เช้าวันหยุด
ท้องฟ้าวันนี้อากาศแจ่มใส แสงแดดรำไรแทรกผ่านก้อนเมฆสีขาวเหมือนปุยนุ่นลอยช้า ๆ ไปตามสายลมเย็น บรรยากาศดีเหมาะทำกิจกรรมนอกบ้าน่สุดสัปดาห์
มนสิชาสวมชุดว่ายน้ำแขนยาวสีดำแถบข้างสีส้มกับกางเกงยีนส์ขาสามส่วน สะพายกระเป๋าเป้สีดำมาหนึ่งใบพร้อมกับถือฟินและสน็อกเกิ้ลมาด้วย
เธอเอ่ยทักทายเ้านายด้วยสีหน้าสดใสเพราะจะได้ไปเที่ยววันหยุดครั้งแรกั้แ่ได้ทำงานที่โรงแรม แต่ดูจากท่าทีของคนตรงหน้าแล้วคงตื่นเต้นไม่น้อยเพราะเขามาก่อนเวลานัดถึงหนึ่งชั่วโมง
ทั้งคู่จึงนั่งเรือที่จองเอาไว้แล้วออกเดินทางไปยังเกาะเล็ก ๆ ที่มีแนวปะการังและปลาหลากหลายสายพันธุ์อาศัยอยู่
“รองประธานเมาเรือไหมคะ” พยาบาลสาวเอ่ยถามเหมือนอย่างเคย คอยดูอาการของคนที่นั่งข้างพลันรู้สึกเหมือนพาเด็กนักเรียนไปทัศนศึกษา
“ไม่ครับ” เตชินทร์ส่ายหน้า สายตาทอดมองผืนน้ำสีครามกว้างสุดลูกหูลูกตา พลางเลิกคิ้วเมื่อเห็นมนสิชาหยิบครีมกันแดดขึ้นมาทาหน้าของตัวเองจนขาววอก
“ทาด้วยไหมคะ” เธอถามออกไปเล่น ๆ นึกว่าเ้านายคงจะเตรียมตัวเตรียมของมาพร้อมแล้วจึงไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะตอบจริงจังว่า “รบกวนด้วยครับ”
มนสิชาบีบครีมจากหลอดใหญ่ลงบนฝ่ามือของเตชินทร์ ใบหน้างงงวยเพราะเขายังคงมองเธอไม่วางตาราวกับขอความช่วยเหลือ
“ไม่ทาให้ผมด้วยเหรอครับ” เขาถามขึ้นมาด้วยความสงสัย ยื่นใบหน้าเข้าใกล้หญิงสาวรอฟังคำตอบ
คนตรงหน้าจึงเอนหลังถอยหนึ่งคืบแล้วแตะครีมบนฝ่ามือของเขามาแต้มจุด ๆ บนใบหน้า รู้สึกเขินอายเล็กน้อยเพราะยังไม่คุ้นเคยกับอีกฝ่ายนัก
มือข้างซ้ายลูบผมปรกหน้าผากไปข้างหลัง ส่วนมือที่ว่างอีกข้างค่อย ๆ ใช้นิ้วกลางกับนิ้วนางเกลี่ยครีมกันแดดให้ทั่วใบหน้าในขณะที่สายตาอบอุ่นของเขามองดูเธอไม่วางตา
“หลับตาครู่หนึ่งได้ไหมคะ” มนสิชาเอ่ยกับเขาก่อนจะละเลงครีมกันแดดที่เหลือจนซึมหายไป
หากไม่ใช่เพราะเสียงเครื่องยนต์เรือดังกระหึ่ม ทั้งสองฝ่ายคงจะได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวของกันและกันอย่างแน่นอน
จังหวะที่มนสิชาบีบครีมลงบนฝ่ามือของตัวเองเพราะยังไม่ได้ทาขาทั้งสองข้าง ดวงตาสีอำพันเบิกโตเล็กน้อยเพราะคนตรงหน้าถอดเสื้อยืดออกพลางยื่นมือมาหาเธอเหมือนก่อนหน้านี้ ในใจคิดสงสัยว่าเขาทำอย่างนั้นไปทำไม
“ทาข้างหลัง...” เขาเอ่ยปากยังไม่จบประโยคดีกลับโดนเธอชิงพูดขึ้นมาก่อน
“รองประธานเอาครีมหลอดนี้ไปใช้ได้เลยนะคะ อยากทาเท่าไหร่ก็ได้เลยค่ะ”
เตชินทร์ยิ้มมุมปากกล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า “ขอบคุณครับ” แล้วจัดแจงทาครีมกันแดดทั่วตัว รอจนเนื้อครีมซึมเข้าิัก่อนแล้วใส่เสื้อยืดทับตามเดิม
ระยะทางไปเกาะเล็ก ๆ ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง ระหว่างนั้นทั้งคู่พูดคุยเื่สถานที่ท่องเที่ยวบริเวณนี้และกิจกรรมที่จะไปทำต่อหลังจากดำน้ำเรียบร้อยแล้ว
ชายหนุ่มจึงได้รู้ว่ามนสิชาสนใจกิจกรรมผจญภัยไม่น้อย แถมยังรู้สึกสนุกสนานทุกครั้งที่ได้วางแผนทำอย่างโน้นอย่างนี้บ้างโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยจึงทำให้เขาผ่อนคลายไปด้วยเพราะที่ผ่านมายุ่งงานทั้งวันจนแทบไม่ได้พักผ่อน
เรือลำเล็กจอดลอยอยู่เหนือผืนน้ำจุดชมปะการัง มนสิชาพูดคุยกับเ้าหน้าที่เรือให้พวกเขาช่วยดูแลเ้านาย่ที่เธอลงไปดำน้ำ
หญิงสาวถอดกางเกงยีนส์ออกเหลือเพียงกางเกงว่ายน้ำขาสั้นสีดำ หยิบฟินกับสน็อกเกิ้ลเดินมาท้ายเรือพลางมองหน้าชายหนุ่มที่กำลังคิดไม่ตกว่าตัวเขาควรทำอย่างไรต่อไป
เตชินทร์ไม่เคยเรียนฟรีไดร์ฟมาก่อน ทั้งยังไม่ค่อยได้ทำกิจกรรมแบบนี้สักเท่าไหร่ มนสิชาจึงแนะนำให้เขาใส่สน็อกเกิ้ลที่ทางเรือเตรียมเอาไว้ให้กับเสื้อชูชีพแล้วดำน้ำตื้นแทน
“คุณจะไปไหนครับ” เขาเอื้อมแขนมาจับมือคนตรงหน้า “ไม่อยู่กับผมเหรอครับ”
เธอยิ้มกว้างเอ่ยกับเขาว่า “รองประธานไม่ต้องห่วงค่ะ เดี๋ยวฉันลงน้ำรอแล้วเราค่อยดำน้ำตื้นพร้อมกัน”
มนสิชาทำตามที่พูด เธอะโลงน้ำโดยไม่ลังเลราวกับเคยทำแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วน แม้น้ำทะเลบริเวณนี้จะลึกพอสมควรแต่เธอกลับไม่มีทีท่าหวาดกลัวแม้แต่น้อย
“ค่อย ๆ ลงมานะคะ” หญิงสาวเตือนให้เ้านายระวังเพราะกลัวลื่นตกบันไดเรือ คอยดูแลเขาเป็อย่างดี สอนวิธีสวมแว่นตากับสน็อกเกิ้ลให้เขา รวมถึงวิธีหายใจด้วยสิ่งนั้นก่อนจะมุดหน้าลงใต้ทะเลมองดูแนวปะการังที่มีสีสันสวยงาม
มนสิชาสังเกตเ้านายทีละน้อย กลั้นยิ้มเพราะเขาทำท่าทางเหมือนเพิ่งเคยทำอย่างนี้เป็ครั้งแรกก่อนจะยื่นมือมาหาเขา ชวนไปดูปลาสีส้มลายขาวเหมือนปลาในการ์ตูนที่ซ่อนตัวอยู่ในปะการังพริ้วไหว
ครั้นเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง มนสิชาจึงขึ้นมาใส่ฟินเพื่อดำน้ำลึกกว่านี้ โดยมีพนักงานของเรือตามลงไปด้วยเพื่อเก็บภาพถ่าย่เวลาที่เธอแหวกว่ายกลมกลืนกับฝูงปลา
ส่วนคนที่ไม่เคยเรียนฟรีไดร์ฟมาก่อนจึงได้แค่ลอยตัวอยู่ข้างบนผิวน้ำ ก้มหน้าลงมองหญิงสาวคนเดิม หัวใจเต้นตึกตักโดยไม่รู้ตัวพลันคิดในใจว่า สวยเหมือนนางเงือกเลย ก่อนจะรู้ตัวว่าคิดอะไรไม่เข้าท่าจึงโผล่หน้าจากน้ำ สลัดความคิดนั้นออกไปแล้วก้มลงไปใหม่
ทว่า สายตาจับจ้องร่างเพรียวระหงเหมือนเดิมเพราะถูกท่วงท่าอ่อนพริ้วยามขยับตัวราวกับเธอเป็นางเงือกดึงดูดใจโดยไม่รู้ตัว
มนสิชาสนุกกับการดำน้ำดูปลาอยู่ครู่หนึ่งจนลืมไปเลยว่าเ้านายของเธอกำลังลอยเคว้งอยู่้าจึงค่อย ๆ ตีขาขึ้นมาเหนือผิวน้ำ
“คุณดูสนุกมากเลยนะครับ” เตชินทร์พึมพำคล้ายเสียดายเล็กน้อยที่ไม่อาจลงไปข้างล่างพร้อมเธอได้
“ใช่ค่ะ พอเข้าไปดูปะการังพวกนั้นใกล้ ๆ มันสวยมากเลย ฉันอยากให้รองประธานได้เห็นเหมือนกัน” มนสิชาเผลอชวนเขาไปพลันนึกขึ้นได้ว่าคนอย่างเขาคงมีงานมากมายต้องทำมากกว่าเที่ยวเล่นแบบเธอ
“ถ้าอย่างนั้นครั้งหน้าเรามาด้วยกันอีกนะครับ”
คำพูดและรอยยิ้มของเขาทำให้หญิงสาวตกหลุมพราง คิดว่าคงได้เพื่อนใหม่ที่มีรสนิยมคล้ายกัน ความอึดอัดใจ กำแพงที่ตั้งเอาไว้ว่าเขาเป็คนประหลาดค่อย ๆ สลายไปทีละนิด
กิจกรรมต่อจากนี้ทำเอาเ้านายบ้างานอกสั่นขวัญแขวนเล็กน้อย จึงเอ่ยถามคนข้างกายให้แน่ใจว่า “จะเล่นพาราเซลลิ่งจริงเหรอครับ”
มนสิชาพยักหน้าอย่างรวดเร็ว ตื่นเต้นจนจะทนไม่ไหว ดวงตาสีอำพันมองใบหน้าซีดเผือดเล็กน้อยของเตชินทร์ด้วยความเป็ห่วง
“คุณกลัวหรือเปล่าคะ”
คำถามนั้นทำเอาศักดิ์ศรีลูกผู้ชายพุ่งขึ้นสูงปรี๊ด ต่อให้กลัวความสูงแค่ไหนก็ต้องเก็บสีหน้าให้นิ่งเฉย ไม่แสดงอาการให้หญิงสาวตัวเล็กจับสังเกตได้
“เปล่าครับ” น้ำเสียงฟังดูมั่นใจแต่สายตาคู่นั้นกลับหลบไปทางอื่น สูดหายใจเข้าออกปลอบตัวเองว่า ไม่เป็อะไรหรอก ก็แค่พาราเซลลิ่งสิบนาที
เ้าหน้าที่เรือช่วยใส่อุปกรณ์ให้ทั้งสองคนด้วยความคล่องแคล่วใช้เวลาไม่นานการเตรียมพร้อมก็เสร็จเรียบร้อย มนสิชามีกล้องตัวน้อยคอยบันทึก่เวลาดี ๆ ระหว่างพาราเซลลิ่งคู่กันเป็ครั้งแรกด้วย
มืออีกข้างที่ว่างอยู่ยื่นหาชายหนุ่มถามเขาว่า “ตื่นเต้นมากเลยเหรอคะ จับมือฉันไว้ก็ได้นะคะ”
เตชินทร์ไม่รอช้าสอดนิ้วประสานมือข้างนั้น จับแน่นไม่ยอมปล่อย จังหวะที่พนักงานเรือค่อย ๆ ปล่อยเชือกให้ร่มลอยไปทางด้านหลัง เขาบีบมือคู่นั้นเล็กน้อยเพราะประหม่าพลันหันหน้าไปมองเธอ
อาการกระวนกระวายใจเมื่อครู่สงบลงโดยไม่รู้สาเหตุ เท้าเปลือยเปล่าที่แตะพื้นเรือเริ่มลอยขึ้นฟ้าทีละนิด สายลมเอื่อยพัดผ่านมาโอบพวกเขาทั้งสองเหินสูงขึ้นจนเห็นเรือลำเล็กลงเรื่อย ๆ
มนสิชาคิดปล่อยมือเขาชั่วครู่เพราะอยากชี้ให้เ้านายเห็นภาพโรงแรมของตัวเองที่อยู่เบื้องหน้าแต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมปล่อย สีหน้าของเขาทำให้เธอแทบกลั้นอมยิ้มไว้ไม่ไหวคิดในใจว่า ไหนบอกว่าไม่กลัวไงคะ ทำไมหน้าซีดกว่าเดิมอีก