ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 85 สิ้นสุดสงคราม

            การศึกในวันนั้นจึงจบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายอาณาจักรเมฆาหวนอีกครั้งหนึ่งข่าวคราวเรื่องอาณาจักรตะวันฉายเริ่มกระจายออกไปอย่างรวดเร็วอาณาจักรอื่น ๆ เริ่มตกตะลึงไปตาม ๆกัน เพราะหากข่าวเป็นจริงดังที่ว่าอาณาจักรเมฆาหวนก็จะกลายเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทวีปฟ้าครามแห่งนี้

            กองทัพของเมืองจินเฟิงเดินทางมาถึงกลางดึกของคืนนี้พวกเขาต่างกระจายตัวโอบล้อมค่ายของอาณาจักรตะวันฉายเอาไว้หมดทุกทางอยู่ห่าง ๆ  พร้อมกับส่งคนแจ้งข่าวไปยังองค์กษัตริย์ทันที

            “รายงาน ตอนนี้กองทัพเมืองจินเฟิงกลับมาแล้วพะยะคะ”

            “กองทัพเมืองจินเฟิงสามารถทำให้เมืองต่างๆของอาณาจักรตะวันฉายยอมจำนนได้แล้วและกำลังโอบล้อมค่ายของพวกอาณาจักรตะวันฉายอยู่ห่างๆ พะยะค่ะ”

            “พวก ก ก เขา ทำสำเร็จ อย่างนั้นหรือพวกเขาทำสำเร็จจริง ๆ  เฟิ่งหยูทำสำเร็จ”

            ทุกคนตั้งแต่องค์กษัตริย์ องค์ชายและเหล่าขุนนางที่กำลังปรึกษากันอย่างเคร่งเครียด พลันกล่าวตะกุกตะกักออกมาทันทีด้วยความตื่นเต้น

            “เจ้าว่ากระไรนะพวกเขาล้อมค่ายของอาณาจักรตะวันฉายอยู่ห่าง ๆ เช่นนั้น วันพรุ่งนี้ พวกเราก็คงเป็นศึกสุดท้ายแล้ว”เสียงพูดด้วยความยินดีของเหล่าขุนนางทั้งหลาย

            ความเครียดทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาหลายวันนี้หลังจากได้รับข่าวนี้พวกเขาต่างปลดปล่อยกันออกมา บางคนถึงกับร้องให้บางคนถึงกับกอดกันด้วยความยินดี

            เช้าวันรุ่งขึ้น............

            ข่าวเรื่องอาณาจักรตะวันฉายล่มสลายแพร่กระจายอย่างรวดเร็วจนมาถึงค่ายของอาณาจักรตะวันฉาย

            “อะไรนะอาณาจักรเมฆาหวนยึดเมืองทั้งหมดของอาณาจักรเราไปแล้วอย่างนั้นหรือ”

            “เป็นไปไม่ได้เมืองจินเฟิงจะมีทหารมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร พวกเจ้าไปตรวจสอบใหม่เดี๋ยวนี้เลย”

            กษัตริย์ตะวันฉายโกรธกริ้วเป็นอย่างมาก

            “รายงานฝ่าบาทตอนนี้กองกำลังของอาณาจักรเมฆาหวนออกมาจากหน้าประตูเมืองทั้งหมดแล้วพะยะค่ะ”

            “อะไรนะ ออกมากันหมดเลยหรือมีจำนวนเท่าไหร่กันเชียว”

            “เรียนฝ่าบาท คร่าวๆน่าจะประมาณสิบล้านคนพะยะค่ะ”

            “สิบห้าล้านคน”

            “อื่มเราพอรับมือได้อยู่ไม่ยากเย็นเท่าไหร่หรอก เตรียมตัวออกรบกันพวกมันคงคิดว่าเหนือกว่าพวกเรามากอย่างนั้นหรือกองกำลังของเรายังเหนือกว่าพวกนั้นอีกเยอะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

            กษัตริย์ตะวันฉายหัวเราะเยาะโดยไม่คิดว่าอาณาจักรเมฆาหวนจะสามารถต้านทานพวกเขาได้อย่างแน่นอนพวกเขามีกำลังพลมากกว่าอาณาจักรเมฆาหวนเกือบห้าล้านคนได้  แทบจะเรียกได้ว่ามีชัยก่อนรอบเลยก็ว่าได้

            “รายงานฝ่าบาท.....ตอนนี้พวกเราถูกกองกำลังของเมืองจินเฟิง อาณาจักรเมฆาหวนล้อมไว้หมดแล้วกำลังพลพวกมันน่าจะสิบถึงสิบเอ็ดล้านคนได้พวกมันได้ล้อมพวกเราไว้หมดทุกทางแล้วพะยะค่ะ”

            “อะไรนะ ไหนบอกว่าพวกมันพึ่งจะยึดอาณาจักรตะวันฉายของพวกเราแล้วนี่ พวกมันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”

            “ปังงง.......”เสียงทุบโต๊ะจนแหลกคามือของกษัตริย์อาณาจักรตะวันฉาย  

            “รายงานฝ่าบาท”

            “อะไรอีกเล่าแค่นี้ยังไม่พออีกหรือไง”

            “ฝ่าบาทราชวงค์ของอาณาจักรตะวันฉาย ถูกจับเป็นตัวประกันทั้งหมด รวมถึงองค์รัชทายาทก็ไม่เว้น ตระกูลฉีทั้งหมดถูกสังหารหมดพะยะค่ะ”

            “อะไรนะตระกูลฉีทั้งหมดถูกสังหารอย่างนั้นหรือ” ฉีหลินทงตกตะลึง

            “ตระกูลฉีทั้งหมดทั่วอาณาจักรตะวันฉายถูกสังหารทั้งหมดตอนนี้ผู้นำกลับคนใหม่ที่ทางอาณาจักรเมฆาหวนแต่งตั้งคือซูฮุ้ยหลิง”

            “อะไรนะ ซูฮุ้ยหลิงอย่างนั้นหรือ”

            ทันไดนั้นพลันมีเสียงดังกึกก้องทั่วค่ายของอาณาจักรตะวันฉายพร้อมกับกองทัพขนาดใหญ่ล้อมค่ายของพวกเขาไว้ทุกทิศทาง

            “พวกเจ้ามาจากอาณาจักรตะวันฉายวันนี้อาณาจักรตะวันฉายได้ล่มสลายไปแล้ว พวกเราอาณาจักรเมฆาหวนได้ยึดดินแดนของพวกเจ้าทั้งหมดไว้แล้ว  ชาวเมือง ขุนนาง และเจ้าเมืองต่างๆยอมจำนนกับพวกเราแล้ว พวกเจ้าหากใครยอมจำนน พวกเราจะยอมไว้ชีวิตพวกเจ้าและกลับไปอยู่บ้านเกิดของพวกเจ้าได้เหมือนเดิมแต่หากพวกเจ้าคิดต่อสู้ ก็อย่าหวังว่าพวกเราจะปราณี” เฟิ่งหยูประกาศก้อง

            ทุกคนต่างออกมาด้านนอกพบว่าพวกเขาถูกล้อมไปด้วยกองทัพของเมืองจินเฟิงและทหารของอาณาจักรเมฆาหวนไว้หมดทุกทาง

            “ เจ้า พวกเจ้าทำลายตระกูลฉีของข้าข้าจะแก้แค้นพวกเจ้า”

            ฉีหลินทงพลันพุ่งทะยานออกไปอย่างบ้าคลั่งตอนนี้ตระกูลฉี แทบไม่เหลือใครอีกแล้วนับตั้งแต่ได้รับรางานมาฉีหลินทงก็พยายามใจเย็นอย่างถึงที่สุดแล้ว

            ฉีหลินทงพุ่งทะยานไปยังเฟิ่งหยูอย่างรวดเร็วหวังเผด็จศึกให้ได้โดยเร็ว พลังปราณขั้นเทวะระดับสาม พลันทำให้มวลอากาศทั้งหลายหนักอึ้ง  ฉีหลินทงนำกระบี่คู่ออกมาพร้อมกับร่ายรำ

            “กระบี่ตัดเวหา”

            ฟิ้ว ฟิ้ว ลำแสงจากกระบี่ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างรวดเร็ว

            ใบหน้าเฟิ่งหยูเผยรอยยิ้มออกมาพลันมือข้างหนึ่งของเขาคว้าตัวองค์รัชทายาทพร้อมโยนออกไปรับเพลงกระบี่แทน

            “ม่ายยยยยย  ไม่มม”กษัตริย์อาณาจักรตะวันฉายกรีดร้องด้วยความตกใจ แต่ก็สายเกินไปเสียแล้วลำแสงกระบี่ตัดผ่านร่างขององค์รัชทายาทของอาณาจักรตะวันฉายออกเป็นเสี่ยง ๆ  พร้อมกับลมหายใจเฮือกสุดท้าย ก่อนสิ้นใจ

            กษัตริย์อาณาจักรเมฆาหวนร่ำร้องด้วยความเสียใจ  พร้อมกับมองไปยังเฟิ่งหยู

            “เจ้ามันขลาดเขลาเอาคนของเรามากันตัวเจ้า”

            “ข้าบอกพวกท่านไปแล้วไม่ใช่หรือแต่พวกท่านไม่สนใจเอง หากจะโทษก็ต้องโทษคนฆ่าสิ มาโทษพวกเราได้อย่างไร” เฟิ่งหยูกล่าวพร้อมกับมองไปยังฉีหลินทง

            ฉึบบบ!!

            “ เจ้า เจ้า”

             ฉีหลินทงยังกล่าวไม่จบหัวของเขาพลันกระเด็นขาดออกจากตัวของเขาตกลงบนพื้นอย่างไม่ทันตั้งตัว โดยฝีมือของกษัตริย์อาณาจักรตะวันฉายพร้อมกับเสียงร้องอย่างบ้าคลั่ง กษัตริย์ของอาณาจักรตะวันฉายไล่ฟันทุกคนที่อยู่ไกลพร้อมตะโกนออกมา

            “พวกเจ้าฆ่าบุตรชายของข้าพวกเจ้าต้องตาย!” พร้อมกับไล่ฟันเหล่าทหาร แม่ทัพ แม้แต่เหล่าขุนนางของตนเองกษัตริย์อาณาจักรตะวันฉายเป็นบ้าไปแล้ว เพราะความเสียใจที่สูญเสียบุตรชายอันเป็นที่รักและโปรดปราณที่สุดของเขาไป

            ฉึบบบบ...

            ร่างของกษัตริย์อาณาจักรตะวันฉายหยุดนิ่งพร้อมกับมองหน้าคนที่หยุดเขา

            “ทุกชีวิตล้วนมีคุณค่าในตัวของพวกเขาเองเจ้าสูญเสียเพราะอะไร สาเหตุทุกอย่างเกิดจากใคร เจ้าจะโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเจ้าเองความโลภ ของเจ้าทำให้เจ้ามาอยู่ตรงจุดนี้ เจ้าเป็นผู้ปกครองอาณาจักร แต่กลับไปฟังคำของคนรอบตัวจนทำให้เจ้าต้องสูญเสียแบบนี้ ข้าในฐานะกษัตริย์อาณาจักรเมฆาหวนขอช่วยเจ้าปลดปล่อยพันธะทั้งหลายของเจ้าเอง”

            “ข้ากษัตริย์เหวินฉิงแห่งอาณาจักรเมฆาหวนขอประกาศ ณ ที่นี้ นับแต่นี้เป็นต้นไป อาณาจักรตะวันฉาย จะเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเมฆาหวนตลอดไป พวกเจ้าทุกคนจงยอมจำนนซะ หากใครคิดต่อต้านสังหารไม่ให้เหลือ”

            “เฮฮฮฮฮฮฮฮฮ............”เสียงโห่ร้องดังกึกก้อง ดังไปทั่ว

            เคร้ง!!!            

            เคร้ง!!!

            เคร้ง!!!

            เสียงวางอาวุธพร้อมยอมจำนนของเหล่าทหารกล้าของอาณาจักรตะวันฉายเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

            ชัยชนะตกเป็นของอาณาจักรเมฆาหวนเป็นที่เรียบร้อย เหล่าแม่ทัพใหญ่แห่งอาณาจักรตะวันฉายยังไม่ทันได้ออกรบก็ต้องพบกับความพ่ายแพ้พวกเขาไม่สามารถทนความอัปยศในศึกครั้งนี้ได้ จึงชิงฆ่าตัวตายไปก่อน

            “น่าเสียดาย น่าเสียดายคนมีฝีมือหากไม่ยึดติด พวกเขาคงไม่ต้องตายอย่างไร้ค่าเช่นนี้”เฟิ่งหยูเปรยออกมาด้วยความเสียใจ

            หลังจบสิ้นสงครามในครั้งนี้เมื่อกองทัพฝ่ายอาณาจักรตะวันฉายรับรู้เรื่องราวในอาณาจักรของตนต่างพากันยอมจำนนด้วยความจริงใจเพราะพวกเขาไม่ได้สูญเสียครอบครัวอย่างที่พวกเขาคิดไว้ทุกคนยังปลอดภัยและยังอยู่ดี จึงไม่มีการขัดขืน แต่อย่างใดพวกเขากลับไปประจำการยังเมืองของพวกเขาเหมือนดังเช่นเคย

            ใครมาจากเมืองไหนก็กลับไปเมืองนั้นโดยไม่มีความผิดใด ๆ ทั้งสิ้นติดตัวไปเว้นเสียแต่ตระกูลฉีที่ทุกคนต่างถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมจากน้ำมือของชาวเมือง เองดังเช่นคำกล่าวที่ว่า กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมตามสนอง

            หลังจบศึกในครั้งนี้อาณาจักรตะวันฉายจัดงานฉลองให้กับเฟิ่งหยูและเหล่าทหารหาญทั้งหลาย มีการมอบยศตำแหน่งต่างๆ เป็นรางวัลมากมายจนทุกคนยิ้มแก้มปริเลยก็ว่าได้ พวกเขาจัดงานเฉลิมฉลองอยู่เป็นเวลาสามวันสามคืนด้วยกัน

            เช้าวันรุ่งขึ้นเฟิ่งหยูมาพบกับองค์กษัตริย์และองค์ชาย

            “ข้ามีความคิดบางอย่างมาเสนอพวกท่านตอนนี้อาณาจักรตะวันฉายได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกับอาณาจักรเมฆาหวนของพวกเราแล้ว ข้าอยากจะให้ทุกคนเสนอแนวคิดในการปฏิรูปกองทัพและจัดสร้างโครงอำนาจในอาณาจักรเมฆาหวนเสียใหม่”เฟิ่งหยูกล่าว

            “ได้ ข้าจะแจ้งให้ทุกฝ่ายมาประชุมโดยพร้อมเพียงกันเพื่อหาข้อสรุปที่ดีที่สุดส่วนเจ้าก็ช่วยนัดให้ทางเมืองทั้งสามสิบแห่งเพิ่มมาของอาณาจักรเราด้วยก็แล้วกัน”

            ตอนนี้อาณาจักรเมฆาหวนเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทวีปฟ้าครามแห่งนี้แล้วพวกเขามีเมืองน้อยใหญ่ที่อยู่ในการควบคุมถึงหกสิบห้าเมืองด้วยกันกินอาณาเขตพื้นที่หนึ่งในสามของทวีปฟ้าครามเลยก็ว่าได้

            หลังจากจบสงครามไปได้เพียงแค่หนึ่งเดือนทุกอย่างกลับมาดำเนินเหมือนดังเช่นปกติเมืองหลิวโจวที่เสียหายทั้งหมดเริ่มสร้างใหม่ โดยเจ้าเมืองคนใหม่ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นจื่อซ่ง หรือ ซูจื่อซ่ง นั่นเองที่ได้รับตำแหน่งเจ้าเมืองหลิวโจวทั่วทุกเมืองในอาณาจักรตะวันฉายเดิมต่างมีแต่ความยินดีเมื่อทุกคนไม่ต้องถูกเอารัดเอาเปรียบเช่นดังแต่ก่อน

            เมื่อได้ยินว่าเฟิ่งหยูติดต่อให้เจ้าเมืองทุกคนไปประชุมยังเมืองหลวงของอาณาจักรเมฆาหวนทุกคนต่างรีบเดินทางอย่างรวดเร็วและก็คงหนีไม่พ้นร้านพฤกษาสวรรค์ที่ต้องทำงานอย่างหนักเช่นเคยเพราะเป็นแห่งเดียวที่สามารถส่งพวกเขามาอาณาจักรเมฆาหวนได้อย่างรวดเร็วด้วยค่ายกลมิติ 

            ความจริงค่ายกลมิติในอาณาจักรตะวันฉายยังมีของสมาคมการค้ามังกรดำอีกที่หนึ่งเพียงแต่ว่าพวกเขาไม่ยอมเปิดเผย เลยทำให้ทุกคนต่างแห่ไปใช้บริการที่ร้านพฤกษาสวรรค์ เสียเป็นส่วนใหญ่

            หนึ่งสัปดาห์ต่อมา......

            การประชุมได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการกษัตริย์เหวินชิง เรียกประชุมในฐานะกษัตริย์ของอาณาจักรเมฆาหวนอย่างเป็นทางการครั้งแรกหลังเสร็จสิ้นสงครามดังนั้นเหล่าเจ้าเมืองต่างๆ ทั้งใหม่และเก่าในอาณาจักรเมฆาหวนและอาณาจักรตะวันฉายทั้งหมดจึงต้องเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้

            “ไม่นาน องค์กษัตริย์พร้อมด้วยราชินีและเหล่าราชวงศ์ และเฟิ่งหยูต่างเดินออกมาพร้อมกัน”

            หลังเสร็จสิ้นพิธีการเล็กๆ น้อย ๆองค์กษัตริย์จึงได้เริ่มการประชุม

            “ข้าเหวินฉิงกษัตริย์แห่งอาณาจักรเมฆาหวน ผู้ปกครองของพวกเจ้าทั้งหมด ที่เรียกประชุมในวันนี้เพราะพวกเราได้รวมอาณาจักรตะวันฉายเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเมฆาหวนของเราดังนั้น ข้าจึงอยากจะได้ความคิดเห็นจากพวกท่านทั้งหลายในการจัดการบ้านเมืองและที่สำคัญคือกองทัพ ของพวกเรา”

            “หากพวกท่านมีความคิดเห็นอย่างไรขอให้พวกท่านนำเสนอมาได้ทุกคนสามารถเสนอความคิดของตนได้ แล้วเราค่อยมาตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปข้าจะไม่ยึดติดเพียงความคิดของข้าเพียงคนเดียวพวกเจ้าสามารถออกความคิดเห็นได้โดยไม่ต้องเกรงกลัวใครในที่นี้”กษัตริย์เหวินฉิงพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

            ทุกคนต่างนำเสนอความคิดของตน และช่วยกันตัดสินใจนี่นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เหล่าผู้นำต่างช่วยกันคิดช่วยกันปรึกษาหารืออย่างเป็นจริงเป็นจังถึงแนวทางการปกครองบ้านเมืองอย่างเป็นรูปธรรม

            โดยมีจุดศูนย์กลางเป็นเมืองหลวงอัสตาน่าแห่งนี้พวกเขาล้วนภูมิใจในการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปโครงสร้างในครั้งนี้ ซึ่งปกติทุกอาณาจักรจะเป็นองค์กษัตริย์เพียงผู้เดียวที่จะคิดตัดสินใจในเรื่องต่างๆพวกเขาจะไม่มีสิทธิ์เกี่ยวข้องเลยแม้แต่นิดเดียวเพียงแค่รับคำสั่งและทำตามเพียงเท่านั้นแต่ตอนนี้อาณาจักรเมฆาหวนเริ่มทำสิ่งที่แตกต่างจากในอดีตอย่างสิ้นเชิง

            พวกเขาต่างใช้เวลาในการปรึกษาหารือและวางโครงสร้างต่างๆ ของอาณาจักรเมฆาหวนแห่งนี้อย่างรัดกุม และใช้เวลาในการประชุมในครั้งนี้นานถึงเจ็ดวันเต็มโดยไม่มีเจ้าเมืองคนใดปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว มีแต่รอยยิ้มแย้มหลังเสร็จสิ้นการประชุมในครั้งนี้

            ทุกเมืองต่างนำข้อปฏิบัติต่าง ๆไปใช้ในเมืองของตนเองอย่างเคร่งครัดทำให้อาณาจักรเมฆาหวนที่หลอมรวมอาณาจักรตะวันฉายแห่งนี้เรียกได้ว่าตอนนี้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันแล้วมีแต่ความก้าวหน้า และช่วยเหลือซึ่งกันและกันเท่านั้นเปรียบเสมือนบ้านพี่เมืองน้องกันโดยปริยาย

    คล้ายกับเรื่องราชันย์สิบโลก ที่คุณอ่าน