เกิดใหม่ครั้งนี้พกสวนแห่งชีวิตสู่ยุค 70 พลิกชะตาตระกูลหลิน
ตอนที่ 2 : ร่างกายที่บังคับไม่ได้
คืนแรกผ่านไปอย่างสงบแต่เมื่อแสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านกระดาษบานหน้าต่างเข้ามาในห้อง หลินซินเยว่ก็ได้เรียนรู้บทเรียนแรกของชีวิตใหม่— ความรู้สึกที่คิดอะไรได้เต็มหัวแต่ขยับตัวเองแม้แต่นิ้วเดียวก็ยังลำบาก
เธออยากพลิกตัวไปทางแสงแดดแต่แขนขาทั้งสี่ข้างกลับตอบสนองช้าและอ่อนแรงจนน่าหงุดหงิดกล้ามเนื้อคอที่ควรจะยกศีรษะขึ้นได้ตามใจสั่งกลับสั่นเทาหลังพยายามได้ไม่กี่วินาที
*นี่มัน...ยากกว่าที่คิดเยอะเลย*
ในชาติที่แล้วเธอเคยดูแลเด็กนักเรียนตัวเล็กมากมายเคยคิดว่าตัวเองเข้าใจความรู้สึกของทารกดีพอสมควร จากการอ่านหนังสือจิตวิทยาพัฒนาการแต่ไม่มีตำราเล่มไหนเคยบอกเธอเลยว่า การมีความคิดของผู้ใหญ่เต็มหัว แต่ต้องอาศัยอยู่ในร่างที่ควบคุมไม่ได้แม้แต่นิ้วก้อยนั้นมันทรมานใจขนาดไหน
เธอหิว!
ความรู้สึกนั้นแล่นขึ้นมาจากท้องอย่างรุนแรงแต่สิ่งที่เธอทำได้มีเพียงอย่างเดียว — ร้องไห้
เธอไม่อยากร้องไห้ในใจอยากจะพูดออกไปตรงๆ ว่า "หนูหิวค่ะ ขอนมหน่อย" แต่ลำคอเล็ก ๆที่ยังไม่พัฒนาเต็มที่กลับส่งเสียงออกมาได้เพียงเสียงร้องแหลม ๆไม่ต่างจากทารกทั่วไป
*อายจัง...แต่ก็ทำอะไรไม่ได้*
หวังซูเจินรีบเข้ามาอุ้มเธอขึ้นจากเตียงทันทีที่ได้ยินเสียงร้องเดินโยกตัวไปมาเบา ๆ พร้อมพูดปลอบโยนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "หิวแล้วสินะลูก มา ๆแม่ป้อนนมให้นะ"
ทันทีที่ได้กินอิ่มความสบายใจก็เข้ามาแทนที่ความหงุดหงิดอย่างรวดเร็ว เธอได้เรียนรู้อย่างหนึ่งว่า ถึงแม้เธอจะพูดไม่ได้แต่การร้องไห้หรือส่งเสียงเล้กน้อยก็ยังพอสื่อสารได้บ้างเพียงแต่มันไม่ใช่การสื่อสารที่เธอเลือกเอง
สัปดาห์แรกๆ ผ่านไปด้วยวงจรเดิมซ้ำ ๆ กิน นอน ขับถ่าย ร้องไห้ ถูกอุ้มเธอใช้เวลา่ที่ตื่นแต่ยัง ไม่หิว ไม่ง่วง ฝึกสังเกตสิ่งรอบตัวอย่างตั้งใจพยายามจดจำทุกอย่างเท่าที่สายตาพร่ามัวของทารกแรกเกิดจะมองเห็นได้
เพดานไม้เก่าแก่ที่มีลายเส้นเป็วงคล้ายวงปีต้นไม้
เสียงนกร้องอยู่ไกลๆ นอกหน้าต่าง
กลิ่นสมุนไพรอ่อนๆ ที่ติดอยู่ตามเสื้อผ้าของทุกคนที่เข้ามาในห้อง
และเสียงฝีเท้าที่เดินผ่านไปมาในลานบ้านตลอดทั้งวัน มากกว่าที่บ้านหลังเล็กหลังหนึ่งควรจะมี
เธอเริ่มสังเกตว่าบ้านที่เธออาศัยอยู่นี้ไม่ใช่บ้านธรรมดา เสียงประตูเปิดปิดดังมาจากหลายทิศทางเสียงคนคุยกันมีทั้งน้ำเสียงผู้ใหญ่หลายคน ไม่ใช่แค่พ่อแม่ปู่ย่าที่เธอรู้จักแล้วบางครั้งมีเสียงเด็กผู้ชายวิ่งเล่นกันเสียงดังจากอีกฟากหนึ่งของบ้านไกลจนแทบได้ยินไม่ชัด
*บ้านนี้ใหญ่กว่าที่คิดไว้มากเลย...*
วันหนึ่งแม่อุ้มเธอออกจากห้องนอนเป็ครั้งแรกนับจากเธอเกิด แม่อุ้มเธอเดินผ่านทางเดินที่มีหลังคาคลุมเชื่อมระหว่างอาคารลอดผ่านซุ้มประตูโค้งที่แกะสลักลวดลายดอกไม้อย่างประณีตเข้าสู่ลานกว้างที่มีแสงแดดส่องเต็มพื้นที่
สายตาพร่ามัวของทารกมองเห็นเพียงเงารางๆ แต่ก็พอบอกได้ว่าลานแห่งนี้กว้างใหญ่กว่าที่เธอนึกภาพไว้มากมีอาคารล้อมรอบอยู่หลายด้านแต่ละด้านดูเหมือนจะเป็ที่พักอาศัยของแต่ละครอบครัวแยกกัน
*นี่สินะ...เรือนสี่ประสาน ไม่ใช่บ้านเดี่ยวหลังเล็กๆอย่างที่เข้าใจตอนแรก*
เธอนึกขึ้นได้ว่าตระกูลหลินไม่ได้มีแค่พ่อ แม่ ปู่ ย่า กับพี่ชายสองคน แต่ยังมีลุงอีกสองคน พร้อมครอบครัวอาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกันนี้ด้วยเพียงแต่ตอนนี้เธอยังไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าใครชัด ๆเพราะสายตายังไม่พัฒนาพอจะมองไกลได้
เสียงหัวเราะของเด็กผู้ชายหลายคนดังมาจากอีกฟากหนึ่งของลานตามด้วยเสียงผู้ใหญ่ะโห้ามไม่ให้วิ่งเร็วเกินไป
"นั่นลูก ๆ ของลุงใหญ่กับลุงรองน่ะจ้ะ" แม่พูดกับเธอเบา ๆราวกับรู้ว่าลูกสาวกำลังสงสัยอยู่ "เดี๋ยวโตขึ้นอีกหน่อยหนูค่อยไปเล่นด้วยกันนะตอนนี้ยังเด็กเกินไป"
ความคิดของผู้ใหญ่ในหัวเธอเริ่มปะติดปะต่อภาพรวมของครอบครัวได้ชัดเจนขึ้นทีละนิดนี่ไม่ใช่ครอบครัวเล็ก ๆ ธรรมดา แต่เป็ตระกูลใหญ่ที่มั่นคงมีทั้งผู้อำนวยการโรงงาน มีทั้งคนทำงานในกระทรวง มีทั้งแพทย์ มีทั้งนายทหารทุกคนอาศัยอยู่ร่วมกันในบ้านหลังเดียวกันนี้
*ตระกูลแบบนี้แหละ...ที่มักตกเป็เป้าสายตาได้ง่ายในเวลาที่บ้านเมืองไม่สงบ*
ความคิดนั้นแล่นผ่านหัวไปอย่างรวดเร็วก่อนที่เธอจะรีบสะบัดมันออกไปตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะกังวลเื่แบบนั้นเธอยังเป็แค่ทารกที่แม้แต่จะยกหัวเองก็ยังทำไม่ได้เต็มที่
กลับเข้าห้องนอนแม่วางเธอลงบนเตียงเบา ๆ ก่อนนั่งเย็บผ้าอยู่ข้าง ๆ ตามปกติ ซินเยว่นอนมองมือเล็ก ๆของตัวเองที่ยกขึ้นมาสั่น ๆ อยู่ตรงหน้า พยายามบังคับให้นิ้วกำเข้าหากันตามใจสั่ง
กว่าจะทำสำเร็จก็ใช้เวลานานผิดปกติเหงื่อไม่มีแต่ความรู้สึกเหนื่อยล้าทางใจกลับท่วมท้น
*แค่กำมือยังยากขนาดนี้ แล้วจะต้องรออีกกี่ปีกว่าจะเดินได้ พูดได้ทำอะไรได้ด้วยตัวเองจริง ๆ เห้อ...เหนื่อยจริง ๆ *
ความอึดอัดใจแบบนี้ไม่มีใครในบ้านรู้เลยสักคนทุกคนเห็นเพียงทารกน้อยที่นอนเงียบ ๆ อยู่บนเตียง ไม่มีใครรู้ว่าข้างในหัวเล็ก ๆนั้นมีความคิดของผู้ใหญ่วัยสามสิบห้า ที่กำลังต่อสู้กับความจำกัดของร่างกายอยู่ทุกวินาที
แต่ในความอึดอัดนั้นก็มีบางอย่างที่ปลอบใจเธอได้เสมอ
ทุกครั้งที่ร้องไห้เพราะหิวหรือไม่สบายตัวจะมีคนรีบเข้ามาดูแลทันทีเสมอไม่เคยปล่อยให้เธอร้องไห้อยู่คนเดียวนานเกินไปแม้แต่ครั้งเดียว และการได้นอนพักยาวๆ แบบนี้ ก็มีความสุขมากจริง ๆ เพราะในชีวิตก่อนเธอแทบไม่มีเวลาได้พักผ่อนจริง ๆจัง ๆ เลยสักครั้ง และนี่ก็เป็ข้อดีของการเป็เด้กทารกสินะ
คืนหนึ่งที่เธอตื่นกลางดึกเพราะรู้สึกไม่สบายตัวยังไม่ทันร้องไห้เต็มเสียง ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเบา ๆ เดินเข้ามาใกล้เตียงเป็พ่อที่กลับมาจากค่ายทหารพอดี ยังไม่ทันเปลี่ยนเครื่องแบบด้วยซ้ำ
"ยังไม่หลับเหรอลูก..." เขากระซิบถามเบา ๆ ก่อนอุ้มเธอขึ้นมาแนบอกมือใหญ่ลูบหลังเบา ๆ เป็จังหวะ
ในอ้อมแขนนั้นความอึดอัดที่สะสมมาทั้งวันค่อย ๆ จางหายไปร่างกายที่บังคับไม่ได้อาจจะยังเป็ปัญหาต่อไปอีกนาน แต่อย่างน้อยเธอก็รู้แล้วว่าไม่ว่าจะอ่อนแอแค่ไหน ก็จะมีคนคอยอุ้มเธอไว้เสมอ
*บางที...การเรียนรู้ที่จะพึ่งพาคนอื่นบ้างก็อาจไม่ใช่เื่แย่อย่างที่เคยคิดไว้*
ความคิดนั้นแปลกใหม่สำหรับเธอมากในชาติที่แล้ว เธอเป็คนที่ทำทุกอย่างด้วยตัวเองมาโดยตลอดไม่เคยขอความช่วยเหลือจากใคร ไม่เคยยอมให้ตัวเองอ่อนแอต่อหน้าคนอื่น
แต่ตอนนี้เธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเรียนรู้ที่จะพึ่งพาคนรอบข้าง และแปลก...ที่ความรู้สึกนั้นกลับไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกแย่อย่างที่คิด
ในอ้อมแขนของพ่อที่ยังคงลูบหลังเบาๆ เธอค่อย ๆ หลับตาลงอีกครั้ง ปล่อยให้ร่างกายเล็ก ๆที่ยังบังคับไม่ได้นี้พักผ่อนไปตามธรรมชาติของมันในอ้อมกอดที่แข็งแรงและอบอุ่นของพ่อของเธอ