชื่อว่าเย่จินคอยตามทำลายและกวาดซื้อในราคาถูกในภายหลังให้พวกเขานั้นเจ็บใจเล่นๆอีก
“เราจะทนเช่นนี้ไปถึงเมื่อใดหรือขอรับ”เลี่ยงฉีที่ตอนนี้ถูกเย่จินกดดันอย่างหนักเอ่ยถามจินไฉบิดาของตนด้วยความเจ็บแค้นใจที่ตนนั้นไม่สามารถลงมือแก้แค้นอะไรกับชายผู้นั้นได้เลย
“อย่าใจร้อนสิเจ้าคะหากพี่ฉีลงมือกับเย่จินในตอนนี้ แผนการของพวกเราอาจจะล้มกลางคันได้นะเจ้าคะ”หลิงม่านที่ได้ยินคำถามของพี่ชายของตนเช่นนั้นนางจึงได้หันมาเอ่ยเตือนพี่ชายของตนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด