ละอองฝนโปรยปรายลงมาอย่างแ่เบาคล้ายเสียงกล่อมของผืนฟ้าเหนือผืนป่าช่องเย็นในบ่ายแก่ ๆ เงียบงันราวกับเวลาถูกหยุดไว้ เหลือเพียงเสียงลมหายใจของูเาและเสียงยางรถบดกับดินเปียกที่หยุดลงอย่างเชื่องช้า
“ถึงไหนละพี่...” เสียงงัวเงียแทรกออกมาจากหลังรถ
ภูมิหันมายิ้มขำ “ถึงละมึงนี่ตื่นตอนถึงเป๊ะตลอดนะ”
“เก็บแรงไว้ขับขาลงไงพี่”เจมส์พูดพร้อมยืดแขนบิดี้เี
รถได้จอดลงที่บริเวณใกล้ที่กางเต็นท์แต่เนื่องจากฝนที่ตกหนักทั้งสองต่างคนก็ต่างไม่ลงจากรถไปไหนและคงเป็เพราะฝนนี่แหละ ถึงทำให้สถานที่เที่ยวนี้ดูเงียบเหงาจนแทบจะไร้ผู้ซึ่งคนมีเต็นท์อีกเพียงหนึ่งหลังเท่านั้นเองที่อยู่ในบริเวณนี้
ด้วยฝนที่เริ่มซาภูมิจึงลงรถไปเดินสำรวจรอบ ๆตามนิสัยของเขาที่จะต้องไปสอบถามเ้าหน้าที่ว่ามีที่เที่ยวจุดชมวิวที่ไหนแนะนำเขาเป็คนที่มีนิสัยที่รอบคอบและละเอียดแบบนี้มาั้แ่ไหนแต่ไร
หลังจากที่ภูมิได้สอบถามข้อมูลจนเรียบร้อยเขาก็รีบเดินกลับมาที่รถเพื่อที่ทั้งสองจะได้ช่วยกันกางเต็นท์ตัวเจมส์เองไม่เคยกางเต็นท์มาก่อนจึงทำได้แต่คอยช่วยภูมิหยิบนู่นหยิบนี้และจัดเตรียมข้าวของเท่านั้นภูมิได้เตรียมเต็นท์มาสองหลัง พอได้กางออกทั้งสองหลัง ก็เห็นได้ชัดเลยว่าเต็นท์สีดำนั้นเป็หลังที่ดีกว่าส่วนหลังสีน้ำเงินนั้นมีสภาพเก่าและไม่น่าจะกักเก็บความอุ่นได้เลย
ตกเย็นหลังจากได้กางเต็นท์จัดของเตรียมปิ้งย่าง เจมส์คิดในใจว่านานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้กินอาหารฝีมือพี่ภูมินานจนแทบจะจำไม่ได้เลยว่าได้มีบรรยากาศแบบนี้ครั้งล่าสุดกับพี่ภูมิเมื่อไร
พอไฟที่เริ่มแรงขึ้นพี่ภูมิก็เอาซี่โครงออกจากถุงหมักและนำไปวางไว้บนเตาน้ำหมักที่หล่นลงไปยังถ่านในเตา ทำให้กลิ่นที่หอมออกมาจากตัวซี่โครงทำให้เจมส์ถึงต้องกลื่นน้ำลายจ้องรอคอยเวลาที่มันจะสุกสิ่งเดียวที่ทำให้เจมส์นั้นละสายตาไปจากซี่โครงได้ชั่วครู่หนึ่งก็มีเพียงแค่พี่ภูมิในเวลานั้นั้แ่ไหนแต่ไรภูมิเป็คนที่มองโลกในแง่ดีทำให้ตัวเจมส์ที่เติบโตด้วยกันมากับพี่เขาั้แ่เด็กพยายามมองโลกในแง่ดีตามเขามาตลอดเจมส์คิดมาเสมอว่าอาจจะเป็เพราะมุมมองนี้ของเขาที่ทำให้เมื่อก่อนมีแต่คนเข้าหาและอยากอยู่รอบตัวเขาแต่ในวินาทีที่เห็นภูมิในตอนนี้เจมส์ก็รู้สึกว่ามีอะไรบ้างอย่างเปลี่ยนไปอย่างบอกไม่ถูกอาจเป็เพราะว่าไม่ได้เจอกันนาน หรือว่าอาจจะเป็ที่ตัวเจมส์เองที่เปลี่ยนไปแต่ภายนอกที่ดูแล้วทุกอย่างก็เหมือนเดิม ทำให้เจมส์คิดว่าเขาอาจจะคิดไปเอง
ภูมิ “เจมส์มึงไปเอาจานหลังรถมาเพิ่มจานนึง จะเสร็จละ”ภูมิเอามีดหั่นซี่โครงแบ่งออกเป็แปดซี่ และนำสองซี่ใส่จานแยกที่เอามาจากหลังรถพร้อมทั้งตักผักและผลไม้ลงใส่จานแยกนั้น
ภูมิยื่นจานให้เจมส์“มึงเอาไปให้เต็นท์นั้นหน่อย แบ่ง ๆ กัน ไหน ๆ ก็มีกันแค่สองเต็นท์”
“โหยยย พ่อคนดีพ่อใจเมตตา ผมบอกเลยนะ ถ้าผมไม่อิ่มผมจะกินส่วนของพี่”เจมส์ทำหน้าแกล้งเป็รำคาญพี่ภูมิแต่ในใจตัวเขานั้นก็รู้ดีว่าพี่ตัวเองนั้นเป็คนยังไงจึงทำให้ความคิดที่ว่าพี่เขาแปลกไปนั้นหายไปจากหัวของเจมส์ทันที
เจมส์เดินถือจานไปยังเต็นท์อีกหลัง
“สวัสดีครับ ไหน ๆก็มีกันแค่สองเต็นท์ เลยเอามาแบ่งกันครับ”เจมส์ที่เรียกเข้าไปในเต็นท์ที่ปิดอยู่อย่างรีบร้อนเพื่อที่จะได้รีบกลับไปยังเต็นท์ของตนเอง
“สักครู่ค่ะ”เสียงที่เบาอ่อนหวานออกมาจากเต็นท์ทำให้เจมส์นั้นแอบตื่นตัวชั่วขณะ
ทันใดที่เต็นท์ได้เปิดออกสิ่งแรกที่เจมส์เห็นถึงกลับทำให้ชั่ววินาทีนั้นเขาลืมไปหมดว่าเดินมาที่เต็นท์นี้ทำไมสิ่งที่ทำให้คนที่พูดมากอย่างเจมส์นั้นชะงักได้ก็คือใบหน้าของหญิงสาวที่โผล่หน้าออกมาจากเต็นท์นั้นใบหน้าที่อมชมพู ดวงตาที่กลมโต ผมสีน้ำตาลเข้มที่ยาวเท่าบ่าแว่นตาที่เธอใส่นั้นยิ่งทำให้ดวงตาของเธอนั้นสวยขึ้นไปอีก
“สวัสดีครับชื่อเจมส์ครับ อยู่เต็นท์หลังนั้นครับ” เขาได้พูดออกไปอย่างตะกุกตะกักทั้งที่อากาศนั้นหนาวจนเห็นไอจากปาก แต่มือของเจมส์กลับชุ่มไปด้วยเหงื่อ
“เราชื่อเฟิร์น”เธอตอบด้วยเสียงที่อ่อนโยนและดูเป็มิตร “อันนี้ให้เราเหรอ?”
เจมส์ได้รวบรวมสติที่ปลิวไปไหนต่อไหนกลับมาและยื่นจานซี่โครงให้กับเฟิร์นจากนั้นก็วิ่งกลับไปที่เต็นท์ตัวเองอย่างรวดเร็ว
“พี่ภูมิ ๆ โหยยยยพี่ สาวในเต็นท์เมื่อกี้ โคตรน่ารักเลย”เจมส์ที่พยายามไม่พูดเสียงดังกลัวที่เธอคนนั้นจะได้ยินเสียงที่ตื่นเต้นของเขา
ภูมิที่นั่งเล่นกล้องของเขาอยู่อย่างใจจดใจจ่อได้ตอบกลับไปเพียงแค่คำว่า“อ๋อ เหรอ”
ตลอดเวลาที่ทั้งสองนั่งทานข้าวและดูพระอาทิตย์ตกดินเจมส์ไม่หยุดพูดถึงเฟิร์นเลย ด้วยเสียงที่ดูตื่นเต้นดีใจเขาพยายามที่จะพูดให้พี่ภูมิรับรู้ได้ถึงความน่ารักของเธอ
“มากันสองคนเหรอคะ?” เสียงที่เจมส์นั้นได้เรียกไว้ว่าเป็เสียงนางฟ้าโผล่มาจากด้านหลังของเจมส์โดยที่เขานั้นไม่ได้ทันรู้ตัว เฟิร์นได้ยืนอยู่ข้างหลังของเขาในหัวของเจมส์คิดได้แค่ว่าเธอมายืนตรงนี้นานแค่ไหนและได้ยินมากน้อยแค่ไหนแล้ว
“ขอบคุณสำหรับซี่โครงนะคะอร่อยมากเลย”เฟิร์นได้ยื่นจานที่ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วให้และทำท่าที่เหมือนกำลังจะหันกลับไปที่เต็นท์ของตนเอง
“เดี๋ยวครับ”เจมส์เรียก “ถ้าไม่รังเกียจมานั่งด้วยกันก็ได้นะครับเดี๋ยวผมกับพี่ผมจะนั่งฟังเพลง ชิว ๆ กัน มีกันหลาย ๆ คนจะได้ไม่เหงา”
“เอ่อ... ได้ค่ะเดี๋ยวสักครู่นะคะ” เธอตอบเจมส์และเดินกลับไปที่เต็นท์ของเธอ
เจมส์หันกลับมาหาพี่ภูมิและยิ้มจนมุมปากจะฉีกพี่ภูมิจึงส่ายหัวใส่ “ชวนคนไปเรื่อยนะมึงเนี่ย อย่าจู่โจมเค้าหนักหล่ะเดี๋ยวเค้ากลัวมึงแล้ววิ่งหนีลงเขาพอดี”
เฟิร์นที่ไปเอาหมวกไหมพรมแล้วผ้าห่มมาจากเต็นท์ของตนเองก็มานั่งรอบวงเตาไฟกลับทั้งสองโดยไม่มีท่าที่เคอะเขินเป็อย่างใด
“เฟิร์นจะดื่มอะไรมั้ยครับผมมี โกโก้ร้อน กาแฟ โค้ก สไปรท์ เหล้าหรือเบียร์ก็มีนะ”เจมส์ถามและเดินเข้าไปในรถเพื่อที่จะเอา เครื่องดื่มและขนมออกมาต้อนรับเฟิร์น
“เหล้าก็ได้ค่ะเบียร์กลัวจะหนาวไป” คำตอบนี้ของเฟิร์นทำให้เจมส์นั้นถึงกับตะลึงพี่ภูมิที่กำลังเทเหล้าใส่แก้วของตนเองนั้นหัวเราะออกมาเสียงดังและรินเหล้าให้เฟิร์น
บรรณากาศในยามค่ำที่เย็นลงมากและเริ่มมีฝนตกลงมาเล็กน้อยทำให้พี่ภูมินั้นกางหลังคารถตู้ของเขาเพื่อให้ทั้งสามคนนั้นได้หลบฝนและสามารถนั่งคุยกันต่อได้พี่ภูมิที่รู้สึกว่าอากาศนั้นหนาวกว่าที่คิดไว้จึงเข้าไปเอาผ้าห่มจากในรถตู้มาเพิ่มสำหรับน้องทั้งสองและเอาเสื้อกันหนาวมาเพิ่มให้กับตัวเองหนึ่งตัว
“น้องขึ้นมาที่นี่ได้ไงเหรอ?” พี่ภูมิถาม “ไม่เห็นมีรถคันอื่นจอดเลย”
“หนูมากับพี่ที่ดูแลอุทยานอยู่ค่ะพอดีรู้จักกัน หนูขึ้นมาที่นี่กับเขาอยู่บ่อย ๆ” เฟิร์นตอบ“พี่ตั้งใจกันมาช่องเย็นโดยเฉพาะเลยเหรอคะ?” เธอถามด้วยความสงสัย
“ไม่ได้ตั้งใจหรอกพอดีเราทั้งสองขับรถเที่ยวภาคเหนือไปเรื่อยๆ ยังไม่มีจุดหมายอะไรมากมายหรอก” เจมส์ตอบแทนพี่ภูมิ
“เรากับพี่ภูมิวางแผนจะขับรถเที่ยวกันแถว ๆ ภาคเหนือไปนู้นไปนี่” เจมส์เริ่มเล่าเื่อดีตที่ได้ไปเที่ยวกับพี่ภูมิอย่างสนุกสนาน
เสียงสนทนาและเสียงหัวเราะของทั้งสามกลบบรรยากาศที่ดูเงียบเหงาของฝนและหมอกทั้งสามไม่รู้เลยว่านี่เป็จุดเริ่มต้นของการเดินทางที่จะอยู่ในความทรงจำของทั้งสามไปอีกแสนนาน