ยามที่หลินเฉิงจางตื่นขึ้นมาก็เห็นบุตรสาวของตนกับน้องชายนั่งอยู่ด้วยกันแต่ละคนถือผิงกั่วลูกโตอยู่ในมือ กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อยพลางจ้องมองอะไรบางอย่างด้วยความสนอกสนใจ
“พวกเจ้าทำอันใดกันอยู่?” เขาเดินไปดูด้วยความสงสัย แล้วมองตามสายตาของทั้งสองคน
“พี่ชายพวกเรากำลังกินแตง[1]กันอยู่ หลานสาวยังบอกด้วยว่าเหตุการณ์เช่นนี้เรียกว่ารักไปฆ่าไปขอรับ”
กินแตงอะไรกัน?
หลินเฉิงจางรู้สึกว่าตนเองไม่เข้าใจแม้แต่คำเดียวขณะที่กำลังสับสนอยู่นั้นก็มีคนยัดผิงกั่วลูกโตใส่มือ
เป็นหลินเสวี่ยจู๋นั่นเองนางยังดึงมือเขาด้วย “ท่านพ่อมานั่งกินแตงด้วยกันสิเจ้าคะ”
“ได้สิ” หลินเฉิงจางเอ่ยอย่างเชื่อฟัง ก่อนจะกัดผิงกั่วคำใหญ่
อืมทั้งหอมทั้งหวานทั้งชุ่มฉ่ำ อร่อยจริงๆ
หลินเฉิงเหยาทำสีหน้าเหมือนท้องผูกรีบเอ่ยทันที “พี่ชายหลานสาวให้ท่านกินแตง ไม่ใช่ให้ท่านกินผิงกั่ว”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายมีสีหน้าไม่เข้าใจหลินเฉิงเหยาก็อธิบายอย่างภาคภูมิใจ “กินแตงก็คือการดูบุรุษกับสตรีนัดพบกันเป็นการส่วนตัวเหตุการณ์เป็นไปในทำนองเจ้าไล่ตามข้าวิ่งหนี”
“ไม่สมควรๆนั่นเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้อื่น พวกเราจะแอบดูได้อย่างไร?” หลินเฉิงจางพูดพลางนั่งลงข้างๆ หลินเสวี่ยจู๋ ก่อนจะกัดผิงกั่วอีกคำดังกร้วม
หลินเสวี่ยจู๋หันไปมองบิดาลอบยิ้มหยันอยู่ในใจ
บุรุษล้วนปากไม่ตรงกับใจจริงๆ
ไม่นานก็ได้ยินหลินเฉิงจางถามขึ้นว่า “ลูกสาว พวกเรากินแตงผู้ใดหรือ?”
กินแตงผู้ใดก็ยังไม่รู้ทว่ากลับนั่งลงแล้ว?
หลินเสวี่ยจู๋กระแอมแล้วเล่าเรื่องราวก่อนหน้านี้ให้บิดาฟังคร่าวๆ
หลินเฉิงจางฟังจบก็พยักหน้าอย่างครุ่นคิดก่อนจะออกความคิดเห็น “โจวเซินอี้ผู้นี้ช่างตกระกำลำบากเสียจริงตอนมาที่นี่ยังเป็นคุณชายผู้สง่างาม ทั้งยังนั่งรถม้ามีบ่าวรับใช้คอยติดตามเพียงไม่กี่วันก็ตกอับจนดูราวกับขอทานข้างถนนเสียนี่”
หลินเฉิงเหยายิ้มมุมปากพูดด้วยความภาคภูมิใจ “นั่นเป็นเพราะเขายั่วยุหลานสาวไม่ใช่หรือ?”
“ผิดแล้วเจ้าค่ะ!” หลินเสวี่ยจู๋พูดอย่างหนักแน่น “นั่นเป็นเพราะเขารักคนผิดต่อให้ข้าไม่จัดการเขา คนในครอบครัวนั้นก็ต้องหลอกใช้เขาจนเขาต้องไปขอทานอยู่ดีปล่อยให้เขาถูกผู้อื่นหลอกมิสู้ถูกข้าหลอกดีกว่า อย่างน้อยข้าก็มอบทางรอดให้เขา”
หลินเฉิงเหยาฟังแล้วก็รู้สึกว่าที่หลานสาวพูดนั้นมีเหตุผลจึงอดไม่ได้ที่จะพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
ในเวลานี้เอง หลินเสวี่ยหลานที่เริ่มรู้สึกตัวก็มองมาที่พวกเขาอย่างกะทันหัน
หลินเฉิงจางกับหลินเฉิงเหยาคนหนึ่งแหงนมองท้องฟ้า อีกคนก้มหน้าลงเขี่ยดิน ตอบสนองอย่างรวดเร็วจนน่าตกตะลึง มีเพียงหลินเสวี่ยจู๋ที่ทักทายด้วยการโบกมือให้หลินเสวี่ยหลานอย่างไม่ปิดบัง
ใบหน้าของหลินเสวี่ยหลานเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงทันทีนางลุกขึ้นแล้วเดินตรงไปหาหลินเสวี่ยจู๋
“แค่กๆ หลานสาว ข้ายังต้องจัดการกับสมุนไพรอีกเล็กน้อย ข้าไปก่อนนะ” หลินเฉิงเหยาพูด
“พ่อจะไปดูว่าแม่ของเจ้าตื่นหรือยัง” หลินเฉิงจางพูด
จากนั้นสองพี่น้องก็เผ่นหนีไปอย่างพร้อมเพรียงทิ้งให้หลินเสวี่ยจู๋นั่งอยู่ข้างกองไฟเพียงลำพัง
ไม่เอาน่า!เสวี่ยจู๋ของพวกเขาดุร้ายถึงเพียงนั้นอีกประเดี๋ยวจะต้องมีเรื่องกับหลินเสวี่ยหลานเป็นแน่พวกเขาในฐานะผู้อาวุโสจะเข้าไปห้ามหรือไม่ห้ามดี?
ไปดีกว่า เรื่องของผู้น้อยก็ให้ผู้น้อยจัดการกันเองเถิด
หลินเสวี่ยหลานเดินมาถึงอีกฝั่งของกองไฟก่อนจะมองหลินเสวี่ยจู๋ที่นั่งอยู่บนพื้น มุมปากยกยิ้มเยาะ “ท่านย่าตายแล้วเจ้าคงดีใจมากกระมัง?”
หลินเสวี่ยจู๋ส่ายหน้าอย่างใสซื่อ “ไม่ดีใจเลย ถึงอย่างไรเจ้าก็ยังอยู่ไม่ใช่หรือ?”
“เจ้า!” หลินเสวี่ยหลานโมโหจนพูดไม่ออก ในใจทั้งโกรธเคืองทั้งเกลียดชัง
เพราะเหตุใด?
เพราะเหตุใดนางถึงแย่งบุรุษสู้นางเด็กแพศยาผู้นี้ไม่ได้?แม้แต่การปะทะกันด้วยวาจาก็ยังสู้ไม่ได้?
เพราะเหตุใดไม่ว่าจะเจอเรื่องอะไรก็ตามนางเด็กแพศยาผู้นี้ถึงต้องเหนือกว่านางเสมอ?
หลินเสวี่ยหลานกำก้อนหินในมือแน่นขึ้นเล็กน้อยก่อนจะยกมือขึ้นอย่างรวดเร็ว เตรียมปาก้อนหินเข้าไปในกองไฟ
นางจินตนาการภาพประกายไฟกระเด็นไปโดนใบหน้าของหลินเสวี่ยจู๋ขอเพียงทำลายใบหน้ากวนประสาทนั้นเสีย นางก็พอใจแล้ว
นางช่างจิตใจดีจริงๆนางเด็กแพศยาผู้นั้นทำเรื่องเลวร้ายกับนางมากมาย แต่นางกลับต้องการเพียงทำลายใบหน้าของอีกฝ่ายเท่านั้น!
มุมปากของหลินเสวี่ยหลานยกยิ้มอย่างชั่วร้าย
แต่จู่ๆ มือข้างที่กำก้อนหินของหลินเสวี่ยหลานก็รู้สึกเจ็บแปลบนางจำต้องปล่อยก้อนหินให้ร่วงลงพื้นจนเกิดเสียง ประกายไฟจึงกระเด็นมาตกลงบนชายกระโปรงของนางพอดี
ในชั่วพริบตาชายกระโปรงของนางก็ถูกไฟไหม้จนเป็นรู ดูทั้งน่าเกลียดทั้งน่าอับอาย
หลินเสวี่ยหลานหันไปมองหยวนซิวที่ลงมือกับตนเองด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ
ครั้งที่สองแล้ว นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่เขาลงมือทำร้ายนางเพื่อช่วยหลินเสวี่ยจู๋
“ท่าน...” หลินเสวี่ยหลานกล่าวด้วยสีหน้าซีดเผือด
“หากยังคิดร้ายกับฮูหยินของข้าอีกข้าจะทำให้ประกายไฟนั้นตกลงบนใบหน้าเจ้าเสีย” หยวนซิวพูดอย่างไร้อารมณ์
“เพราะเหตุใด?” หลินเสวี่ยหลานกล้ำกลืนความน้อยอกน้อยใจเอาไว้ไม่อยู่ น้ำตาไหลริน “นางเป็นสตรีไร้ยางอาย เหตุใดท่านถึงยอมปกป้องนางแต่กลับไม่ยอมมองข้าเลย?ทั้งที่ข้าชมชอบท่านก่อน นางเป็นคนแย่งท่านไปชัดๆ เหตุใดท่านถึงยังปกป้องนาง?”
หยวนซิวพูดอย่างเย็นชา “นางคือฮูหยินของข้าเจ้าคือพี่สาวของนาง โปรดสำรวมกิริยาด้วย หากไม่มีนาง เจ้าคงไม่มีโอกาสได้มายืนพูดคุยกับข้าเช่นนี้”
คำพูดเหล่านี้ไม่เพียงเป็นเหมือนคมมีดที่แทงลึกเข้าไปในหัวใจของหลินเสวี่ยหลานเท่านั้นแต่ยังเหมือนสายฟ้าฟาดที่ทำให้เหวินซิ่วชิง ลู่ซื่อ และคนอื่นๆที่เพิ่งลงมาจากรถม้าตกตะลึงด้วย
“น้องหญิงข้าไม่ได้ฟังผิดไปใช่หรือไม่ว่าเมื่อครู่ลูกเขยกำลังเอ่ยวาจาปกป้องเสวี่ยจู๋?” เหวินซิ่วชิงถามอย่างเหลือเชื่อ
ลู่ซื่อพยักหน้าด้วยดวงตาเป็นประกาย
เจ้าเด็กซิวเอ๋อร์ในที่สุดก็พูดจาเหมือนคนปกติเสียที
ส่วนหลินเฉิงเหยามองหลานเขยสลับกับหลานสาวด้วยรอยยิ้มสนุกสนาน
ไอ๊หยา ตอนนี้ไม่ต้องรอให้เขาเล่าทั้งครอบครัวก็เห็นกับตาตนเองกันหมดแล้วหลานเขยแสดงออกอย่างชัดเจนว่าชมชอบหลานสาวของเขามาก
แตกต่างจากความยินดีของคนสกุลหลินสายรอง โจวเซินอี้ที่เดินตามหลังหลินเสวี่ยหลานมาแววตาแปรเปลี่ยนเป็นลุ่มลึกสีหน้ามืดครึ้ม
เพียงแต่เขาเก็บซ่อนอารมณ์อย่างรวดเร็วรีบเดินมายืนเคียงข้างหลินเสวี่ยหลานอย่างสงบนิ่ง
“ไปกันเถิดแม่นางหลินพวกเรากลับกัน” เขาพูดพลางโอบไหล่ของหลินเสวี่ยหลาน
หลินเสวี่ยหลานมองเขาด้วยน้ำตานองหน้า
“คุณชายโจว...” นางเรียกด้วยความน้อยอกน้อยใจ
โจวเซินอี้ยิ้มบางๆ พลางตบบ่าของนางหลินเสวี่ยหลานจึงยอมหันหลังกลับ นางเดินร้องไห้สะอึกสะอื้นจากไป
“เดินดีๆนะ!” หลินเสวี่ยจู๋กล่าวพลางโบกมือให้
ขอให้คู่ชายโฉดหญิงชั่วอยู่ครองคู่ด้วยกันตลอดไป อย่าออกไปทำร้ายผู้อื่นอีกเลย
ขณะที่หลินเสวี่ยจู๋มองส่งทั้งสองจากไปด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำอวยพรจู่ๆ รอยยิ้มของนางก็แข็งค้าง
ไอ๊หยาความรู้สึกที่ทั้งคุ้นเคยทั้งแปลกประหลาดนี้
นี่นาง...ประจำเดือนมาอย่างนั้นหรือ?
หลินเสวี่ยจู๋ตัวสั่นเทาความหวาดกลัวผุดขึ้นในใจ
ที่นี่เป็นยุคโบราณไม่มีผ้าอนามัยใดๆ ทั้งสิ้น นางจะทำอย่างไรดี?
โชคดีที่เหวินซิ่วชิงก้าวเข้ามาประคองนางไว้ทันเวลาแล้วเอ่ยเสียงเบา “ระดูมาใช่หรือไม่?”
ทุกครั้งที่บุตรสาวของนางมีระดูก็จะมีท่าทีเหมือนตายไปแล้วครึ่งหนึ่งมารดาอย่างนางมองปราดเดียวก็รู้
หลินเสวี่ยจู๋พยักหน้าแรงๆ “ท่านแม่ จะทำอย่างไรดีเจ้าคะ?”
“คิก!”
เหวินซิ่วชิงหลุดหัวเราะออกมาพลางลูบศีรษะบุตรสาวด้วยความเอ็นดู “โตป่านนี้แล้วยังถามแม่อีกหรือว่าทำอย่างไรเจ้านี่นะ จะโตเป็นผู้ใหญ่เมื่อใดกัน!”
พูดจบนางก็ส่งสายตาให้แม่นมหม่าจากนั้นก็ประคองหลินเสวี่ยจู๋เข้าไปในรถม้า
.............................
[1] กินแตงเป็นศัพท์ทางอินเทอร์เน็ต หมายถึง อยากรู้อยากเห็นเรื่องคนอื่น