ยามโฉ่วที่แสนวิปริตสิ้นสุดลงพร้อมกับความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม ทันทีที่หวังซิวพุ่งเข้าไปหยุดยั้งปลายพู่กันของลู่ชิงไว้ได้ทันท่วงที พลานุภาพที่บีบอัดจนมิติแทบปริร้าวพลันมลายหายไปสิ้นประดุจฟองอากาศที่แตกสลาย กฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติที่เคยถูกบิดเบือนกลับคืนสู่สภาวะปกติอย่างฉับพลัน
ภายในห้องพักที่สลัวราง บรรยากาศที่เคยหนักอึ้งประดุจถูกขุนเขาหมื่นลี้ทับถมกลับจางหายไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นควันเทียนและเสียงถอนหายใจยาวเหยียดของหวังซิว ปรมาจารย์ผู้มีตบะระดับจอมราชันขั้นสูงบัดนี้ยืนตัวสั่นเทา เหงื่อกาฬไหลอาบแผ่นหลังจนชุ่มโชก ดวงตาของเขาจ้องมองไปยังข้อมือของ บัณฑิตลู่ ที่ตนเองเพิ่งคว้าไว้ด้วยความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความยำเกรงและหวาดหวั่น
ทว่า... เจ้าของห้องผู้ซึ่งเกือบจะล้างโลกด้วยปลายพู่กัน กลับทำหน้ายุ่งและขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่สบอารมณ์ ลู่ชิงเงยหน้าขึ้นมองหวังซิวด้วยแววตาซื่อบื้อที่ปนไปด้วยความหงุดหงิดประหนึ่งเด็กน้อยที่ถูกขัดจังหวะขณะกำลังเล่นสนุก
"ท่านผู้เฒ่าหวัง! ท่านเข้ามาทำไมกะทันหันเช่นนี้!" ลู่ชิงบ่นอุบพลางรีบดึงมือกลับและสำรวจดูหน้ากระดาษในคัมภีร์ด้วยความหวงแหน
"ดูสิ! ท่านทำข้าตกใจจนเส้นบรรทัดเบี้ยวไปหมดแล้ว โจทย์ข้อนี้มันซับซ้อนยิ่งนัก หากข้าคำนวณพลาดไปแม้เพียงนิดเดียว ความพยายามที่ข้าอุตส่าห์อดตาหลับขับตานั่งไล่เส้นมาทั้งคืนต้องพังทลายลงแน่ๆ ข้าไม่ยอมให้ปัญญาของข้าต้องมีรอยด่างพร้อยเพราะการคำนวณผิดพลาดหรอกนะ!"
ลู่ชิงปาดเหงื่อบนหน้าผากด้วยแขนเสื้อซอมซ่อ พลางบ่นพึมพำเรื่องความยากของ "เกมลับสมอง" ในสมุดนิทานต่อไป โดยที่เขาไม่มีความรู้สึกรู้สาเลยว่า หมอกประหลาดที่บดขยี้จิตวิญญาณคน และสายฟ้าทัณฑ์เซียนที่เกือบจะฟาดลงมากลางกบาลเขานั้น ล้วนเกิดจาก "ความไม่ยอมคำนวณพลาด" ของเขาทั้งสิ้น!
ทางด้านภายนอกห้องพัก ทันทีที่พันธนาการของ วิถีวกวนนิรันดร์ คลายลง องค์หญิงสาม ที่เคยติดอยู่ในลูปมิติที่น่าเวียนหัวก็กลับมาตั้งสติได้อีกครั้ง นางทรุดกายลงหอบหายใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะข่มความตื่นตระหนกแล้วผุดลุกขึ้นกระชับกระบี่คู่กายแน่น นัยน์ตาคมกริบประดุจพยัคฆ์สาวตวัดมองไปยังเหล่าองครักษ์ที่เพิ่งหลุดพ้นจากมนต์สะกดมิติเช่นกัน
"องครักษ์! ตามข้ามาดูข้างนอกเดี๋ยวนี้!" นางแผดเสียงสั่งการพลางพุ่งทะยานร่างผ่านบานหน้าต่างออกไปสู่ลานดินหน้าโรงเตี๊ยมด้วยวิชาตัวเบาที่รวดเร็ว
ทว่าภาพที่ปรากฏแก่สายตาเบื้องหน้า กลับทำให้นางและเหล่าองครักษ์ถึงกับยืนตะลึงพรึงเพริดจนแทบหยุดหายใจ หมอกหนาพิลึกพิลั่นที่เคยปกคลุมทั่วบริเวณจางหายไปหมดแล้ว เผยให้เห็นร่างของชายชุดดำกว่ายี่สิบคนนอนเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นดินที่แห้งผาก
สภาพของพวกมันชวนให้เสียวสันหลังยิ่งนัก... บางคนนอนนิ่งสนิทสลบไสลไปทั้งที่ตายังเหลือกลือกค้าง บางคนยังคงมีสติอยู่ลางๆ แต่กลับส่งเสียงเพ้อคลั่งพร่ำเรียกหาแต่สิ่งมีชีวิตที่น่าเกลียดน่ากลัว ใบหน้าของพวกมันบิดเบี้ยวด้วยความสยดสยองสุดขีด มือทั้งสองข้างข่วนตะกุยดินจนเล็บแตกอาบเลือด ราวกับพยายามจะมุดดินหนีจากภาพมายาใน วิถีหมอกลวงเนตร ที่บดขยี้ประสาทสัมผัสของพวกมันจนพังทลาย
"นี่มัน... พลังปีศาจชนิดใดกัน?" องครักษ์คนหนึ่งพึมพำด้วยเสียงสั่นเครือ
"คนพวกนี้... ฝีมือปราณยุทธ์ไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกเราเลยแม้แต่น้อย แต่กลับถูกจัดการจนเสียสติโดยที่ไม่มีรอยแผลจากคมดาบแม้แต่รอยเดียว"
องค์หญิงสามเดินสำรวจซากร่างเหล่านั้นด้วยใจที่เต้นรัวประดุจกลองรบ นางสัมผัสได้เพียงความว่างเปล่าที่หลงเหลืออยู่ในอากาศ ไม่มีความร้อนแรงของไฟ ไม่มีความเย็นของน้ำแข็ง มีเพียงความรู้สึกลึกลับที่ยากจะอธิบาย นางเหลียวมองกลับไปยังห้องพักของลู่ชิงที่ยังมีแสงเทียนสลัวลอดออกมา
'หรือจะเป็นผู่อาวุโสที่ลงมือ?' นางตั้งข้อสงสัยในใจด้วยความสับสน 'แต่พลังแบบนี้... ข้าไม่เคยเห็นยอดยุทธ์คนไหนใช้มาก่อน มันไม่ใช่ปราณยุทธ์ แต่มันเหมือนกฎเกณฑ์บางอย่างที่บังคับให้คนต้องเป็นไปตามนั้น... ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก'
ในขณะที่ทุกคนกำลังหวาดผวาและสงสัยในตัวตนของ "ยอดคน" ที่ลงมือ ภายในห้องพักนั้น หวังซิวกลับยังคงยืนตัวแข็งทื่อ มองดูบัณฑิตลู่ที่กำลังหยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มหมึกใหม่หมายจะแก้จุดที่เบี้ยวไปจากการถูกขัดจังหวะ
"เฮ้อ... ท่านผู้เฒ่าหวัง ท่านไปพักผ่อนเถิด อย่ามากวนข้าเลย ข้าขอเวลาอีกนิดเดียวจะสรุปยอดบัญชี... เอ้ย... สรุปโจทย์ข้อนี้ให้เสร็จ" ลู่ชิงโบกมือไล่ส่งๆ พลางก้มหน้าก้มตานับนิ้วคำนวณต่อไปด้วยความมุมานะ
แต่หวังซิวยังไม่ยอมปล่อยมือ
"ท่านผู้เฒ่าหวัง! " ลู่ชิงเริ่มขึ้นเสียงด้วยความหงุดหงิดประหนึ่งคนถูกขัดจังหวะสำคัญ
"ข้าบอกแล้วไงว่าข้าไม่ต้องการคำนวณพลาด! โจทย์ข้อนี้มันสลับซับซ้อนยิ่งนัก หากข้าตวัดเส้นพู่กันผิดเพี้ยนไปแม้เพียงนิดเดียว ความเพียรพยายามที่ข้าอดทนไล่เรียงมาทั้งคืนต้องพังทลายลงแน่ๆ ท่านจะมารับผิดชอบความรู้สึกของบัณฑิตอย่างข้าได้หรือ!"
ลู่ชิงที่กำลังจะระเบิดอารมณ์โกรธใส่ยอดฝีมือระดับจอมราชันเพียงเพราะหวงแหนการแก้โจทย์ใน "สมุดนิทาน" กลับต้องชะงักงันไปพร้อมๆ กับหวังซิว เมื่อโสตประสาทของทั้งคู่ได้ยินเสียงตะโกนดังกึกก้องมาจากเงามืดภายนอกโรงเตี๊ยม
"จู่โจม! ฆ่าพวกมันให้หมดอย่าให้เหลือรอดไปได้แม้แต่คนเดียว!"
เสียงคำรามอันเหี้ยมเกรียมนั้นดังมาจากกลุ่มมือสังหารชุดดำ "กองกำลังหลัก" ที่ซุ่มดูสถานการณ์อยู่ห่างออกไปนอกรัศมีของหมอกประหลาด พวกมันเป็นกลุ่มที่ไม่ได้ถูกบดขยี้ด้วย วิถีหมอกลวงเนตร จึงยังคงมีสติสมบูรณ์ แม้จะตื่นตะลึงกับภาพพจน์อันน่าประหลาดที่เกิดขึ้นกับพรรคพวกแนวหน้าก่อนหน้านี้ แต่เมื่อเห็นว่าหมอกจางหายและทุกอย่างกลับสู่สภาวะปกติ ผู้นำกลุ่มจึงตัดสินใจสั่งเดินหน้าต่อทันที แม้แผนการลอบสังหารจะเละเทะไม่เป็นท่าไปแล้วก็ตาม
ทันทีที่เสียงตะโกนนั้นแว่วเข้าหู ใบหน้าของลู่ชิงที่เคยแดงก่ำด้วยความโกรธพลันซีดเผือดลงในฉับพลัน ความถือดีในฐานะบัณฑิตมลายหายไป เหลือเพียงความตื่นตระหนกสุดขีดตามสัญชาตญาณของคนขวัญอ่อน
"ขะ... ขบวนโจร! โจรป่าบุกจริงๆ ด้วย!" ลู่ชิงอุทานเสียงสั่น มือที่ถือพู่กันสั่นระริกจนหมึกเกือบจะกระเซ็นเปื้อนคัมภีร์ เขารีบกวาดสายตามองไปที่ประตูห้องด้วยความหวาดระแวงพลางขยับกายเข้าไปใกล้หวังซิวโดยไม่รู้ตัว
"ท่านผู้เฒ่าหวัง ท่านได้ยินไหม! พวกมันบอกว่าจะฆ่าให้หมด! ข้า... ข้าเป็นเพียงบัณฑิตตกยากที่ไม่มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย เหตุใดสวรรค์ถึงกลั่นแกล้งข้านัก!"
ลู่ชิงกอดคัมภีร์ปกเหลืองไว้แนบอกประดุจสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิต ขณะที่หวังซิวได้แต่ยืนนิ่ง อารมณ์สับสนตีรวนอยู่ในอกจนบอกไม่ถูก เขาจ้องมองบัณฑิตที่กำลังสั่นเป็นเจ้าเข้าผู้นี้สลับกับจิตสังหารที่กำลังพุ่งตรงมาจากภายนอก
'นี่เขาตื่นตระหนกจริงๆ หรือกำลังแสดงงิ้วตบตาข้ากันแน่? บัณฑิตลู่... ท่านช่างเป็นยอดคนที่เดาทางได้ยากเย็นยิ่งนัก!'