Chapter 6 แม่มดวิกลจริตแห่งแอมเบอลีน
เรมิเรสชอบของหวาน อันที่จริงก็รวมถึงขนมแทบทุกอย่างนั่นแหละ
นั่นเป็สิ่งที่สการ์เล็ตสังเกตเห็นหลังจากใช้เวลาอยู่ร่วมกันมาระยะหนึ่งโดยไม่รวมถึง่ก่อนตอนที่เขาแฝงนามปลอมตัวเข้ามาหา แสดงพฤติกรรมต่ำช้าน่ารังเกียจหลายอย่างจนไม่นำพาให้อยากเข้าใกล้แม้สุดท้ายเมื่อความรู้สึกแปรเปลี่ยนไป ก็ไม่เหลือเวลาให้ศึกษานิสัยใจคอกันได้มากมายนัก
ทว่าหากพิจารณาถึงครั้งยังเยาว์วัยก็เข้าใจได้ไม่ยากเขาอดอยาก ยากจน ไม่มีคนดูแลแทบจะนับได้ว่าเป็เด็กจรจัดคนหนึ่งหากไม่มีบ้านเป็หลักแหล่งให้อาศัยไม่จำเป็ต้องจินตนาการถึงเื่อาหารการกินให้มากความเกินไปด้วยซ้ำ สถานะและสภาพแวดล้อมของเด็กชายต่อให้เป็เพียงเศษอาหารเหลือทิ้งเขาก็คงไม่ปฏิเสธที่จะรับไว้ เพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ในโลกอันโหดร้ายเพียงลำพัง
เพราะเหตุนั้นเรมิเรสจึงมีนิสัยไม่เื่มากกับอาหารต่อให้รสชาติย่ำแย่แค่ไหนก็ยังตักใส่ปากได้หน้าตาเฉยขณะเ้าหญิงกับผู้ติดตามทั้งห้าต้องกล้ำกลืนกินเพราะความหิวโหยและเหนื่อยล้า ไม่้าเปลืองแรงกับเวลาในการเสาะหาแหล่งอาหารใหม่ในสถานที่ไม่คุ้นเคยเพื่อจะพบว่ารสชาติอาหารนั้นไม่ได้ดีกว่ากันสักเท่าไร
สการ์เล็ตรู้แล้วว่าเรมิเรสไม่เลือกกินแต่เสียอยู่อย่างตรงที่เขาไม่ค่อยกินเทียบกับเพิลซึ่งพยายามควบคุมอาหารเพื่อรักษารูปร่างของตนให้สมส่วนเสมอ เขายังกินน้อยกว่านางเสียอีก
เ้าหญิงจึงมักสั่งของหวานหลังอาหารจานหลักเพื่อชักชวนเรมิเรสให้กินมากกว่าเดิมอีกสักนิด นางคิดว่าเขาผอมเกินไป น่าจะผอมมากกว่าครั้งสุดท้ายที่พบกันเสียด้วยซ้ำ
พ่อมดไม่ได้แสดงกิริยาอะไรนัก เมื่อจานขนมที่ตกแต่งอย่างสวยงามน่ารับประทานถูกเลื่อนมาวางไว้ตรงหน้าทว่าหญิงสาวก็ดูแววตาสีประหลาดหลังกรอบแว่นคู่นั้นออก ว่าฉายรอยตื่นเต้นยินดีสักแค่ไหน
อา... ช่างน่าเอ็นดูเสียจริงเด็กน้อยของข้า
เ้าหญิงเพียงแย้มยิ้มบาง มองพ่อมดรับประทานขนมหวานอย่างมีความสุขถ้าใครไม่เคยสังเกตเขาอย่างละเอียดแทบตลอดเวลาแบบนาง ก็คงจะดูปฏิกิริยาที่แตกต่างจากปกตินั้นไม่ออกแน่
นางอยากทำให้เขามีความสุขยิ่งกว่านี้เหลือเกินและมีแผนจะทำมันในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เมื่อภารกิจสุดท้ายเสร็จสิ้นแล้ว
วันสำคัญของเขา...ที่แม้แต่เ้าตัวก็คงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดขึ้นเมื่อใดแน่
“หน้าของข้ามีอะไรติดอยู่งั้นหรือครับ”
สการ์เล็ตกะพริบตาปริบ ๆ เมื่อถูกทักกะทันหันนางแสร้งยิ้มกลบเกลื่อนโดยพลันก่อนตอบว่าไม่มีอะไรแต่เหมือนเรมิเรสจะไม่เชื่อเท่าไรนัก
“ดูท่านใจลอยเสียจริงข้าทำให้ท่านรู้สึกเบื่อหรือครับ”
พ่อมดถามเสียงอ่อยทำสีหน้าราวลูกสุนัขถูกทิ้ง ก่อนจะแลบปลายลิ้นเลียครีมที่ริมช้อนด้วยท่าทางเงื่องหงอยแบบเด็กน้อยกิริยานั้นถือเป็มารยาทที่ค่อนข้างแย่บนโต๊ะอาหาร ทว่าเมื่อเห็นสายตาเว้าวอน ออดอ้อนและยวนยั่วอย่างมีความหมายนางจึงคิดว่าใครก็ตามที่ได้เห็นใบหน้าพ่อมดหนุ่มในยามนี้คงลืมเื่มารยาทบนโต๊ะอาหารไปจนหมดสิ้นยิ่งเมื่อเห็นเขาแลบลิ้นเลียครีมบนริมฝีปากตัวเอง อาจลืมกระทั่งวิธีหายใจไปเลยก็ได้
เรมิเรสช่างเ้าเล่ห์ เขาใช้ความอ่อนวัยกว่าแสดงความใสซื่อมาออดอ้อนนางอย่างไร้ความเขินอายใดๆ ทั้งสิ้น
เชื่อเถอะถ้าเพียงแต่ในห้องอาหารแห่งนี้จะมีแค่นางกับเขาเ้าพ่อมดนี่คงสลัดคราบลูกแกะน้อยไปเป็มนุษย์หมาป่าอย่างไม่ต้องสงสัย
“ทำตัวดี ๆ หน่อย เรมิเรส”
นางเตือนเขา หลังจากผ่อนลมหายใจและลอบกลืนน้ำลายไปอึกหนึ่งเพื่อดึงวิธีหายใจกลับคืนมาทว่าพ่อมดตัวร้ายยังคงแสร้งตีหน้าซื่อไร้เดียงสาอยู่เช่นเดิม
แต่นางเห็นนะ รอยยิ้มบนมุมปากของเขาซึ่งสาสมใจที่ได้กลั่นแกล้งหยอกเย้าคน
สการ์เล็ตแค่รู้สึกว่าใบหน้าร้อนผะผ่าวแต่นางไม่รู้ว่ามันขึ้นสีระเรื่อน่ามองขนาดไหน นางััไม่ได้ว่าใช่จะมีแต่ตนที่ต้องลอบกลืนน้ำลายเขาเองก็เช่นกัน
เรมิเรสกัดริมฝีปาก ข่มกลั้นความกระหายซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับความ้าทางอาหารเขาพลาดไป ที่ความตั้งใจหยอกเย้าฝ่ายตรงข้ามกลับย้อนคืนมาทำให้ตัวเองทรมาน
หากก่อนพ่อมดหมาป่าจะสลัดคราบลูกแกะน้อยแล้วคาบเ้าหญิงไปรับประทานในที่ลับตาใครบางคนก็โผล่หน้าเข้ามาในห้องอาหารเสียก่อน
เจเรเมียฮ์กวาดตามองครู่หนึ่งก่อนตรงเข้ามาหาเขาค้อมศีรษะเล็กน้อยแล้วพูด
“เรามีปัญหาแล้วล่ะครับ”
“กลับไปคุยที่ห้อง” หญิงสาวตอบสั้น ๆ แล้วหันไปสบตาเรมิเรส
พ่อมดจึงเลิกทำหน้าทะเล้นล้อเลียน รวบช้อนวางบนจานอย่างเรียบร้อยก่อนลุกเดินตามเ้านายในนามไปรวมกลุ่มกับคนอื่น ทั้งหมดเข้าไปรออยู่ในห้องพักสำหรับสองที่ของเขากับนายทหารผู้ดูแลม้านายลาฟ...อะไรนั่น
เจเรเมียร์ได้ล่วงหน้าไปสำรวจข่าวที่เมืองแอมเบอลีนสถานที่ปฏิบัติภารกิจแห่งสุดท้ายจึงทำให้ทราบว่าปัญญาภายในเมืองชนบทแห่งนี้แตกต่างจากเมืองอื่นที่ผ่านมาชาวบ้านในเมืองก่อน ๆ นั้นเชื่อว่าเหตุผิดปกติที่เกิดได้ยากและนาน ๆ ครั้งจากภัยธรรมชาติเป็เื่ของอาถรรพ์และภูติร้ายหากข้อสันนิษฐานต่าง ๆ ที่ใช้หักล้างกับความเชื่อเ่าั้ว่าเป็เพียงภัยธรรมชาติใช้กับแอมเบอลีนไม่ได้เลย
เหตุการณ์และความเลวร้ายมันแตกต่างกันเกินไป
ฝนไม่ตกในแอมเบอลีนมานานแล้ว การเกษตรและปศุสัตว์จึงมีปัญหาเพราะบ่อน้ำแห้งขอดแม้จะพยายามขุดเจาะบ่อบาดาลก็ไม่ช่วยสักเท่าไร ถึงจะอดอยากขัดสน ชาวเมืองก็ไม่ยอมย้ายถิ่นฐานไปไหนแต่เื่หนึ่งผิดปกติไป คือการที่จำนวนเด็กลดลง ไม่มีใครเคยถูกแจ้งตายมีเพียงการแจ้งถึงการสูญหายเท่านั้น
“พวกชาวบ้านระบุว่าเป็ฝีมือของเกอร์ทรูด พอร์ตแมน”
“ใครคือ เกอร์ทรูด พอร์ตแมน”
เจเรเมียฮ์เหลือบมองเรมิเรสแวบหนึ่ง ก่อนตอบคำถามสการ์เล็ต
“อดีตแม่มดของกิลด์มิสทิคนางแต่งงานกับนายพราน และอาศัยที่ชายป่าของแอมเบอลีน ผันตัวเองไปค้าสมุนไพร และช่วยรักษาคนเป็บางครั้ง” เขาหยุดพูดครู่หนึ่งเพื่อจิบน้ำดับกระหายก่อนเล่าต่อตามข่าวสารที่ได้รับมา
“ราวครึ่งปีก่อน ผู้มีอิทธิพลในเมืองนั้นตามตัวเกอร์ทรูดไปรักษาบุตรตนที่ป่วยหนักแต่ร่างกายเขาทรุดโทรมเกินเยียวยา สุดท้ายจึงตายไปในที่สุด เ้าคนไร้หัวคิดนั่นโทษว่าเป็ความผิดของแม่มดสั่งคนไปสังหารสามีและลักพาลูกของนางไป เกอร์ทรูดอ้อนวอนขอให้เขาคืนลูกแก่นาง แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็ซากศพไร้ิญญาของบุตรชาย
แน่นอน มันทำให้แม่มดโกรธมากจนขาดสติจากนั้นคือจุดจบโศกนาฏกรรมของผู้มีอิทธิพลแห่งเมืองแอมเบอลีน”
“อา... น่าสงสารจริงหัวใจของคนเป็แม่คงแหลกสลาย” เอวารำพึงอย่างสั่งเวช
เรมิเรสเลื่อนสายตาไปพิจารณาสีหน้านางแวบหนึ่ง
หัวใจของคนเป็แม่...อย่างนั้นหรือ
“เื่มันไม่ได้จบแค่นั้น” เจเรเมียฮ์ถอนหายใจและเริ่มเล่าต่ออีกครั้ง
เสียงกรีดร้องของแม่มดในวันนั้นดังก้องสะท้านไปทั้งเมืองดุจคำสาปแม้นางจะเคยเอื้อเฟื้อช่วยเหลือผู้คนมามากมายแต่กลับไม่มีชาวบ้านคนไหนยื่นมือช่วยเหลือหรือปลอบประโลมนางเลยสักคนหลังจากเกอร์ทรูดหอบร่างไร้ิญญาของลูกกลับไปด้วยหัวใจที่แหลกสลาย ก็ไม่มีใครพบเห็นนางแม่มดผู้นี้อีก
ทว่าทุกคืนจันทร์เพ็ญหลังจากเหตุการณ์นั้นจะมีเสียงร้องเพลงของผู้หญิงดังกังวานไปทั่วเมืองและค่ำคืนนั้นจะต้องมีเด็กอย่างน้อยหนึ่งคนที่สาบสูญไป
ตอนแรกก็มีเพียงเด็กจรจัดไร้บ้านต่อมาเมื่อบุตรหลานในหลายครอบครัวเริ่มหายไป ชาวเมืองจึงรวมตัวกันไปทวงถามกับแม่มดที่บ้านชายป่าของนางและต้องพบกับความพิโรธจนกระเจิดกระเจิงกลับมา
เกอร์ทรูดประกาศกร้าว ต้องนำบุตรของนางมาคืนให้มิเช่นนั้น จะไม่มีใครได้บุตรหลานตนคืนกลับไปทั้งนั้น
แน่นอน มันเป็ไปไม่ได้บุตรของนางตายแล้ว นางเป็คนหอบร่างไร้ิญญานั้นกลับไปด้วยตัวเอง ชาวบ้านจนปัญญาไม่รู้จะหาทางแก้ได้เช่นไร
“พวกเขาน่าจะขอความช่วยเหลือไปยังกิลด์มิสทิคหรือส่งข่าวไปที่เมืองหลวงของเรา”
เพิลเอ่ยติง เจเรเมียฮ์หันมาสบตานางแล้วส่ายหน้า
“พวกเขาทำแน่แต่อิทธิฤทธิ์ของแม่มดวิกลจริตคงจะมีมากเกินไป ใครก็ตามที่คิดจะนำข่าวสารเื่นี้ออกไปนอกเขตเมืองมักจะถูกพบในสภาพของซากในอำพัน”
“อะไรนะ! ซากในอำพัน!?”
แทบทุกคนอุทานพร้อมกันเจเรเมียฮ์พยักหน้าแล้วเล่าต่อ
“ทุกคนคงเคยเห็นซากแมลงในอำพันใช่ไหมก็แบบนั้นแหละ ร่างพวกเขาถูกห่อหุ้มด้วยยางไม้ มีสภาพไม่ต่างจากซากแมลงในอำพัน”
“แล้วเ้าเอาข่าวสารรอดออกมาจากเมืองนั้นได้ยังไงล่ะ” เจคอบถาม
“ข้าไม่ได้ ‘นำสาร’ อะไรออกมานี่นา”เจเรเมียฮ์ตอบพลางจรดปลายนิ้วบนศีรษะตัวเอง “ข้ามีแค่ความจำกลับมาเท่านั้น”
แล้วนายทหารหนุ่มก็หยิบจี้ห้อยคอของตนออกมา
“แต่ถึงจะพูดแบบนั้นก็เกือบไปแล้วเหมือนกันเพราะตอนที่ออกมาจากเมืองแอมเบอลีน เหมือนมีอะไรบางอย่างไล่หลังมาจากแนวป่าสองข้างทางที่ยังปลอดภัยต้องเป็เพราะเครื่องรางของสุดที่รักข้าแน่ ๆนางซื้อมาจากร้านในมักชาล่ะ”
เจเรเมียฮ์ทำหน้าระรื่นปลื้มปริ่มเสียเต็มประดาจุมพิตเครื่องรางจากสุดที่รักของตนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำเอาทุกคนต้องเบือนหน้าหนีด้วยความเลี่ยนรักครู่หนึ่งก่อนหันกลับมาพูดคุยเข้าเื่อีกครั้ง
“เพราะเหตุนี้ ปัญหาที่ได้รับแจ้งมาจากแอมเบอลีนจึงมีเพียงเื่ผิดปรกติจากธรรมชาติโดยไม่ได้ระบุรายละเอียดมาสินะ” สการ์เล็ตว่า
“พวกเราต้องทำงานนี้หรือเปล่าแล้วท่านพ่อมดจะรับทำงานนี่หรือไม่ในเมื่อมันผิดจากข้อตกลงการว่าจ้างแต่แรกเริ่มของเรา”
คำถามของเจคอบทำให้ทุกคนหันไปมองเรมิเรสเป็ตาเดียวพ่อมดเลื่อนสายตาไปยังเ้าหญิงแล้วคลี่ยิ้ม
“ถ้าท่านสการ์เล็ต้าเื่ข้อตกลงการว่าจ้างค่อยแจ้งไปยังกิลด์มิสทิคทีหลังก็ได้ครับ”
“อ้าว! ไม่ได้ช่วยเปล่าหรอกเหรอ ข้านึกว่าเื่แบบนี้จะไม่คิดเงินเสียอีก”
เ้าคนเลี้ยงม้าที่ทุกคนพร้อมใจกันเรียกเป็ฉายาของเขาแทนชื่อจริงซึ่งไม่มีใครใส่ใจจำโพล่งขึ้นมาเอวาจึงเดินไปหยุดอยู่ข้างเขา ดึงใบหูเขาให้ตึงแล้วพูดกรอกด้วยเสียงอันดัง
“เื่นั้นต้องให้กิลด์มิสทิคตัดสินใจจ้ะเพราะเรมิเรสเป็พ่อมดมีสังกัด งานทุกอย่างรวมถึงค่าตอบแทนจึงต้องผ่านความเห็นจากองค์กรเวทมนตร์ไม่ว่าเขาจะรับทำงานนั้นไปแล้วหรือไม่ก็ตาม เข้าใจไหมจ๊ะ”
เสียงแหลม ๆของเอวาทำให้นายทหารเลี้ยงม้ารู้สึกเหมือนโดนทำร้ายประสาทหู เขาจำต้องพยักหน้าหงึกๆ ตอบรับว่าเข้าใจ เพื่อจะได้ไม่โดนอาวุธคลื่นเสียงทำลายล้างอีกครั้ง
“ใจร้าย... ” นายทหารผมแสกกลางสีฟางซีดบ่นอุบอิบหลังจากใบหูได้รับอิสระ เขารีบจรรีไปหลบด้านหลังเจคอบทันทีเมื่อดวงตาคู่หวานหรี่มองตามอย่างเอาเื่
“เอาล่ะ เราจะทำงานนี้” สการ์เล็ตตัดบทอย่างระอา “ไปเตรียมตัวให้พร้อมและพักผ่อนให้พอพรุ่งนี้เราจะได้เดินทางไปแอมเบอลีนแต่เช้า”
“ข้าว่าไม่จำเป็หรอกครับ” เรมิเรสเอ่ยขัด
หญิงสาวมองเขาด้วยความแปลกใจ
“ข้าคิดว่าควรจะไปคนเดียว” พ่อมดตอบคำที่ถูกถามด้วยสายตา
“แต่ว่า... ”
เรมิเรสแตะปลายนิ้วบนริมฝีปากตน เป็เชิงบอกให้ฟังที่เขาพูดสการ์เล็ตจึงหยุดฟัง
“ตามข้อมูล เกอร์ทรูดพอร์ตแมน เป็ผู้ใช้เวทมนตร์ที่วิกลจริต นางสังหารคนมากมายโดยไม่เลือกภาวะอารมณ์และความคิดที่ไม่มั่นคงอาจก่อให้เกิดอันตรายโดยไม่คาดหมายท่านเป็บุคคลสำคัญ และควรถูกคุ้มครองอยู่ในที่ปลอดภัยดังนั้นให้ข้าไปคนเดียวเถอะครับ”
“ให้ใครไปด้วยอีกสักคนก็ยังดี” หญิงสาวเสนอ
นางไม่ยินดีที่มีแต่ตนอยู่ในสถานที่ปลอดภัยและยิ่งไม่เห็นด้วยที่จะให้เขาไปเสี่ยงเพียงลำพัง หลังจากคัดค้านด้วยสายตาขึงขังครู่หนึ่งพ่อมดจึงเป็ฝ่ายยอมพ่ายแพ้
“ถ้าท่านยังยืนกรานอย่างนั้นให้คนเลี้ยงม้าไปด้วยก็แล้วกัน”
“เอ๋!! ข้าเหรอ” นายทหารผมฟางร้องอุทานเสียงหลง
เขาคิดอยากปฏิเสธ ถ้าจะต้องไปผจญเื่น่ากลัวกับพ่อมดเพียงลำพังแต่เมื่อเห็นสายตาคาดหวัง บังคับ และข่มขู่จากแต่ละคนก็จำต้องยอมรับอย่างช่วยไม่ได้
“ไปก็ไปครับ”