แม้เขารู้อยู่แล้วว่าร่างกายนางอ่อนแออย่างมาก แต่พอเห็นนางอาการกำเริบกับตาตนเองก็ยังรู้สึกใเขารีบสาวเท้าเข้าใกล้แล้วนั่งลงบนขอบเตียง มือขวายื่นจับชีพจรของนางอย่างเร่งรีบ
ฝูอวี้ฉยงแม้เป็ดรุณีน้อยในห้องหอไม่เคยใกล้ชิดบุรุษใดแต่นางก็ไม่ได้ดึงมือของตนออกจากมือของเด็กหนุ่มด้วยทราบดีว่าเป็เจตนาดีของอีกฝ่ายเหอวั่งหยิบขวดดินเคลือบสีเหลืองอ่อนออกมาจากแหวนจัดเก็บที่สวมติดกายแล้วเปิดจุกออกก่อนจะยื่นขวดนั้นไปจ่อใต้จมูกของอีกฝ่าย
ฝูอวี้ฉยงสูดกลิ่นเข้าไปเล็กน้อยก็รับรู้ถึงสรรพคุณของมันอาการปั่นป่วนภายในสงบลงอย่างน่าอัศจรรย์ใจ กลิ่นหอมที่นางสูดดมเข้าไปคือกลิ่นของม่อเย่าและกำยานนอกจากนี้ยังมีกลิ่นหอมของสมุนไพรหลายอย่างเพิ่มเข้ามา
“ขอบคุณท่านมากข้าน้อยไม่เป็อะไรมากแล้ว” คนตัวเล็กเอ่ยขอบคุณหลังจากนั่งพักอยู่ครู่ใหญ่ ม่อเย่าในขวดของเขาดูท่าจะมีคุณภาพสูงกว่าที่นางใช้อยู่ทั้งยังมีวิธีปรุงกลิ่นอย่างพิถีพิถัน ไม่ต้องใช้ความร้อนหรือเตาเผาก็สามารถดึงกลิ่นหอมและสรรพคุณทางยาออกมาได้
“เลิกเรียกตนเองว่าข้าน้อยเสียทีฟังแล้วระคายหูยิ่งนักเ้าเป็คู่หมั้นของข้ามิใช่บ่าว ต่อไปเรียกข้าว่า
วั่งเกอ[1]เข้าใจหรือไม่” ดวงตาคู่เรียวจ้องไปยังคนที่นั่งพิงหัวเตียงด้วยสายตาคาดคั้น
“เ้าค่ะ ข้าทราบแล้ว”เด็กน้อยจึงได้แต่รับเสียงอ่อนพลางหรุบตาต่ำมิกล้าสบสายตาที่กำลังมองนางอยู่ในเวลานี้
“ข้ามอบสิ่งนี้ให้เ้า ... ขลุ่ยไผ่มรกตแม้เป็เพียงสมบัติเวทระดับหวงขั้นต้น แต่ก็มีประโยชน์ต่อเ้าอยู่มากภายในไผ่มรกตมีปราณโอสถหล่อเลี้ยงเอาไว้ หากพกมันติดตัวไว้ตลอดเวลาก็จะส่งผลดีต่อสุขภาพของเ้าในวันข้างหน้า”ในมือของเด็กหนุ่มปรากฏขลุ่ยไม้ไผ่สีเขียวสดเลาหนึ่ง มันมีความยาวราวฉื่อ[2]ครึ่งปลายด้านล่างมีไหมสีเหลืองอ่อนถักเงื่อนเป็ตัวผีเสื้อปลายเงื่อนเป็พู่ไหมสีเดียวกัน
“ขลุ่ยใหญ่ถึงเพียงนี้จะพกพาตลอดเวลาได้เช่นไร”
“เ้าจงหยดโลหิตผูกพันธะกับมัน หลังจากนั้นมันจะสามารถย่อขนาดได้ตามปรารถนาของผู้เป็เ้าของ”เหอวั่งอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ามุมปากกลับมีรอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้น เพราะเขาเพิ่งได้เห็นท่าทีราวเด็กน้อยของอีกฝ่ายเป็ครั้งแรกนับั้แ่พบกันมากว่า๑ เค่อ
“ท่านช่วยหยิบเข็มบนโต๊ะให้ข้าหน่อยได้หรือไม่”เหอวั่งไม่ได้ตอบรับ แต่ร่างของเขาลุกจากขอบเตียงแล้วเดินไปหยิบเข็มปักผ้ามาส่งให้เด็กน้อยรับมาและทิ่มลงบนปลายนิ้วชี้อย่างไม่ลังเล เมื่อใช้ปลายนิ้วโป้งกดที่ใต้แผลเบาๆ ก็ปรากฏหยดโลหิตสีแดงสด นางยื่นปลายด้านหนึ่งของขลุ่ยจ่อเข้าใกล้เมื่อหยดเืัักับขลุ่ยก็เกิดแสงสีเขียวสว่างวาบขึ้นและเลือนหายไปในพริบตา
ในกายของฝูอวี้ฉยงรับรู้ถึงเส้นเชือกบางเบาที่เชื่อมจิตของนางไว้กับขลุ่ยที่ถืออยู่
ขลุ่ยยาวฉื่อครึ่งย่อขนาดลงกลายเป็ขลุ่ยขนาดเล็กยาวสองชุ่น[3]ได้อย่างน่าอัศจรรย์รอยยิ้มของเ้าของคนใหม่ปรากฏขึ้นอย่างตื่นเต้น เพราะนางเพิ่งรู้ว่าในโลกใบนี้มีสมบัติเวทที่ไม่จำเป็ต้องใช้ปราณในร่างเ้าของควบคุมยามใช้งานอยู่ด้วย
“ขลุ่ยไผ่มรกตมีไอวิเศษในตัว ทำจากไผ่อายุหลายร้อยปีที่เติบโตบนเขาโอสถในเขตเรือนร้อยปราชญ์มันดูดซับปราณโอสถที่เหล่าสมุนไพรวิเศษปล่อยออกมาเป็เวลานานต้นไผ่จึงกลายเป็ไผ่โอสถในตัว นอกจากนี้ขลุ่ยเลานี้ยังได้รับการประทับอักขระจึงทำให้เ้าสามารถควบคุมมันได้โดยไม่ต้องใช้ปราณ”เด็กหนุ่มพูดออกมาราวกับรู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ คำของเขาช่วยตอบคำถามที่นางสงสัยได้ดีแม้่ท้ายนางจะไม่รู้ว่าการประทับอักขระคือสิ่งใดแต่คงไม่ใช่เื่ยากเย็นอะไรสำหรับนางที่จะค้นหาคำตอบเอาเองจากเหล่าหนังสือนับพันที่มี
“ขอบคุณเ้าค่ะ”ร่างเล็กส่งยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างเบิกบานแต่เมื่อสบตาคู่เรียวก็ทำให้รู้ว่าตนเองเสียกิริยาที่สตรีพึงมี นางจึงหรุบตาต่ำและเก็บรอยยิ้มนั้นกลับคืนอย่างรวดเร็วซึ่งมันก็เรียกรอยยิ้มให้กับผู้มองได้มากเพราะเขาไม่คิดมาก่อนว่าคู่หมั้นที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อนจะมีกิริยาท่าทางที่น่ารักน่าเอ็นดูเช่นนี้
“ข้า...”เหอวั่งคล้ายอยากจะพูดบางอย่างออกมาแต่ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นแทรกเสียก่อน
วี้ด !!
นั่นเป็สัญญาณนกหวีดที่ใช้ติดต่อกันของเหล่าองครักษ์ประจำกายเหอวั่งเมื่อนกหวีดดังขึ้นเขาก็รู้ว่าถึงเวลาที่ต้องกลับออกไปแล้ว
“พรุ่งนี้ข้าต้องตามท่านพ่อกลับมณฑลทางใต้แล้วเ้าอยู่ทางนี้จงรักษาตัวให้ดี มีเื่ลำบากกายลำบากใจอันใดก็ให้คนส่งจดหมายผ่านเถ้าแก่ร้านขายตำราสามอักษรไปถึงข้าที่ทางใต้”
“เ้าค่ะ”
“นี่ก็จะเข้ากลางยามซวี[4]แล้วเ้าเองก็รีบเข้านอนเถอะนะ” ร่างสูงลุกขึ้นจากเตียงมือข้างหนึ่งวางบนศีรษะของเด็กน้อยก่อนจะผละออกแล้วหันหลังหมายจะกลับ
“วั่งเกอ”คำเรียกจากปากของคนที่นั่งอยู่บนเตียง ทำให้ร่างสูงชะงักไปเขาชะลอฝีเท้าแล้วหันกลับไปมองทางต้นเสียง ไม่คิดมาก่อนว่ายามคำว่า ‘วั่งเกอ’ หลุดออกจากปากอีกฝ่ายจะทำให้เขารู้สึกใจเต้นระรัวเช่นนี้
“ข้ามอบให้ท่าน” ในมือของนางมีแผ่นหยกสีขาวขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ปลายหยกมีเงื่อนหรูอี้และพู่สีฟ้าอ่อนห้อยอยู่
“ข้าจะเก็บรักษามันไว้ให้ดี” เมื่อเห็นแววตาที่แน่วแน่ของอีกฝ่ายเขาจึงไม่ปฏิเสธและรับหยกสีขาวนั้นมาถือไว้ เมื่อมองดี ๆก็พบว่าบนแผ่นหยกสลักรูปกระเรียนลู่ลม ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อยรู้สึกเ็ปขึ้นมาเมื่อพบว่าข้างตัวกระเรียนลู่ลมมีอักษรสลักไว้สองแถวแถวหนึ่งคือ อายุยืนยาว อีกแถวคือ สุขภาพแข็งแรง
คล้ายว่าสองประโยคมงคลที่สลักอวยพรบนหยกขาวจะห่างไกลจากสิ่งที่เ้าของเดิมเผชิญอยู่ในเวลานี้
“ข้ามอบขลุ่ยให้เ้าเ้ามอบแผ่นหยกให้ข้า ข้าจะถือว่าเราทั้งสองแลกของหมั้นหมายกันเรียบร้อยแล้วเ้ายกฝ่ามือของเ้าขึ้นมา”เด็กหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ จนอีกฝ่ายไม่กล้าชักช้านางรีบยกมือข้างขวาของตนขึ้นมาเหอวั่งจึงวางมือของตนเข้าประกบกับฝ่ามือของนาง
ทันใดนั้นก็เกิดแสงสีแดงวาบขึ้นจากจุดที่ฝ่ามือัักันเส้นด้ายบุพเพปรากฏขึ้นเชื่อมโยงที่ข้อมือของคนทั้งสองแล้วเลือนหายเมื่อสองฝ่ามือแยกจากก็ปรากฏอักษรสีเหลืองทองลอยขึ้นกลางฝ่ามือของคนทั้งสองมือของฝูอวี้ฉยงปรากฏนามของเหอวั่ง มือของเหอวั่งปรากฏนามของฝูอวี้ฉยง
“ทำไมชื่อของท่านกับข้าจึงปรากฏขึ้น”ดวงตากลมโตมองมาอย่างสงสัย
“นี่คือเครื่องยืนยันการหมั้นหมายระหว่างคนสองคนหากผู้ฝึกตนได้แลกของหมั้นหมายแทนใจกันแล้ว ผนึกบุพเพจะปรากฏขึ้นที่ข้าสามารถส่งปราณของตนเข้าไปในผนึกบุพเพให้แสดงชื่อของพวกเราออกมาได้ก็เพราะข้าเป็คู่หมั้นของเ้าหากเ้าสามารถฝึกปราณได้เ้าก็ทำได้เช่นเดียวกับข้า”
“แล้วถ้าผู้อื่นส่งปราณเข้าไป”
“ย่อมมิสามารถทำได้แต่ก็มีวิธีอยู่เหมือนกัน เป็วิธีที่ในวังใช้ตรวจสอบคุณสมบัติของสตรีที่จะถวายตัวเข้าไปเป็สนมหัวหน้านางกำนัลฝ่ายคัดเลือกจะใช้กระถางบูชาไฟเพื่อตรวจสอบ หากหมั้นหมายแล้วยามที่วางมือเหนือเปลวไฟก็จะปรากฏขึ้นชื่อของคู่หมั้นคู่หมายขึ้นมาแต่ถ้ายังไม่ได้ผูกสัญญาหมั้นหมายกับผู้ใดก็จะไม่มีสิ่งใดปรากฏขึ้น”
“เป็เช่นนี้นี่เอง”เด็กหญิงรับคำเสียงใสก่อนวางมือของตนลง
“ข้าต้องกลับแล้ว” เหอวั่งตัดใจบอกลาทว่าขาทั้งสองกลับไม่ก้าวออกไปจากจุดที่ยืนเสียทีจนเ้าของเรือนต้องเงยหน้ามองอย่างสงสัย
สิ่งที่นางได้รับหลังจากเงยหน้าไม่นานกลับเป็ความรู้สึกอุ่นๆ ตรงใต้ตาข้างซ้ายของตน ปลายนิ้วของอีกฝ่ายกำลังเกลี่ยอยู่ตรงเนินแก้มใต้ตาของนางอย่างเบามือ
“ไฝใต้ตาเม็ดนี้ช่างไม่เข้ากับเ้านัก”เขาพึมพำเบา ๆ คล้ายไม่ชอบใจเท่าไหร่แท้ที่จริงไฝใต้ตาเม็ดนี้ทำให้นางดูน่ามองขึ้นหลายเท่าแต่ไม่รู้ทำไมเขารู้สึกว่ามันดูคล้ายกับหยดน้ำตา...เมื่อนึกถึงเื่ราวที่นางต้องพบเจอมาก็พบว่าไฝเม็ดนี้ทำให้นางดูน่าสงสารขึ้นกว่าเดิมหลายสิบเท่า
“วั่งเกอ...”นางเรียกเขาเบา ๆ
“เ้าจงอดทนและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขก่อนถึงวันเ้าปักปิ่นข้าจะส่งปิ่นยวนยาง[5]เคียงคู่ที่ดีที่สุดมาให้เ้าเมื่อถึงวันแต่งงานของเรา ข้าจะขี่ม้ามงคลนำทางเกี้ยวหงส์แปดคนหามมารับเ้าเข้าวังเว่ยหยาง”เมื่อจบคำร่างของผู้พูดก็หายลับไปอย่างรวดเร็ว
ทิ้งให้ฝูอวี้ฉยงนิ่งงัน
มันควรเป็คำร่ำลาแต่กลับกลายเป็ว่าเด็กหนุ่มได้เอ่ยคำสัญญาขึ้นมาแทนที่
แม้ผู้พูดไม่ได้ยืนอยู่ที่เดิมแล้วแต่เสียงของเขายังดังก้องอยู่ในใจของผู้ฟัง ความจริงใจที่แฝงฝังมากับคำของคนแปลกหน้าที่เพิ่งพบเจอกันไม่ถึง๒ เค่อ ได้สลักลึกลงกลางใจของนาง
ทำได้เพียงนิ่งเงียบและคิดทบทวนเื่ราวช้าๆ
จนแม่นมซูและจิงเว่ยรู้สึกตัวนางจึงกลับมามีสติอีกครั้ง
“นี่ขวดอะไร” คำถามจากแม่นม ทำให้เด็กน้อยหันไปมองก็เห็นว่าในมือของหญิงวัยกลางคนมีขวดเคลือบสีเหลืองอ่อนซึ่งเป็ขวดเดียวกับที่เหอวั่งใช้ช่วยนาง
“ของข้าเอง”
“เอ๊ะ”แม้จะสงสัยแต่แม่นมซูเลือกจะปิดปากไม่เอ่ยถามนางลุกจากเก้าอี้แล้วจึงหยิบขวดโอสถมาน้อมส่งให้ผู้เป็นาย
นางจ้องมองขวดโอสถในมือด้วยสายตาเป็ประกายมีรอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้า
นี่เป็ครั้งแรกในชีวิตที่นางรับรู้ได้ถึงความรู้สึกประหลาดที่ทำให้หัวใจของนางเต้นอย่างผิดปกติความรู้สึกที่นางเองก็ไม่แน่ใจว่ามันคือสิ่งใด รู้เพียงว่าััของเขารอยยิ้มของเขาทำให้นางมีความสุขอย่างประหลาด
“วันสักการะเทพมารดรปีนี้ตรงกับวันไหนหรือ”
“ปีนี้ตรงกับวันตงจื้อ[6]เ้าค่ะ”
“วันสักการะให้จิงเว่ยนำของไปเซ่นไหว้ที่ศาลเซิ่งหมู่ด้วย”เด็กน้อยสั่งความด้วยน้ำเสียงแ่เบา ความจริงนางพยายามควบคุมเสียงให้เป็ปกติไม่เผยพิรุธใด ๆ ออกมา แต่ความรู้สึกภายในกลับทำให้เสียงของนางสั่นอย่างช่วยไม่ได้
“เ้าค่ะ” แม่นมซูรับคำอย่างงุนงงไม่เข้าใจว่าเหตุใดอยู่ ๆ คุณหนูถึงพูดเื่นี้ขึ้นมาเพราะปกติจิงเว่ยกับแม่นมซูก็ไปเซ่นไหว้ที่ศาลเทพมารดรอยู่แล้วนางจึงได้แต่สงสัยแต่ก็ไม่อาจหาคำตอบได้เพราะเวลานี้ร่างของผู้เป็นายได้เอนราบลงกับที่นอนและหลับตาลงเสียแล้ว
แม่นมซูจึงได้แต่เดินไปดับเตากำยานและดับเทียนในห้องลงบางส่วน เหลือเพียงเทียนสองเล่มที่ส่องแสงสลัว ๆ ก็เท่านั้น
เทพมารดรในผีโจวคือเทพเ้าสูงสุดแห่งดินแดนฉือไห่ลิ่วโจวเป็ที่นับถือมาั้แ่ยุคเบิกพิภพเมื่อสองแสนกว่าปีก่อนเทพมารดรนอกจากจะเป็เทพแห่งความเมตตาและอารี ก็ยังขึ้นชื่อในเื่ความศักดิ์สิทธิ์อย่างมากโดยเฉพาะการขอบุตรและขอคู่ครอง
***************
[1]พี่วั่ง
[2]ฉื่อ เป็หน่วยวัดความยาวในแต่ละยุคมีขนาดต่างกัน สำหรับเื่นี้เท่ากับ ๑ ฟุต หรือ ๓๐ เิเ
[3]ชุ่น เป็หน่วยวัดความยาวเท่ากับประมาณ ๑ นิ้ว
[4]ยามซวี ๑๙.๐๐-๒๑.๐๐ น. กลางยามซวีจึงเป็เวลา๒๐.๐๐ น.
[5]ยวนยาง หรือ นกเป็ดน้ำ/เป็ดแมนดารินซึ่งเป็สัตว์ที่จับคู่เพียงตัวเดียวชั่วชีวิต จึงเป็สัญลักษณ์ของความรักแท้และการเคียงคู่
[6]ตงจื้อ หรือ วันเหมายันเป็วันที่พระอาทิตย์ส่องแสงสั้นที่สุด มีกลางคืนยาวนานที่สุดเรียกว่าเทศกาลไหว้ขนมบัวลอย นิยมกินขนมบัวลอยกัน