การศึกในวันนั้นจึงจบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายอาณาจักรเมฆาหวนอีกครั้งหนึ่งข่าวคราวเรื่องอาณาจักรตะวันฉายเริ่มกระจายออกไปอย่างรวดเร็วอาณาจักรอื่น ๆ เริ่มตกตะลึงไปตาม ๆกัน เพราะหากข่าวเป็นจริงดังที่ว่าอาณาจักรเมฆาหวนก็จะกลายเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทวีปฟ้าครามแห่งนี้
กองทัพของเมืองจินเฟิงเดินทางมาถึงกลางดึกของคืนนี้พวกเขาต่างกระจายตัวโอบล้อมค่ายของอาณาจักรตะวันฉายเอาไว้หมดทุกทางอยู่ห่าง ๆ พร้อมกับส่งคนแจ้งข่าวไปยังองค์กษัตริย์ทันที
“รายงาน ตอนนี้กองทัพเมืองจินเฟิงกลับมาแล้วพะยะคะ”
“กองทัพเมืองจินเฟิงสามารถทำให้เมืองต่างๆของอาณาจักรตะวันฉายยอมจำนนได้แล้วและกำลังโอบล้อมค่ายของพวกอาณาจักรตะวันฉายอยู่ห่างๆ พะยะค่ะ”
“พวก ก ก เขา ทำสำเร็จ อย่างนั้นหรือพวกเขาทำสำเร็จจริง ๆ เฟิ่งหยูทำสำเร็จ”
ทุกคนตั้งแต่องค์กษัตริย์ องค์ชายและเหล่าขุนนางที่กำลังปรึกษากันอย่างเคร่งเครียด พลันกล่าวตะกุกตะกักออกมาทันทีด้วยความตื่นเต้น
“เจ้าว่ากระไรนะพวกเขาล้อมค่ายของอาณาจักรตะวันฉายอยู่ห่าง ๆ เช่นนั้น วันพรุ่งนี้ พวกเราก็คงเป็นศึกสุดท้ายแล้ว”เสียงพูดด้วยความยินดีของเหล่าขุนนางทั้งหลาย
ความเครียดทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาหลายวันนี้หลังจากได้รับข่าวนี้พวกเขาต่างปลดปล่อยกันออกมา บางคนถึงกับร้องให้บางคนถึงกับกอดกันด้วยความยินดี
เช้าวันรุ่งขึ้น............
ข่าวเรื่องอาณาจักรตะวันฉายล่มสลายแพร่กระจายอย่างรวดเร็วจนมาถึงค่ายของอาณาจักรตะวันฉาย
“อะไรนะอาณาจักรเมฆาหวนยึดเมืองทั้งหมดของอาณาจักรเราไปแล้วอย่างนั้นหรือ”
“เป็นไปไม่ได้เมืองจินเฟิงจะมีทหารมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร พวกเจ้าไปตรวจสอบใหม่เดี๋ยวนี้เลย”
กษัตริย์ตะวันฉายโกรธกริ้วเป็นอย่างมาก
“รายงานฝ่าบาทตอนนี้กองกำลังของอาณาจักรเมฆาหวนออกมาจากหน้าประตูเมืองทั้งหมดแล้วพะยะค่ะ”
“อะไรนะ ออกมากันหมดเลยหรือมีจำนวนเท่าไหร่กันเชียว”
“เรียนฝ่าบาท คร่าวๆน่าจะประมาณสิบล้านคนพะยะค่ะ”
“สิบห้าล้านคน”
“อื่มเราพอรับมือได้อยู่ไม่ยากเย็นเท่าไหร่หรอก เตรียมตัวออกรบกันพวกมันคงคิดว่าเหนือกว่าพวกเรามากอย่างนั้นหรือกองกำลังของเรายังเหนือกว่าพวกนั้นอีกเยอะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
กษัตริย์ตะวันฉายหัวเราะเยาะโดยไม่คิดว่าอาณาจักรเมฆาหวนจะสามารถต้านทานพวกเขาได้อย่างแน่นอนพวกเขามีกำลังพลมากกว่าอาณาจักรเมฆาหวนเกือบห้าล้านคนได้ แทบจะเรียกได้ว่ามีชัยก่อนรอบเลยก็ว่าได้
“รายงานฝ่าบาท.....ตอนนี้พวกเราถูกกองกำลังของเมืองจินเฟิง อาณาจักรเมฆาหวนล้อมไว้หมดแล้วกำลังพลพวกมันน่าจะสิบถึงสิบเอ็ดล้านคนได้พวกมันได้ล้อมพวกเราไว้หมดทุกทางแล้วพะยะค่ะ”
“อะไรนะ ไหนบอกว่าพวกมันพึ่งจะยึดอาณาจักรตะวันฉายของพวกเราแล้วนี่ พวกมันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
“ปังงง.......”เสียงทุบโต๊ะจนแหลกคามือของกษัตริย์อาณาจักรตะวันฉาย
“รายงานฝ่าบาท”
“อะไรอีกเล่าแค่นี้ยังไม่พออีกหรือไง”
“ฝ่าบาทราชวงค์ของอาณาจักรตะวันฉาย ถูกจับเป็นตัวประกันทั้งหมด รวมถึงองค์รัชทายาทก็ไม่เว้น ตระกูลฉีทั้งหมดถูกสังหารหมดพะยะค่ะ”
“อะไรนะตระกูลฉีทั้งหมดถูกสังหารอย่างนั้นหรือ” ฉีหลินทงตกตะลึง
“ตระกูลฉีทั้งหมดทั่วอาณาจักรตะวันฉายถูกสังหารทั้งหมดตอนนี้ผู้นำกลับคนใหม่ที่ทางอาณาจักรเมฆาหวนแต่งตั้งคือซูฮุ้ยหลิง”
“อะไรนะ ซูฮุ้ยหลิงอย่างนั้นหรือ”
ทันไดนั้นพลันมีเสียงดังกึกก้องทั่วค่ายของอาณาจักรตะวันฉายพร้อมกับกองทัพขนาดใหญ่ล้อมค่ายของพวกเขาไว้ทุกทิศทาง
“พวกเจ้ามาจากอาณาจักรตะวันฉายวันนี้อาณาจักรตะวันฉายได้ล่มสลายไปแล้ว พวกเราอาณาจักรเมฆาหวนได้ยึดดินแดนของพวกเจ้าทั้งหมดไว้แล้ว ชาวเมือง ขุนนาง และเจ้าเมืองต่างๆยอมจำนนกับพวกเราแล้ว พวกเจ้าหากใครยอมจำนน พวกเราจะยอมไว้ชีวิตพวกเจ้าและกลับไปอยู่บ้านเกิดของพวกเจ้าได้เหมือนเดิมแต่หากพวกเจ้าคิดต่อสู้ ก็อย่าหวังว่าพวกเราจะปราณี” เฟิ่งหยูประกาศก้อง
ทุกคนต่างออกมาด้านนอกพบว่าพวกเขาถูกล้อมไปด้วยกองทัพของเมืองจินเฟิงและทหารของอาณาจักรเมฆาหวนไว้หมดทุกทาง
“ เจ้า พวกเจ้าทำลายตระกูลฉีของข้าข้าจะแก้แค้นพวกเจ้า”
ฉีหลินทงพลันพุ่งทะยานออกไปอย่างบ้าคลั่งตอนนี้ตระกูลฉี แทบไม่เหลือใครอีกแล้วนับตั้งแต่ได้รับรางานมาฉีหลินทงก็พยายามใจเย็นอย่างถึงที่สุดแล้ว
ฉีหลินทงพุ่งทะยานไปยังเฟิ่งหยูอย่างรวดเร็วหวังเผด็จศึกให้ได้โดยเร็ว พลังปราณขั้นเทวะระดับสาม พลันทำให้มวลอากาศทั้งหลายหนักอึ้ง ฉีหลินทงนำกระบี่คู่ออกมาพร้อมกับร่ายรำ
“กระบี่ตัดเวหา”
ฟิ้ว ฟิ้ว ลำแสงจากกระบี่ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างรวดเร็ว
ใบหน้าเฟิ่งหยูเผยรอยยิ้มออกมาพลันมือข้างหนึ่งของเขาคว้าตัวองค์รัชทายาทพร้อมโยนออกไปรับเพลงกระบี่แทน
“ม่ายยยยยย ไม่มม”กษัตริย์อาณาจักรตะวันฉายกรีดร้องด้วยความตกใจ แต่ก็สายเกินไปเสียแล้วลำแสงกระบี่ตัดผ่านร่างขององค์รัชทายาทของอาณาจักรตะวันฉายออกเป็นเสี่ยง ๆ พร้อมกับลมหายใจเฮือกสุดท้าย ก่อนสิ้นใจ
กษัตริย์อาณาจักรเมฆาหวนร่ำร้องด้วยความเสียใจ พร้อมกับมองไปยังเฟิ่งหยู
“เจ้ามันขลาดเขลาเอาคนของเรามากันตัวเจ้า”
“ข้าบอกพวกท่านไปแล้วไม่ใช่หรือแต่พวกท่านไม่สนใจเอง หากจะโทษก็ต้องโทษคนฆ่าสิ มาโทษพวกเราได้อย่างไร” เฟิ่งหยูกล่าวพร้อมกับมองไปยังฉีหลินทง
ฉึบบบ!!
“ เจ้า เจ้า”
ฉีหลินทงยังกล่าวไม่จบหัวของเขาพลันกระเด็นขาดออกจากตัวของเขาตกลงบนพื้นอย่างไม่ทันตั้งตัว โดยฝีมือของกษัตริย์อาณาจักรตะวันฉายพร้อมกับเสียงร้องอย่างบ้าคลั่ง กษัตริย์ของอาณาจักรตะวันฉายไล่ฟันทุกคนที่อยู่ไกลพร้อมตะโกนออกมา
“พวกเจ้าฆ่าบุตรชายของข้าพวกเจ้าต้องตาย!” พร้อมกับไล่ฟันเหล่าทหาร แม่ทัพ แม้แต่เหล่าขุนนางของตนเองกษัตริย์อาณาจักรตะวันฉายเป็นบ้าไปแล้ว เพราะความเสียใจที่สูญเสียบุตรชายอันเป็นที่รักและโปรดปราณที่สุดของเขาไป
ฉึบบบบ...
ร่างของกษัตริย์อาณาจักรตะวันฉายหยุดนิ่งพร้อมกับมองหน้าคนที่หยุดเขา
“ทุกชีวิตล้วนมีคุณค่าในตัวของพวกเขาเองเจ้าสูญเสียเพราะอะไร สาเหตุทุกอย่างเกิดจากใคร เจ้าจะโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเจ้าเองความโลภ ของเจ้าทำให้เจ้ามาอยู่ตรงจุดนี้ เจ้าเป็นผู้ปกครองอาณาจักร แต่กลับไปฟังคำของคนรอบตัวจนทำให้เจ้าต้องสูญเสียแบบนี้ ข้าในฐานะกษัตริย์อาณาจักรเมฆาหวนขอช่วยเจ้าปลดปล่อยพันธะทั้งหลายของเจ้าเอง”
“ข้ากษัตริย์เหวินฉิงแห่งอาณาจักรเมฆาหวนขอประกาศ ณ ที่นี้ นับแต่นี้เป็นต้นไป อาณาจักรตะวันฉาย จะเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเมฆาหวนตลอดไป พวกเจ้าทุกคนจงยอมจำนนซะ หากใครคิดต่อต้านสังหารไม่ให้เหลือ”
“เฮฮฮฮฮฮฮฮฮ............”เสียงโห่ร้องดังกึกก้อง ดังไปทั่ว
เคร้ง!!!
เคร้ง!!!
เคร้ง!!!
เสียงวางอาวุธพร้อมยอมจำนนของเหล่าทหารกล้าของอาณาจักรตะวันฉายเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
ชัยชนะตกเป็นของอาณาจักรเมฆาหวนเป็นที่เรียบร้อย เหล่าแม่ทัพใหญ่แห่งอาณาจักรตะวันฉายยังไม่ทันได้ออกรบก็ต้องพบกับความพ่ายแพ้พวกเขาไม่สามารถทนความอัปยศในศึกครั้งนี้ได้ จึงชิงฆ่าตัวตายไปก่อน
“น่าเสียดาย น่าเสียดายคนมีฝีมือหากไม่ยึดติด พวกเขาคงไม่ต้องตายอย่างไร้ค่าเช่นนี้”เฟิ่งหยูเปรยออกมาด้วยความเสียใจ
หลังจบสิ้นสงครามในครั้งนี้เมื่อกองทัพฝ่ายอาณาจักรตะวันฉายรับรู้เรื่องราวในอาณาจักรของตนต่างพากันยอมจำนนด้วยความจริงใจเพราะพวกเขาไม่ได้สูญเสียครอบครัวอย่างที่พวกเขาคิดไว้ทุกคนยังปลอดภัยและยังอยู่ดี จึงไม่มีการขัดขืน แต่อย่างใดพวกเขากลับไปประจำการยังเมืองของพวกเขาเหมือนดังเช่นเคย
ใครมาจากเมืองไหนก็กลับไปเมืองนั้นโดยไม่มีความผิดใด ๆ ทั้งสิ้นติดตัวไปเว้นเสียแต่ตระกูลฉีที่ทุกคนต่างถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมจากน้ำมือของชาวเมือง เองดังเช่นคำกล่าวที่ว่า กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมตามสนอง
หลังจบศึกในครั้งนี้อาณาจักรตะวันฉายจัดงานฉลองให้กับเฟิ่งหยูและเหล่าทหารหาญทั้งหลาย มีการมอบยศตำแหน่งต่างๆ เป็นรางวัลมากมายจนทุกคนยิ้มแก้มปริเลยก็ว่าได้ พวกเขาจัดงานเฉลิมฉลองอยู่เป็นเวลาสามวันสามคืนด้วยกัน
เช้าวันรุ่งขึ้นเฟิ่งหยูมาพบกับองค์กษัตริย์และองค์ชาย
“ข้ามีความคิดบางอย่างมาเสนอพวกท่านตอนนี้อาณาจักรตะวันฉายได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกับอาณาจักรเมฆาหวนของพวกเราแล้ว ข้าอยากจะให้ทุกคนเสนอแนวคิดในการปฏิรูปกองทัพและจัดสร้างโครงอำนาจในอาณาจักรเมฆาหวนเสียใหม่”เฟิ่งหยูกล่าว
“ได้ ข้าจะแจ้งให้ทุกฝ่ายมาประชุมโดยพร้อมเพียงกันเพื่อหาข้อสรุปที่ดีที่สุดส่วนเจ้าก็ช่วยนัดให้ทางเมืองทั้งสามสิบแห่งเพิ่มมาของอาณาจักรเราด้วยก็แล้วกัน”
ตอนนี้อาณาจักรเมฆาหวนเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทวีปฟ้าครามแห่งนี้แล้วพวกเขามีเมืองน้อยใหญ่ที่อยู่ในการควบคุมถึงหกสิบห้าเมืองด้วยกันกินอาณาเขตพื้นที่หนึ่งในสามของทวีปฟ้าครามเลยก็ว่าได้
หลังจากจบสงครามไปได้เพียงแค่หนึ่งเดือนทุกอย่างกลับมาดำเนินเหมือนดังเช่นปกติเมืองหลิวโจวที่เสียหายทั้งหมดเริ่มสร้างใหม่ โดยเจ้าเมืองคนใหม่ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นจื่อซ่ง หรือ ซูจื่อซ่ง นั่นเองที่ได้รับตำแหน่งเจ้าเมืองหลิวโจวทั่วทุกเมืองในอาณาจักรตะวันฉายเดิมต่างมีแต่ความยินดีเมื่อทุกคนไม่ต้องถูกเอารัดเอาเปรียบเช่นดังแต่ก่อน
เมื่อได้ยินว่าเฟิ่งหยูติดต่อให้เจ้าเมืองทุกคนไปประชุมยังเมืองหลวงของอาณาจักรเมฆาหวนทุกคนต่างรีบเดินทางอย่างรวดเร็วและก็คงหนีไม่พ้นร้านพฤกษาสวรรค์ที่ต้องทำงานอย่างหนักเช่นเคยเพราะเป็นแห่งเดียวที่สามารถส่งพวกเขามาอาณาจักรเมฆาหวนได้อย่างรวดเร็วด้วยค่ายกลมิติ
ความจริงค่ายกลมิติในอาณาจักรตะวันฉายยังมีของสมาคมการค้ามังกรดำอีกที่หนึ่งเพียงแต่ว่าพวกเขาไม่ยอมเปิดเผย เลยทำให้ทุกคนต่างแห่ไปใช้บริการที่ร้านพฤกษาสวรรค์ เสียเป็นส่วนใหญ่
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา......
การประชุมได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการกษัตริย์เหวินชิง เรียกประชุมในฐานะกษัตริย์ของอาณาจักรเมฆาหวนอย่างเป็นทางการครั้งแรกหลังเสร็จสิ้นสงครามดังนั้นเหล่าเจ้าเมืองต่างๆ ทั้งใหม่และเก่าในอาณาจักรเมฆาหวนและอาณาจักรตะวันฉายทั้งหมดจึงต้องเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้
“ไม่นาน องค์กษัตริย์พร้อมด้วยราชินีและเหล่าราชวงศ์ และเฟิ่งหยูต่างเดินออกมาพร้อมกัน”
หลังเสร็จสิ้นพิธีการเล็กๆ น้อย ๆองค์กษัตริย์จึงได้เริ่มการประชุม
“ข้าเหวินฉิงกษัตริย์แห่งอาณาจักรเมฆาหวน ผู้ปกครองของพวกเจ้าทั้งหมด ที่เรียกประชุมในวันนี้เพราะพวกเราได้รวมอาณาจักรตะวันฉายเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเมฆาหวนของเราดังนั้น ข้าจึงอยากจะได้ความคิดเห็นจากพวกท่านทั้งหลายในการจัดการบ้านเมืองและที่สำคัญคือกองทัพ ของพวกเรา”
“หากพวกท่านมีความคิดเห็นอย่างไรขอให้พวกท่านนำเสนอมาได้ทุกคนสามารถเสนอความคิดของตนได้ แล้วเราค่อยมาตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปข้าจะไม่ยึดติดเพียงความคิดของข้าเพียงคนเดียวพวกเจ้าสามารถออกความคิดเห็นได้โดยไม่ต้องเกรงกลัวใครในที่นี้”กษัตริย์เหวินฉิงพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ทุกคนต่างนำเสนอความคิดของตน และช่วยกันตัดสินใจนี่นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เหล่าผู้นำต่างช่วยกันคิดช่วยกันปรึกษาหารืออย่างเป็นจริงเป็นจังถึงแนวทางการปกครองบ้านเมืองอย่างเป็นรูปธรรม
โดยมีจุดศูนย์กลางเป็นเมืองหลวงอัสตาน่าแห่งนี้พวกเขาล้วนภูมิใจในการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปโครงสร้างในครั้งนี้ ซึ่งปกติทุกอาณาจักรจะเป็นองค์กษัตริย์เพียงผู้เดียวที่จะคิดตัดสินใจในเรื่องต่างๆพวกเขาจะไม่มีสิทธิ์เกี่ยวข้องเลยแม้แต่นิดเดียวเพียงแค่รับคำสั่งและทำตามเพียงเท่านั้นแต่ตอนนี้อาณาจักรเมฆาหวนเริ่มทำสิ่งที่แตกต่างจากในอดีตอย่างสิ้นเชิง
พวกเขาต่างใช้เวลาในการปรึกษาหารือและวางโครงสร้างต่างๆ ของอาณาจักรเมฆาหวนแห่งนี้อย่างรัดกุม และใช้เวลาในการประชุมในครั้งนี้นานถึงเจ็ดวันเต็มโดยไม่มีเจ้าเมืองคนใดปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว มีแต่รอยยิ้มแย้มหลังเสร็จสิ้นการประชุมในครั้งนี้
ทุกเมืองต่างนำข้อปฏิบัติต่าง ๆไปใช้ในเมืองของตนเองอย่างเคร่งครัดทำให้อาณาจักรเมฆาหวนที่หลอมรวมอาณาจักรตะวันฉายแห่งนี้เรียกได้ว่าตอนนี้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันแล้วมีแต่ความก้าวหน้า และช่วยเหลือซึ่งกันและกันเท่านั้นเปรียบเสมือนบ้านพี่เมืองน้องกันโดยปริยาย