บทที่ 20 คำถามในตอนนั้น
“กำลังคิดอะไรอยู่หรือแฮนนาดูมีความสุขเชียว”
“ก็นิดหน่อยนะคะ”
“งั้นเหรอ”
คุณหนูว่างั้นพรางขำเล็กน้อยที่เห็นอย่างนั้น
“ว่าแต่คุณหนูค่ะ ฉันมีเื่อยากถามหน่อยคะมันเป็เื่สำคัญที่ต้องถาม”
“ได้สิแฮนนา เธอ้าจะถามอะไรฉัน?”
เสียงเรียกของคุณหนูทีน่าดึงสติกลับปัจจุบัน และมาพร้อมคำถามใหม่คำถามหนึ่งสงสัยจนต้องถามแม้จะไม่ควรก็ตาม คุณหนูก็รู้สึกได้ถึงความจริงจังนี้เลยกลับมานั่งตั้งใจฟังที่ฉันจะถาม
“……”
“?”
พอจะถามจริงๆขึ้นเกิดลังเลว่าควรจะถามดีไหมทั้งที่เมื่อกี้นี้ตั้งใจว่าจะถาม
มันความสงสัยที่ไม่ควรที่จะถามมีแต่จะสร้างความลำบาจใจให้คุณหนูเปล่าๆก็เป็ได้… แต่ต้องถามเพื่อตัวคุณหนูด้วย!
ฉันตั้งสมาธีกรอบก่อนค่อยๆถาม
“ฉันขอถามตรงๆนะคะ คุณหนูคิดว่านายท่านเอมเบรส… ‘เอมเบรส คัดเดิล ซี วอร์ม’ ที่พวกเราเจอใช้คนที่เรารู้จักจริงๆหรือเปล่าคะ!?”
“……”
คุณหนูที่ได้ยินงั้นก็เงียบไม่ตอบอะไร
จากการพบกันอีกครั้งหลังจากพื้นขึ้นมาจากผลเวทต้องห้ามมันทำให้ดูเขาแปลกไปจากเดิมที่เธอรู้จัก 5 ปีที่ผ่านมาเธอได้เห็นได้เฝ้าดูการกระทำต่างๆของนายท่านเอมเบรสมาตลอดเลยรู้สึกว่ามีอะไรหลายอย่างแปลกจนเธออดสงสัยไม่ได้ ท่าทางที่ดูเปลี่ยนไปอารมณ์และความคิดที่ไม่เคยเห็นแม้จะเฝ้าดูตลอดแต่มันรู้สึกอย่างนั้นว่านี้มันไม่ใช่นายท่านคนเดิม
ก็รู้ว่าอาจเป็ผลกระทบจากเวทต้องห้ามจนเปลี่ยนไปก็ตามว่านายท่านอาจจะไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป…แต่ถึงอย่างนั้น มันก็เท่ากับไม่ใช่นายท่านเอมเบรสพี่ชายของคุณหนูทีน่ารู้จักอีกต่อไปหรือเปล่า พอคิดอย่างนั้นแล้วการที่คุณหนูไปพบนายท่านอาจจะมีแต่ความเ็ปก็ได้ว่าไม่มีวันได้พบพี่ชายของตนกลับมาอีกแล้ว…
“คะ–คุณหนูทีน่า!?”
อยู่ดีๆคุณหนูก็เข้ามากอดปลอบฉันอย่างอ่อนโยนก่อนหันมาพูด
“ขอบคุณนะที่เป็ห่วงฉันนะ ดีใจจริงที่มีเธออยู่ข้างๆ”
อ้อมกอดอันโยนและคำขอบคุณที่ขาดไม่ถึง คุณหนูพูดออกด้วยเสียงที่นุ่มพร้อมรอยยิ้มดูมีความสุข
‘ประหลาดใจ’ หน้าจะเป็คำที่เหมาะสุด
แขนฉันที่ลอยเก้งก้างอยู่บนอากาศกำลังลังเลควรรับอ้อมกอดนี้มั้ย…
ปกติคุณหนูไม่เคยทำอย่างนี้กับฉันมาก่อนไม่เคยกอดฉันนี้ ตัวฉันที่เป็แค่สาวใช้กับคุณหนูผู้เป็คุณนางและเ้านายของฉันด้วยฐานะของพวกเรามันเหมือนมีกำแพงมากั้นพวกเราไว้อยู่เสมอ
คุณหนูทีน่าไม่ได้รังเกียจหรือถือตัวหรอกฉันรู้ดี ที่จริงคนที่สร้างกำแพงนี้ขึ้นมาอาจจะเป็ฉันเองก็ได้
“คะฉันก็ดีใจที่ได้รับใช้คุณหนูเช่นกัน”
ฉันกอดคุณหนูกลับพร้อมรับความรู้สึกนี้ไว้
แม้ไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็อย่างนี้ ทำไมฉันกับคุณหนูมาเหมือนเปิดใจกอดกันบนรถม้าที่กำลังวิ่งอย่างนี้ไม่เข้าใจเลย ถ้าจะให้บอกคงเป็เพราะนายท่านเอมเบรสละมั้งที่ให้คุณหนูเป็อย่างนี้
การที่ได้เจอกับนายท่านทำให้คุณหนูเปลี่ยนไป
หลังเห็นฉันดีขึ้นก็ปล่อยฉันกลับไปนั่งดีๆเหมือนเดิมก่อนพูด
“ฉันพอเข้าใจที่เธอคิดแล้วแฮนนา เพื่อไม่ให้เธอไม่สบายใจฉันจะพูดตรงๆแม้จะอายอยู่บ้าง…”
เธอบอกอย่างนั้นพร้อมแก้มที่แดงระเรื่อแล้วพูดต่อ
“เื่ที่เธอกังวลว่าท่านพี่จะไม่ใช่ท่านพี่คนเดิมมันไม่จริงเลยตรงกันข้ามเลยฉันได้ท่านพี่กลับมาด้วยซ้ำ ท่านพี่ที่ร่าเริงยิ้มแจ่มใส! ท่านพี่หัวเราะออกมาได้จากใจ ท่านพี่ที่อารมณ์ตรงไปตรงมากับความรู้สึกตัวเอง! ท่านพี่แสนเท่และฉลาดที่แสนภูมิใจของฉัน! ท่านพี่กอดฉันแล้วลูบหัวอย่างอ่อนโยนด้วยมือแสนวิเศษนั้น ท่านพี่ที่รอยยิ้มแสนเท่แต่อ่อนโยนจนใจสั่นไหวของฉัน ท่านพี่ที่เข้าไปกอดช่วยเด็กคนนั้นอย่างไม่ลังเลเท่มากเลยอ้า~ อยากโดนกอดแน่นๆอย่างนั้นจัง ท่านพี่ที่จัดการด้วยแผนการอันแยบยลจัดการเ้าของร้านชั่วร้ายบ้านั้นจนหมอบไปเลย หล่อสุดๆไปค่าท่านพี่ค่า~ ท่านพี่ที่…”
“ฉะ–ฉันเข้าแล้วค่ะคุณหนูเพราะงั้นใจเย็นๆก่อนนะคะ นะคะ!”
ฉันนี้รีบหยุดคุณหนูทีน่าที่กำลังพูดใส่อารมณ์ถึงนายท่านแบบติดลมสุดๆจนไม่พักหายใจเลย
นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่ได้คุณหนูเป็อย่างนี้ เมื่อดังสมัยก่อนตอนคุณหนูทีน่ายังเด็กๆ เธอหลงใหลในตัวนายท่านเอมเบรสเป็อย่างมากถึงมากที่สุดๆอย่างที่ได้เห็นไปแต่ไม่แสดงออกให้ใครเห็นมีแค่ฉันที่รู้เื่นี้
ั้แ่นายท่านทำตัวห่างเหินแยกกันอยู่ไปเลยทำให้อาการนี่เบาลงไปมากแล้ว แต่ไม่นึกว่าการกลับมาเจอกันครั้งจะทำให้กลับมาเป็อย่างเก่าเช่นนี้
“อะแฮ้ม เอาเป็ก็อย่างที่พูดไปนั้นและ”
คุณหนูที่ใจเย็นลงพยายามกลับเป็ปกติเหมือนเื่เมื่อกี้นี้ไม่เคยเกิดขึ้น
“แล้วก็…”
“?”
คุณหนูเธอเว้นระยะแบบก่อนจะพูด
“ท่านพี่ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยยังเป็คนเดินก่อนที่จะสนใจเื่พลังและวงศ์ตระกูล เป็ท่านพี่ที่แสนใจดีและอ่อนโยนดังในสวนวันนั้น”
เธอพร้อมมองออกนอกหน้าต่างไปบนท้องฟ้าสีครามรำลึกถึง่เวลาดีๆในอดีต แววตาที่พูดเมื่อกี้นี้เป็แววตาคนเชื่อมั่นและมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองคิดไม่มีคำถามหรือข้อกังขาใดๆจะทำลายความเชื่อมั่นได้เธอรู้ดี สายตาเชื่อมั่นไม่สั้นคลอนแบบนั้นก็ไม่ได้เห็นมานานเช่นกัน
‘การที่ได้กลับมาเจอนายท่านเอมเบรสเป็เื่ดีแล้ว’ ฉันคิดอย่างนั้นออกมาจากใจ
ไม่เกี่ยวเื่รู้จักไม่รู้จัก… ไม่เกี่ยวว่าเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนไป… แค่อยู่ตรงนั้นก็พอแล้ว…ยังอยู่ตรงนั้นก็เพียงพอแล้ว สำหรับตอนนี้ก็เพียงพอแล้ว
“นั้นสินะคะ ต้องขอโทษด้วยนะคะที่ถามคำถามไม่เป็เื่ออกไป”
“ไม่หรอก เอาจริงๆฉันก็ดีใจที่เธอถามอย่างนั้นออกมานะ”
“งั้นเหรอคะ”
บรรยากาศเริ่มกลับไปปกติแบบเดิมพวกเราจึงคุยเล่นกันต่อ
“เอาจริงๆ ถ้าท่านพี่เปลี่ยนไปฮันนาคงพูดอะไรบ้างแล้วละ ฮันนาพูดอะไรบ้างไหม?”
“ไม่ค่ะ ก็ยังเหมือนเดิมแค่เห็นว่าดูเอาแต่ใจขึ้นมั่งคะ?”
“ก็เื่ปกติของท่านพี่อยู่แล้วนี่น่า”
“ก็จริงค่ะ”
““ฮะๆๆๆๆ””
“ไหนจะผ้าเช็ดหน้าที่คุณหนูให้นายท่านเช็ดซอสที่เปื้อนมือนั้นไปอีกจนผ้ากลายเป็สีดำ ที่จริงให้ฉันซักให้ก็ได้นะคะเดียวก็ออก”
“อย่าเลย แค่เห็นก็นึกถึงก็ได้กลิ่นเปรี้ยวในตอนนั้นขึ้นจมูกมาเลย ถ้าพกให้คงนึกถึงกลิ่นนั้นทั้งวันพอดี”
“นั้นสินะ ไว้ครั้งหน้าที่มาคุณหนูก็ให้นายท่านซื้ออันใหม่ให้แทนอันเก่าที่ทิ้งไปสิคะ”
“แน่นอนตั้งใจไว้อยู่ แต่คงต้องซื้อไว้หลายอันหน่อยท่าทางต้องใช้อีกเยอะเหมือนเสื้อสเวตเตอร์ตัวนี้”
ว่าแล้วคุณหนูก็โชว์อวดเสื้อสเวตเตอร์สีชมพูน่ารักที่นายท่านให้อย่างดีใจสุดๆ
พวกเราต่างหัวเราะกันถึงเื่ที่คุย
“และแน่นอนอยู่ท่านพี่ของนั้นสุดยอด อีกทั้งท่านพี่ทั้งมั่นใจ~…”
‘ขอถอนคำพูด ไม่น่าให้คุณหนูมาเจอนายท่านเลยยยยย~’ ก็ได้แต่ะโในใจไม่อาจทำอะไรได้
หลังจากนั้นพวกเราก็คุยกัน(โดยนั่งฟังคุณหนูพูดอยู่ฝ่ายเดียว)ไปเรื่อยจนถึงคฤหาสน์ใหญ่ประจำตระกูลใน่ค่ำ
“ดูเหมือนจะหลับไปแล้วละนะ”
เด็กสาวตัวเล็กดังตุ๊กตาน่ารักพูดอย่างนั้นขณะมองเมดสาวคนสนิทของตนกำลังหัวพิงเบาะหลับอยู่ในรถม้าที่กำลังวิ่งโดยสารกลับคฤหาสน์
หลังจากคุยเล่นไปได้พักใหญ่เมดสาวบอกขอพักสายตาหลับแป๊บสุดท้ายก็หลับยาวไปเลยแม้รถม้าจะยังวิ่งสั่นอยู่ก็ไม่มีทีท่าจะตื่น เธอก็ไม่ได้ว่าอะไรปล่อยให้หลับพักผ่อนไปเพราะวันนี้เจอเื่มาเยอะแล้ว
“ใช้ วันนี้เจอเื่มาเยอะแล้ว”
เธอนึกถึงที่เกิดวันนี้ก็อดยิ้มออกมาได้ การได้เจอท่านพี่อีกครั้งถือเป็ความสมหวังประการเดียวที่ตัวเธอเองต้องแล้ว
‘คุณชายเอมเบรสอาจจะไม่ฟื้นขึ้นมาอีกก็เป็ได้’ นั้นคือคำพูดที่เธอได้ยินในวันนั้น
วันที่เอมเบรสได้ใช้เวทธาตุมือหรือเวทต้องห้ามเข้าต่อสู้กับริวจิ อากะซะ ชายผู้ถูกเรียกผู้กล้าด้วยพลังและความสามารถที่ยากจะหาใครต่อกร เมื่อเป็เช่นนั้นเขาจึงยอมใช้เวทต้องห้ามเพื่อให้ได้พลังที่ยิ่งใหญ่พอจะจัดการผู้กล้าริวจิได้ พลังที่ยิ่งใหญ่มาพร้อมราคาหนักยิ่งกว่าที่ใครจะจินตนาการ…แม้แต่เอมเบรสผู้ใช้เวทต้องห้ามก็ตาม
หลังจากการงานประลองจบด้วยความพ่ายแพ้ของเอมเบรส สิ่งที่ทีน่าเห็นจากดวงตาเอมเบรสผู้เป็พี่ชายของเธอคือความสิ้นหวัง เหมือนเหวลึกที่ไร้สิ้นสุด ดังทะเลดำทมิฬที่ไม่อาจมองก้นทะเลได้ ผลกระทำที่ตัวเองทำไปย้อมผลกลับมาเป็ความจริงอยู่ต่อหน้านี้
ไม่อาจใช้เวทไฟได้ดังเก่า… ไม่อาจใช้มานาได้อย่างเก่า… ไม่อาจใช้พลังเวทได้ดังเก่า… ไม่อาจเป็นักเวทได้อย่างเก่า… ไม่อาจตามความฝันของตัวเองได้อีกต่อไป… ความจริงเหล่านี้…มันได้ทำลายตัวเอมเบรสจนหมดสิ้น
ทีน่าในเวลานั้นไม่อาจช่วยอะไรได้ทำได้เพียงแค่อยู่ข้างๆเป็กำลังใจ… แต่ว่า ก็ไม่อาจไปถึงพี่ชายของเธอได้เลย ตัวเอมเบรสก็ไม่ต่างจากแก้วที่แตกไปแล้ว…แม้จะพยายามประกอบเข้าด้วยกันยังไงก็ไม่อาจเหมือนเดินได้
หลังจากนั้นไม่นาน ท่านพ่อได้ตัดสินใจปลดสิทธิการสืบทอดในฐานะผู้นำตระกูล ยืดสิทธิพิเศษในฐานะขุนนางทั้งหมดและถูกให้ออกจากคฤหาสน์ไปอยู่บ้านพักต่างอากาศใกล้โรงเรียน
แม้จะไม่ได้ริบนามสกุลไปเพราะด้วยหน้าตาทางสังคมของตระกูล แต่ความหมายก็ไม่ต่างกันมากหนัก มันคือการตัดหางปล่อยวัด ทุกคนรู้ได้ในเื่นี้ต่างออกห่างหนีจากเอมเบรสไปจนหมด
ในตอนนั้นทีน่าตั้งใจไปกับพี่ชายของเธอด้วยเพราะยังไงก็เป็ห่วง ในสถานการณ์เลวร้ายเช่นนี้ต้องมีคนอีกเคียงข้าง แต่เหล่าครอบครัวทั้งหลายต่างห้ามทีน่าไว้ไม่ให้ทำเช่นนั้นพร้อมเหตุผลที่ทีน่าไม่อาจจะปฏิเสธได้
สิ่งที่เธอพอทำได้คือยอมทำตามข้อตกลงพร้อมเงื่อนไข…แม้นั้นจะเป็การผูกมัดกับชะตากรรมตัวเองก็ตาม แต่เธอก็ต้อมยอมทำแล้วปล่อยพี่ชายเดินจากไปพร้อมฮันนาที่เธอมั่นใจจะต้องดูแลพี่ชายเธอได้เป็อย่างดี
ทีน่ายังคงตามข่าวเอมเบรสพี่ชายของเธออยู่เรื่อยๆ ทำให้พอรู้เื่ต่างๆที่โรงเรียนเวท ทุกอย่างมีแต่แย่ลงถูกย้ายไปอยู่ห้อง 1-D สังคมต่างประณามในสิ่งที่เขาทำทุกคนต่างทอดทิ้งในสิ่งที่เขาเป็ แต่นั้นก็ยังไม่แย่สุด
พลังเวทในร่างกาย วงจรเวทและมานาที่ผิดเพี้ยนจากการใช้เวทต้องห้ามมีแต่จะแย่ลง มันค่อยๆกลืนกินตัวเขาไปทีละน้อย ทีละน้อย แม้จะให้หมอรักษายังไงก็ไม่อาจหายเพราะสิ่งที่แย่ที่สุดคือจิตใจของเอมเบรส
โดยผลกระทบทั้งหมดที่ตามมาได้รับนี้เอมเบรสเขาได้โทษว่าเป็ความผิดของริวจิและพรรคพวกผู้กล้าทั้งหมดที่ทำให้มาเจอเื่พวกนี้!… สำหรับเขาไม่แต่ต้องเช่นนี้ได้ถ้าไม่เช่นนั้น…เขาจะไม่เหลืออะไรอีกเลย
ดังโชคชะตาเล่นตลก สิ่งที่เขา้าทำลายมากที่สุดกลับเป็เดียวที่ยังคงยึดรั้งตัวเขาไว้อยู่ได้
เขายังคงหาวิธีต่างๆมาเอาคืนในสิ่งที่เหล่าผู้กล้าทำไว้กับเขาแต่นั้นก็ไม่นานนัก อาการค่อยๆแย่คงจนอันตรายถึงชีวิตได้และในที่สุด เอมเบรสก็ได้สลบลงไปแบบที่อาจจะไม่มีวันตื่นได้อีกเลย
ทีน่าที่ได้ยินอย่างนั้นก็ได้แต่อ้อนวอนทั้งน้ำตาเทพธิดาให้ช่วยพี่ชายเธอเพราะเป็สิ่งเดียวที่ทำได้ ไม่เหลือใครอีกแล้วที่ยังอยู่ข้างกายเธอ ไม่เหลือใครอีกแล้วที่เรียกว่าครอบครัวได้เต็มปาก แสงไฟอันอบอุ่นเพียงสิ่งหนึ่งเดียวที่คอยนำทางกลับให้เธอสิ่งที่เรียกว่า บ้าน กำลังจะหายไป
และเหมือนเทพธิดาฟังคำข้อของเธอเอมเบรสพี่ชายดั่งปาฏิหาริย์ แม้เขาจะแปลกไปบ้าง มีอะไรไม่เหมือนเดิมไปบ้าง แต่เขายังคงเหมือนเดิมเป็คนเดิมพี่ชายแสนดีที่เธอรักยิ่ง สำหรับทีน่าแล้วไม่มีอะไรสำคัญไปมากกว่าพี่ชายของเธอกลับมาหายดีปกติอีกแล้ว…
……ทั้งที่เป็อย่างนั้นก็ตาม ทำไมกัน…ท่านพี่ของเธอถึงต้องโกหกเธอด้วย!?
‘งั้นเหรอ ไม่รู้มาก่อนเลยนะเนี่ย’ คำตอบที่เอมเบรสหรือพี่ชายตอบกลับมา เธอรู้ได้ว่านั้นเป็คำโกหก ไม่ใช่คำโกหกอะไรที่มากมาย ไม่ใช่คำโกหกที่สำคัญอะไรมากมายเป็เพียงเื่ถามตอบธรรมดาทั่วไปไม่ได้พิเศษอะไร
แต่สำหรับทีน่านั้นไม่ใช่! เธอรู้สึกได้มันต้องเป็เื่สำคัญอะไรบางอย่าง มันต้องเป็สิ่งสำคัญอะไรบางอย่างถึงขนาดโกหกเธอ
‘เอมเบรส คัดเดิล ซี วอร์ม’ ที่พวกเจอใช้คนที่เรารู้จักหรือเปล่าคะ!?’ คำถามที่แฮนนาถามขึ้นมา มันตั้งคำถามขึ้นมาในใจเธอ
ไม่ใช่ว่าทีน่าสงสัยพี่ชายที่อยู่ตรงหน้าว่าตัวจริงหรือไม่ เขาคือท่านพี่ของเธอจริงๆ ััอ้อมกอดในตอนเช้าที่ห้องทานอาหารนั้น ความอบอุ่นรักที่กอดเธอไว้ มือที่ลูบหัวปลอบเธออย่างเบามือด้วยความเป็ห่วง คำพูดที่บอกเธอดังเป็กำลังใจให้สู้ต่อ เป็ของจริงแท้แน่นอนนั้นคือท่านพี่ไม่มีผิด!
แม้จะมั่นใจขนาดนั้น… คำโกหกในตอนยังคงคาใจเธอไม่หายเหมือนเสียงกระซิบทำให้เคลือบแคลงใจตลอด
“ทำไมถึงต้องโกหกหนูด้วยละคะ… พี่ชาย”
ทีน่าถามขึ้นขณะกอดเสื้อสเวตเตอร์สีชมพูไว้แล้วมองออกนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย