เช้าวันถัดมาหลังจากที่เอกจัดการธุระในตอนเช้าของตนเองเสร็จ ก็เดินเท้าไปหาสองเพื่อนสนิททั้งสองคน เพื่อวางแผนการทำอะไรบางอย่าง
แผนนี้เกี่ยวกับเื่เมื่อคืนที่ผ่านมา นั่นคือค่าใช้จ่ายในการจองอุปกรณ์การเรียนและเสื้อผ้านักเรียนนั่นเอง
...พวกเขาต้องหาหนทางแบ่งเบาภาระพ่อแม่ให้ได้ แม้จะเล็กน้อยก็ตาม...
กว่าทั้งสามหน่อจะหาสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับปรึกษาหารือ ก็กินเวลาจนถึงสิบโมงเช้า
ในตอนนี้ทั้งสามหนุ่มนั่งอยู่ที่กระท่อมปลายนาของคนในหมู่บ้าน รอบข้างไร้ผู้คน เต็มไปด้วยสายลมเย็นอันเงียบสงบ เหมาะที่จะใช้ประชุมพอดี
เจมส์อดสงสัยไม่ได้ มันคันปากมากจนต้องถามออกไป เมื่อกำลังเดินถึงกระท่อมปลายนาดังกล่าว
“เอก มึงมีอะไรจะพูดวะ ถ้ามีอะไรในใจก็รีบพูดออกมาสิ จะลีลาไปถึงไหน สีหน้าจริงจังเชียว”
บาสที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็หันหน้ามามองที่เอกฉายแววเห็นด้วยกับเจมส์ เขาสงสัยเหมือนกันว่าหัวหน้าแก๊งมีอะไรจะชี้แจงแถลงไข
ในเวลาต่อมาเอกได้จับคางครุ่นคิดแล้วก็กล่าวเริ่มเข้าเื่
“เมื่อคืนกูให้แม่ของกูจองชุดและอุปกรณ์การเรียนที่โรงเรียนให้มา รวมๆ แล้วก็สองพันกว่าบาท ของพวกมึงเท่าไหร่”
“สองพันเก้าร้อยยี่สิบบาท” เจมส์พูดออกมาโดยไม่ปิดบัง เพราะเขากับแม่ของเขานั้นช่วยกันเลือกสรรในคืนที่ผ่านมา
“สองพันห้าร้อย”ส่วนบาสตอบเสียงทุ้มอย่างกระชับ
เอกถึงกับผงะเพราะทั้งสองคนจองชุดแพงกว่าของเขาอีก สงสัยทั้งคู่จะจองพวกเสื้อผ้ามาเผื่อแน่ๆ
“อย่างที่ว่ามามันแพงมากใช่ไหมล่ะ?” เอกถามกลับซึ่งทั้งคู่ก็พยักหน้าตอบ
เอกปรายตาสังเกตกิริยาของทั้งคู่แล้วก็พูดต่อ
“ที่กูเรียกพวกมึงมาในวันนี้ก็คือเื่นี้แหละ ราคาเสื้อผ้ามันแพงมาก! พวกเรามาหาเงินช่วยพวกพ่อแม่กัน!” เอกมองหน้าเพื่อนสนิททั้งสองคนแล้วพูดขึ้นหาแนวร่วมอย่างมีกำลังใจ
เมื่อเจมส์ได้ยินคำว่าหาเงินจากปากของเอก ดวงตาของเขาก็เป็ประกายทันที
เจมส์ดีใจมากที่ได้กลับมาหาเงินอีก เพราะครั้งก่อนเขาเอาเงินไปให้แม่ของเขา ท่านก็ชื่นชมเขาซะยกใหญ่
ร้อยวันพันปีเจมส์ไม่เคยโดนแม่ชื่นชม แต่เธอกลับชื่นชมเพราะเขาเอาเงินที่หาด้วยกันกับเอกไปมอบให้ จะไม่ให้เขาดีใจได้อย่างไรล่ะ
“หาเงินเหรอ? ดีๆๆ” เจมส์ดีใจจนอุทานออกมาอย่างมีแรงฮึด
ส่วนบาสยังคงนิ่งเฉยแถมยังถามกลับ “แล้วเราจะหาเงินกันยังไง?”
เอกพูดขึ้นทันทีที่ได้ยินบาสถามเพราะเตรียมคำพูดมาแล้ว “อีกห้าถึงหกวันก็จะเข้าหน้าร้อนแล้ว เราจะทำหวานเย็นขายกัน!”
“หวานเย็น? เราจะขายได้เหรอวะ!” เจมส์ถามด้วยความสงสัย
“ได้สิ! เื่ขายของเชื่อมือกูได้เลย!” เอกตอบอย่างมั่นใจ ส่วนบาสนิ่งเฉยเพราะยังไงเขาก็จะทำอยู่แล้ว ก็มันได้ตังค์ยังไงล่ะ!
เมื่อเห็นเพื่อนเอาด้วย ในเวลาต่อมาเอกพูดก็ต่อ
“ครั้งนี้พวกเราต้องช่วยกันทำ แถมพวกเราต้องออกเงินกันเพื่อเป็ต้นทุนด้วย ซึ่งกูคิดมาแล้วว่าพวกเราต้องออกเงินกันคนละเจ็ดสิบห้าบาท มันจะได้สองร้อยยี่สิบบาท ซึ่งพอดีกับสิ่งที่เราจะทำด้วย”
“บ้าเอ๊ยกูพึ่งให้เงินแม่กูไป” เจมส์สบถอย่างเสียดาย
บาสนี่ยื่นแบงก์หนึ่งร้อยบาทเอกทันทีเลย ทั้งเอกและเจมส์แปลกใจกันมากทีเดียว ว่าบาสพกเงินทีละเยอะขนาดนี้เลยเหรอ
“เจมส์เอางี้กูจะให้มึงยืมก่อน มีเมื่อไหร่ค่อยเอามาคืน” เอกยื่นข้อเสนอให้เจมส์
“ได้ๆ” เจมส์ตกลงอย่างง่ายดาย
หลังจากที่ทั้งสามหน่อวางแผนกัน โดยมีเอกเป็หัวหน้าแก๊ง
เอกสั่งให้เจมส์กับบาสทำหน้าที่ไปซื้อวัตถุดิบ ได้แก่ เครื่องดื่มหวานเย็นห้าขวด ขวดละสี่สิบบาท ถุงพลาสติกขนาดเล็กแล้วก็หนังยางรวมเป็ยี่สิบบาท ส่วนตัวเขาก็เตรียมอุปกรณ์รออยู่ที่บ้าน
เวลาผ่านไปสักพักประมาณสิบนาที เพื่อนสนิททั้งคู่ของเอกก็กลับมาพร้อมกับวัตถุดิบที่เขา้า
หลังจากที่เอกตรวจทุกอย่างให้แน่ใจเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็เป็คนลงมือทำคนเดียวไม่ให้เพื่อนช่วยในกระบวนการนี้ เพราะเขาไม่ค่อยมั่นใจในตัวเพื่อนของเขา (เดี๋ยวทำเสียของ)
เอกผสมเครื่องดื่มหวานเย็นกับน้ำ ในอัตราส่วนเครื่องดื่มหวานเย็นห้าขวดกับน้ำห้าลิตร จากนั้นก็กวนให้เข้ากัน
เมื่อเขามั่นใจว่าทุกอย่างได้ที่แล้ว เขาก็ตักใส่ถุงพลาสติกขนาดเล็กมัดปากด้วยหนังยาง เป็อันเสร็จ!
ใช้เวลาอยู่นานกว่าจะทำทุกอย่างเสร็จ ซึ่งได้หวานเย็นมาทั้งหมดหนึ่งร้อยยี่สิบถุง
“เอกมึงตั้งใจจะขายถุงละกี่บาท” บาสถามอย่างกระตือรือร้น
เอกตอบกลับทันที “ถุงละสามบาท ถ้าเราขายได้ทั้งหมดร้อยยี่สิบถุงเราจะได้เงินสามร้อยหกสิบบาท..อ้อเราต้องให้แม่กุลด้วยนะ20บาทเพราะเราใช้ตู้แช่กับอุปกรณ์ของแม่กุล”
“สรุปถ้าพวกเราขายได้หมดพวกเราจะได้กำไรคนละประมาณสี่สิบบาทสินะ ถ้าเราทำหนึ่งสัปดาห์ก็จะได้สองร้อยแปดสิบบาท ถ้าเราทำหนึ่งเดือน..หนึ่งพันสองร้อยบาท!” เจมส์คิดอย่างดีแล้วตอบออกมาอย่างตื่นเต้น
“มึงหัวไวขึ้นนะเนี่ย!” เอกเอ่ยชมเจมส์จากใจ ถ้าเป็เื่เงินไอ้นี่มันหัวดีมาก
“มันแน่นอนอยู่แล้ว มึงรู้เปล่ากูใคร? เจมส์หัวจรวดนะเว้ย! อีกอย่างเงินๆๆๆๆ” เจมส์พูดด้วยความโลภมาก ขณะนี้ดวงตาของมันเป็รูปเงินบาทแล้ว
“นี่แค่อย่างแรกนะ มีสิ่งที่กูคิดจะทำอีกอยู่...” เอกพูดเปรยๆ
“มีอีกเหรอวะ รวยแล้ว! รวยแล้วเรา!” เจมส์ะโโลดเต้นสมกับวัย
อยู่ๆ บาสก็ถามขึ้น “เอกทำไมมึงถึงดีกับพวกกูจังวะ ถ้ามึงทำคนเดียวมึงจะได้เงินเยอะมากไม่ใช่เหรอ?”
“ใช่กูก็สงสัยเหมือนกัน..” ตอนนี้สีหน้าของเจมส์ก็ดูจริงจังขึ้นมา ทั้งคู่จ้องเอกเขม็ง
เอกถึงกับทำตัวไม่ถูกหลังจากได้ยินคำถามของบาส “ก็..พวกเราเป็เพื่อนกันไง อีกอย่างพวกเราพึ่งเริ่มทำเองนะยังไม่ได้ขายเลย อย่าพึ่งคิดไปก่อนสิ ทุกอย่างมันไม่ง่ายเหมือนที่เราคิดหรอกนะ” เอกพูดตัดบทไป
จะให้บอกความจริงไปว่าทดแทนบุญคุณเมื่อครั้งปางก่อนพวกมันคงจะเชื่อตายละ พูดแบบนี้แหละดีแล้ว..
จากนั้นเอกก็ยกหวานเย็นเข้าตู้แช่ปล่อยให้ทั้งคู่ยืนงงอยู่ตรงนั้น เขาคาดการณ์ว่าพรุ่งนี้เที่ยงน่าจะเอาออกมาขายได้
หลังจากนั้นเอกและผองเพื่อนก็กินข้าวเที่ยงพร้อมกับวางแผนว่าวันนี้จะไปหาหอยนากัน
หลังจากที่เอกย้อนอดีตกลับมา เมื่อพวกเขาทั้งสามรวมตัวกันเมื่อไหร่ทุกเย็นจะมีวัตถุดิบทำอาหารติดไม้ติดมือกลับบ้านตลอด ทำเอาผู้ปกครองชื่นชมในตัวพวกเขามาก
ครั้งนี้เอกไปไม่ไกลจากบ้านมากนัก เพราะเขาไม่อยากเดินไกล แค่หาหอยเอง
การหาหอยนั้นไม่ยาก เราแค่เดินตามหาน้ำในที่นาแต่นี้ก็เจอหอยแล้ว บางครั้งเจอปูด้วย แน่นอนว่าเอกและผองเพื่อนไม่ปล่อยมันไปอย่างแน่นอน
มันคืออาหาร!!
ตกเย็นถังที่เอกถืออยู่ก็เต็มไปด้วยหอยและปู หลังจากแบ่งกันเสร็จก็ยังเหลือเยอะอยู่ดี
วิถีชีวิตชาวบ้านไม่ต้องใช้เงินซื้ออาหารเหมือนในเมือง แค่เดินออกจากบ้านสักเล็กน้อยก็ได้อาหารกลับมาแล้ว ไม่เสียเงินสักบาท
...แน่นอนว่าผ่านไปอีกสักสามถึงสี่ปี ทุกอย่างจะไม่หาง่ายเหมือนอย่างนี้แน่นอน...
พอแม่กุลกลับมาจากทำธุระแม่เห็นหวานเย็นอยู่ในตู้แช่แม่ก็ถามเอกยกใหญ่ เอกก็เล่าทุกอย่างให้แม่กุลฟังอย่างหมดเปลือก
พอเล่าจบแม่ก็ยิ้มให้แถมลูบเอกหัวสองสามทีไม่พูดอะไรสักคำแล้วก็เดินจากไป
เอกยังขอแม่อีกว่าจะทำอะไรอีกสักอย่าง ซึ่งแม่ก็อนุญาตแล้วด้วย งานนี้รวยของจริงแล้ว...