ธนกฤต หรือ แฟร์ อายุ 30 ปี เขามีรูปร่างสูงใหญ่ ผิวดำคล้ำ หน้ายาวรูปไข่ หน้าผากเป็สี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน จมูกเล็กและบาน ไม่มีดั้ง ร่องจมูกลึกและสั้น ริมฝีปากล่างหนากว่าริมฝีปากบน ปากแดงราวเปลือกผลแอปเปิล หูเล็กไม่เข้ากับใบหน้าบานๆ ของเขา ติ่งหูหนา รูปทรงหูคล้ายหูพระพุทธรูปแต่ไม่ยาน หูไม่กาง ไว้หนวดเคราเล็กน้อย คิ้วสีดำขึ้นดกในส่วนของต้นคิ้วแล้วค่อยๆ ลดหลั่นจนกระทั่งบางในส่วนปลายคิ้ว นอกจากนี้ ปลายคิ้วยังตวัดขึ้นข้างบน ดวงตาสองชั้นสีดำ ตาหยี ขนตาสั้นจนแทบมองไม่เห็น เขาสวมแว่นตากรอบสี่เหลี่ยมสีดำเพราะสายตาสั้น อนึ่งใบหน้านั้นมีน้ำมีนวลเพราะธนกฤตนั้นอ้วนถึง 120 กิโลกรัม ผมสีดำตัดรองทรงอย่างเรียบร้อยตามประสาอาชีพครูซึ่งค่อนข้างอนุรักษ์นิยม ส่วนสูง 173เิเ ซึ่งเมื่อคำนวณดัชนีมวลกายแล้วถือว่าทะลุ 40 ซึ่งหมายถึง "อ้วนเกินพิกัด" แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาคือโรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง ซึ่งกำลังมาเยือนในไม่ช้า
ธนกฤตแต่งกายด้วยชุดเสื้อเชิร์ตสีชมพู แลกางเกงสแล็กสีกรมท่า ผนวกกับรองเท้าคัตชูสีดำคล้ำ สอนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนวัดพิยดานฤมิต โรงเรียนเล็กๆ ในอำเภอเล็กๆ ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ความจริงอำเภอร่อนพิบูลย์เคยใหญ่มาก่อน แต่ถูกแบ่งเนื้อที่ให้อำเภอจุฬาภรณ์ แลอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จนเนื้อที่เหลือน้อยแลมิใช่อำเภอที่มีบทบาทสำคัญนักในจังหวัดเมื่อเทียบกับอำเภอใหญ่ๆ อย่างอำเภอเมืองฤาอำเภอทุ่งสง หนำซ้ำเนื้อที่กระจิ๋วหลิวที่ทางหลวงหมายเลข 41 ทอดผ่าน ก็มิช่วยยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของอำเภอแต่อย่างใด
ธนกฤตสอนวิชาวิทยาศาสตร์ เขามีความชื่นชอบในวิชาวิทยาศาสตร์มาั้แ่ครั้งยังเด็กแล้ว ตอนมัธยมศึกษาตอนปลาย เขาเรียนแผนวิทย์-คณิต ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งย่านมณฑลทหารบกที่ 41 กระทั่งชั้นอุดมศึกษา เขาเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช หลักสูตรครุศาสตร์เอกวิทยาศาสตร์ บ้านของเขาอยู่ในอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช แถวย่านชุมชนที่เรียกกันว่า "หัวอิฐ" ซึ่งห่างจากโรงเรียนที่เขาทำการสอนเกือบ 40 กิโลเมตร ทุกๆ เช้ายกเว้นเสาร์ - อาทิตย์ เขาจักขับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูรุ่นนกแก้ว หรือ bmw 3 serie e 36 คันสีน้ำเงินเข้มซึ่งเป็รถยุค 90 หนำซ้ำยังเป็รถมือสองที่เขาได้จากคุณตาของเขาเพื่อขับไปโรงเรียน แทนที่จักเสียเวลานั่งรถสองสามทอดไปต่างอำเภอ
เย็นวันนี้เป็วันที่พิเศษ อากาศเย็นสบาย มีเมฆมาก เมฆสีขาวดังสำลีจับกลุ่มกันเป็ก้อน เมื่อพิศดูอาจคล้ายวัตถุบางชนิดหรือใบหน้าคน ก็สุดแต่จักจินตนาการได้ ทั้งนี้อากาศกลางเดือนมกราคม 2568 ค่อนข้างแห้งแล้ง หลังจากผ่าน่เวลาแห่งอุทกภัยเมื่อปลายปี บัดนี้ฝนไม่ตกเลยสักเม็ด อากาศร้อนแลแห้งแล้ง อุณหภูมิระหว่าง 26-33 องศาเซลเซียส
ที่กล่าวว่าวันนี้เป็วันพิเศษก็เพราะว่า เย็นวันนี้ ธนกฤตนัดเจอกับญาติผู้หนึ่งที่ร้านปิ้งย่างของชาวอิสลามชื่อว่า "แองเจิล กุ้งกระทะ" บนถนนกะโรมย่านหัวอิฐนี่เอง
...
ชายผู้ที่ธนกฤตนัดเจอชื่อ ณัฐพล หรือตอง อายุ 17 ปี เขาเป็ชายรูปร่างผอม สูง 168 เิเ น้ำหนัก 48 กิโลกรัม หน้าผากแคบ ผมดำถูกตัดรองทรงสั้นไว้หน้าม้า ใบหน้ารูปไข่ ผิวคล้ำ คิ้วดำดกหนาปลายคิ้วตวัดขึ้นข้างบน ดวงตาสองชั้นสีดำ ลักษณะตาจัดว่าเป็คนตาลอย ขนตาสั้นจนแทบมองไม่เห็น สันจมูกตรงมีดั้งสวยงามเหมือนลูกชมพู่ที่เหยียดตรงน่ารับประทาน ร่องจมูกลึกแลยาว ริมฝีปากล่างหนากว่าริมฝีปากบน ริมฝีปากสีดำคล้ำเนื่องจากเ้าตัวชอบสูบบุหรี่เป็ชีวิตจิตใจ ใบหูยาวแลค่อนข้างกาง ติ่งหูหนาแลยานเล็กน้อย อีกทั้งยังเป็คนคอยาว
ณัฐพลเรียนสายอาชีพ โดยเรียนสาขาช่างยนต์ที่วิทยาลัยแห่งหนึ่งตรงข้ามสนามกีฬาจังหวัด เขาแต่งกายด้วยกางเกงสแล็กขาเดฟสีกรมท่า เสื้อช็อปสีกรมท่าล้วนยกเว้นคอปกที่เป็สีเขียว กระเป๋าเสื้อตรงหน้าอกด้านซ้ายปักโลโก้ของวิทยาลัย ส่วนหน้าอกด้านขวาปักชื่อแลนามสกุลของเขาด้วยด้ายสีขาว เขาสวมรองเท้าผ้าใบสีดำ
บัดนี้ณัฐพลยืนรอธนกฤตหน้าร้านแองเจิลเป็ที่เรียบร้อยแล้ว เขาหยิบบุหรี่แอลเอ็มซองสีแดงออกมาหนึ่งมวนแล้วใช้ไฟแช็กจุดบุหรี่สูบอย่างสบายอุระ บางจังหวะเขาคีบบุหรี่ไว้ในปากแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือดูคลิปวิดีโอที่ไม่ค่อยจะมีสาระนักในติ๊กต็อก ก่อนจะเอาโทรศัพท์มือถือเก็บไว้ในกระเป๋าแล้วเอามือคีบบุหรี่ออกจากปากจากนั้นพ่นควันปุ๋ยๆ แล้วคาบไว้ในปากตามเดิม
ประมาณ15 นาทีหลังจากที่ณัฐพลเริ่มสูบบุหรี่มวนแรก รถบีเอ็มรุ่นนกแก้วของธนกฤตก็แล่นมาจอดหน้าร้านแองเจิลกุ้งกระทะ รถถูกดับเครื่องยนต์ในอีกนาทีต่อมา ธนกฤตเปิดประตูรถพร้อมยกมือไหว้ณัฐพล
"สวัสดีครับอาตอง" ธนกฤตจำนรรจ์
ณัฐพลรับไหว้แล้วพาทีขึ้นมาว่า "สวัสดีครับพี่แฟร์
ความสัมพันธ์ของทั้งสองเป็อย่างไรกันแน่?
...
ความจริงแล้ว ณัฐพลมีศักดิ์เป็ลูกพี่ลูกน้องของบิดาของธนกฤต เพราะเนื่องจากบิดาของณัฐพลนั้นเป็ลูกพี่ลูกน้องกับปู่ของธนกฤตอีกทีหนึ่ง ความสัมพันธ์ฉันเครือญาติที่ดูสลับซับซ้อน ทำให้ชายวัย17 มีศักดิ์เป็อาคนวัย 30 ได้
แต่กระนั้นแล้วเมื่อณัฐพลเกิดมาลืมตาดูโลกแล้วเห็นธนกฤตซึ่งดูแก่กว่าเขาหลายปี อาจเพราะมโนสำนึกแลความเคอะเขินเหนียมอาย ทำให้ณัฐพลไม่อยากยอมรับสถานะ "คุณอา" ของเขาเท่าไร ฉันนั้นเขาเลยเรียกธนกฤตว่า "พี่แฟร์"
...
ทั้งสองนั่งในร้านแองเจิลหมูกระทะเป็ที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากเตาปิ้งย่างแบบเตาหมูกระทะทั่วไป สิ่งที่คลาคล่ำบนโต๊ะคือผักแลเนื้อสัตว์นานาชนิด ยกเว้นเนื้อหมูที่ไม่มี เนื่องจากเ้าของร้านนับถือศาสนาอิสลาม บัดนี้ทั้งธนกฤตและณัฐพลกำลังขะมักเขม้นในการปิ้งย่างเนื้อสัตว์บนเตาร้อนๆ ที่ใช้ถ่านเป็เชื้อเพลิง
ครั้นแล้วจู่ๆ ธนกฤตก็ถามโพล่งขึ้นมา
"่นี้อาตองสบายดีนะครับ"
"ผมไม่ค่อยสบายเท่าไหร่น่ะสิพี่แฟร์"
"อ้าว ทำไมเหรอครับ"
"เทอมนี้เจอแต่วิชายากๆ ต้องเรียนคณิตสองตัว คือคณิตอุตสาหกรรม กับคณิตช่างยนต์ ไหนจะภาษาอังกฤษสำหรับสถานประกอบการอีก แล้วก็วิชาจักรยานยนต์ วิชาเครื่องยนต์เล็ก แถมฝึกงานอีกต่างหาก ท้อว่ะพี่แฟร์"
ธนกฤตยิ้มให้คุณอาตัวน้อยแล้วพูดว่า "สู้ๆ นะครับอาตอง ผมเป็กำลังใจให้"
"ขอบใจพี่แฟร์"
...
ธนกฤตแลณัฐพลก้มหน้าก้มตาทานปิ้งย่างอย่างไม่ลดละ อนิจจาที่จังหวะหนึ่งซึ่งธนกฤตก้มหน้าก้มตาทานอย่างเอร็ดอร่อยนั้น มีสายตาเ้าเล่ห์อำมหิตแอบมองเขาอย่างมีเลศนัย มันคือสายตาของสัตว์นักล่าผู้หิวโหยที่พบเห็นได้ทั่วไปตามสารคดีสัตว์โลก หากแต่นี่เป็สายตามนุษย์ การพบเจอสายตาแบบนี้บ่อยครั้งมิใช่เื่ดีแน่นอน
...
การรับประทานอาหารของสองอาหลานผ่านไปกว่า1 ชั่วโมง 30 นาทีแล้ว อยู่ๆ ณัฐพลก็พูดโพล่งขึ้นมาถึงคำขอร้องอะไรบางอย่างแก่ธนกฤต
"พี่แฟร์ กินเสร็จแล้วพี่ช่วยไปดูไฟที่ห้องผมหน่อยดิ มันไม่ติด"
"อ้าวอาตอง อาตองเรียนช่างไม่ใช่เหรอ ทำไม่ไม่เช็กเองล่ะ"
"จะบ้าเหรอพี่แฟร์ ผมเรียนช่างยนต์นะไม่ใช่ช่างไฟ" ณัฐพลพูดอย่างมีน้ำโหนิดหน่อย
ธนกฤตยิ้มเจี๋อนๆ เมื่อได้ยินคุณอาตัวน้อยจำนรรจาออกมา จากนั้นเขาจึงพูดกับณัฐพลว่า
"ครับๆ ได้เลยครับอา เดี๋ยวผมจะไปดูให้"
ธนกฤตเคยมีประสบการณ์ด้านไฟฟ้ามาก่อน เขาเคยเปลี่ยนหลอดไฟ บัลลาสต์ สตาร์ตเตอร์ให้ที่บ้านของตนเองรวมทั้งบ้านของณัฐพล รวมทั้งเคยเปลี่ยนปลั๊กไฟเครื่องใช้ไฟฟ้า แลเคยเปลี่ยนสวิตซ์ไฟจากของเก่าให้เป็ของใหม่เอี่ยม ณัฐพลจำความได้ว่าเมื่อเขายังเด็กกว่าตอนนี้ เขาเห็นธนกฤตยืนบนเก้าอี้ที่บ้านของเขาเพื่อเปลี่ยนบัลลาสต์ของหลอดไฟห้องครัว ซึ่งเป็หลอดวงเดือน เดิมทีมันยังใช้การได้ แต่เ้าบัลลาสต์โกโรโกโสอันเก่ากึ๊กมันดังหึ่งๆ ซะจนน่ารำคาญ ด้วยเหตุนี้เองแม่ของณัฐพลจึงไปตามธนกฤตมาช่วยแก้ปัญหา เมื่อธนกฤตมาดูจึงพบว่าบัลลาสต์เสีย เขาเลยขอเงินแม่ของณัฐพลจำนวนหนึ่งแล้วปั่นจักรยานไปซื้อบัลลาสต์ที่ร้าน "ก้องเกียรติการไฟฟ้า" ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านราวครึ่งกิโลเมตร จากนั้นจึงปั่นกลับมาแล้วจัดแจงสับเบรกเกอร์ที่เขียนว่าห้องครัวลง แล้วใช้ไขควงปากแบนหมุนเพื่อแงะเอาบัลลาสต์เก่าบุโรทั่งออกมา คุณพระช่วยบัลลาสต์ที่ปลดออกมานั้นปี้ป่นผุพังไม่มีชิ้นดี จากนั้นเขาจึงติดตั้งบัลลาสต์ตัวใหม่แล้วต่อวงจรเหมือนเดิม ยกเบรกเกอร์ขึ้น ไฟก็ติดดังเดิม ไร้ซึ่งเสียงหึ่งๆ ให้รำคาญใจ
...
หลังจากที่ทั้งสองคนทานอาหาร ณ ร้าน "แองเจิล กุ้งกระทะ" เสร็จเรียบร้อยโรงเรียนวัดพิยดาแล้ว ธนกฤตก็เดินไปที่รถโดยมีณัฐพลติดสอยห้อยตามไปด้วย ธนกฤตขับรถผ่านซอยต่างๆ ไม่กี่ซอย จนกระทั่งรถบีเอ็มนกแก้วของเขาผ่านสำนักงานทางหลวงที่ 16 ตรงข้ามสำนักงานทางหลวงนี่เองมีซอยเล็กๆ อยู่ เขาเลี้ยวซ้ายเข้าไปราวๆ เกือบหนึ่งกิโลเมตรเห็นจักได้ ในที่สุดก็มาถึงบ้านปูนสองชั้นหลังหนึ่ง มันคือบ้านของณัฐพลนั่นเอง
ความจริงบ้านของธนกฤตก็อยู่ไม่ไกล มันเป็บ้านปูนสองชั้นติดๆ กันกับบ้าน
ของณัฐพล มันช่างเหมือนเพลงคนข้างบ้านของป๋าเบิร์ด ธงไชย ที่ร้องว่า
"เกิดจากเรา บ้านมันปลูกติดกัน ปลูกติดกันพอดี เปิดหน้าต่างทุกที ทุกทีหน้าเราก็ชนกัน"
มันเป็เพลาหนึ่งทุ่มเศษ ธนกฤตเปิดประตูรถออกมา ในขณะที่ณัฐพลเปิดประตูรถแลออกมาจากนั้นดึงบุหรี่แอลเอ็มซองแดงจากซองแล้วคีบไว้ในปาก แล้วเอาไฟแช็กที่ติดกระเป๋ากางเองออกมาแล้วจุดมัน ธนกฤตสังเกตเห็นความผิดปกติอะไรบางอย่าง ใน บ้านมืดตึ๊ดตื๋อ ไม่มีใครเปิดไฟ หนำซ้ำคำถามสำคัญที่เขาจักเอ่ยถามคุณอาตัวน้อยของเขาคือ
"พ่อกับแม่ไปไหน"
ณัฐพลพยักหน้าแล้วตอบ
"พ่อกับแม่ไปเยี่ยมตากับยายที่ลาดหลุมแก้ว ปทุมธานี"
"อ๋อ"
สิ่งที่ณัฐพลพูดนั้นเป็ความจริง เพราะน้องสาวของแม่ของณัฐพลนั้น หล่อนซื้อบ้านไว้ที่ลาดหลุมแก้วจริงๆ เนื่องจากหล่อนทำงานเป็ครูสอนพยาบาลที่วิทยาลัยพยาบาลของจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งก็ถือว่าขับรถไปสบายๆ จากลาดหลุมแก้ว โดยผ่านทางหลวงหมายเลข 340 บางบัวทอง- สุพรรณบุรี
บ้านที่น้าสาวของณัฐพลซื้อนั้นเป็บ้านจัดสรรราคา 8 ล้านบาทอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ณ ลาดหลุมแก้ว แลน้าสาวของณัฐพลก็พาตากับยายไปอยู่ที่บ้านหลังนั้นด้วย นานๆ ทีครอบครัวของณัฐพลจักไปที่บ้านหลังนั้นเพื่อไปเยี่ยมตากับยาย แต่คราวนี้ณัฐพลไม่ได้ไปด้วยเพราะไม่ได้อยู่ใน่ปิดภาคเรียน พ่อกับแม่ของณัฐพลเลยไปเยี่ยมตากับยายโดยทิ้งณัฐพลไว้เพียงลำพัง ในขณะที่ไฟห้องนอนก็ยังมาเสียอีก
ณัฐพลคาบบุหรี่แล้วหากุญแจในกระเป๋าเพื่อเปิดบ้าน จากนั้นเขากับธนกฤตหลานชายก็ถอดรองเท้าแล้วเข้าบ้านด้วยกัน
ทั้งคู่ขึ้นบันไดไม้เพื่อไปสู่ชั้นสองตรงห้องของณัฐพล
เมื่อขึ้นบันไดมาถึงชั้นสอง เดินอีกไม่กี่ก้าวก็จักพบห้องๆ หนึ่งที่ปิดประตูมุ้งลวดแลประตูไม้ไว้ ณัฐพลเปิดมันออก จากนั้นเขาเอามือเปิด-ปิดสวิตซ์ไฟ เพื่อแสดงให้ธนกฤตดูว่าไฟไม่ติดจริงๆ
"นี่อะพี่แฟร์...ไฟไม่ติด"
ธนกฤตพยายามดูหลอดไฟแต่มันมืดมาก มองไม่เห็น ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงถามณัฐพลว่า
"มีไฟฉายไหม"
"มีครับ"
ณัฐพลรีบวิ่งลงบันไดไปชั้นล่างเพื่อไปเอาไฟฉายในตู้ลิ้นชักใกล้กับห้องครัว แล้วรีบวิ่งขึ้นมาให้ธนกฤต
"นี่ครับ"
ธนกฤตสบตาณัฐพล ณัฐพลสบตาธนกฤตชั่วครู่หนึ่งราวกับนางเอกสบตาพระเอกในละครหลังข่าว
"ขะ...ขอบคุณ"
ธนกฤตเอาเก้าอี้แบบมีพนักพิงที่สอดไว้ใต้โต๊ะเขียนหนังสือของณัฐพลออกมา เขาประเมินว่าคงยืนบนเก้าอี้เปลี่ยนหลอดไฟไม่ได้ เนื่องด้วยน้ำหนักที่มากเกินพิกัดของเขา อาจจักทำให้เก้าอี้พังและชายหนุ่มวัย30 ปีจักได้รับาเ็
ฉับพลันณัฐพลอ่านใจธนกฤตออก เขาจึงพูดโพล่งออกมาว่า
"เอาบันไดมั้ยพี่แฟร์"
"มีเหรอ"
"มีดิ"
ธนกฤตนิ่งไปชั่วครู่ก่อนตอบกลับไป
"เอามาหน่อย"
คุณอาตัวน้อยเลยต้องลงบันไดอีกรอบเพื่อไปเอาบันไดที่พาดไว้ในห้องครัวขึ้นมาให้หลานชายวัยฉกรรจ์ เมื่อเขานำขึ้นมาแล้วธนกฤตจัดแจงวางบันไดแล้วปีนขึ้นแลสาดไฟฉายใส่หลอดไฟทันที
มันเป็หลอดไฟแอลอีดีชนิดT8 หลอดสั้นมีจำนวนวัตต์เพียง 18 วัตต์เท่านั้น หลอดชนิดนี้พิเศษตรงที่ไม่ต้องใช้บัลลาสต์และสตาร์ตเตอร์ แลไม่ต้องเปลี่ยนรางใหม่ เพียงถอดสตาร์ตเตอร์ (หรืออาจถอดบัลลาสต์ด้วยถ้าสะดวก) จากนั้นก็สวมหลอดชนิดนี้เสียบขั้วรางหลอดแอลอีดีเดิม แล้วกดสวิตซ์ไฟเป็อันใช้ได้
...
หลอดยังดูใหม่มากจนมิอาจคิดได้ว่ามันชำรุด ธนกฤตอยากพิสูจน์ว่าหลอดนั้นใช้การได้หรือเปล่า เขาจึงถอดหลอดออกมาโดยไม่มีการสับเบรกเกอร์เพื่อตัดไฟลงแต่อย่างใด
ท้ายห้องของณัฐพลมีประตูไม้อยู่บานหนึ่ง ข้างประตูมีสวิตซ์ไฟเมื่อกดสวิตซ์แล้วยังใช้การได้อยู่ มันเป็ประตูทอดไปสู่ระเบียงของห้อง ที่ซึ่งสามารถตากผ้าหรือสูบบุหรี่ได้ตามอัธยาศัย
คุณพระช่วย หลอดไฟตรงระเบียงเป็หลอดชนิดเดียวกันกับหลอดในห้องนอนของณัฐพล ได้การล่ะ ตอนนี้ในหัวของธนกฤตคิดอยู่สองประการด้วยกัน ประการแรก ปิดสวิตซ์ (ไม่สับเบรกเกอร์เพื่อตัดไฟ) ถอดหลอดไฟระเบียงออกเสียก่อน จากนั้นจึงสวมหลอดต้องสงสัยว่าจะเสียลงไป หากปรากฏว่าหลอดเปิดติด แสดงว่ามีจุดอื่นในห้องนอนที่เสีย มิใช่หลอดไฟ นำมาซึ่งประการที่สอง คือ ธนกฤตจักเอาหลอดไฟตรงระเบียงไปสวมไว้ที่รางตรงห้องนอนของณัฐพลแทน เพื่อให้อาของเขาได้ทำการบ้าน เล่นมือถือ อ่านหนังสือ หรือทำกิจวัตรประจำวันไปพลางๆ ก่อน แล้ววันถัดไปผู้เป็หลานจึงจักซื้อหลอดไฟจากร้านก้องเกียรติการไฟฟ้าหลอดใหม่มาใส่ให้ที่ห้องนอน แล้วจัดแจงเอาหลอดเฉพาะกิจกลับคืนสู่ที่เดิมของมัน
เหตุการณ์ปรากฏว่าหลอดที่ถอดออกมาจากห้องนอนแล้วนำมาใส่รางตรงระเบียงนั้น เมื่อเปิดสวิตซ์แล้วปรากฏว่าหลอดติด!
นั่นแสดงว่ามีอะไรบางอย่างที่มิใช่หลอดไฟเกิดเสีย!ขึ้นมา
ธนกฤตนำหลอดเดิมที่ถอดออกกลับสู่ที่เก่าของมัน จากนั้นย้ายบันไดเข้ามายังห้องนอนแล้วนำหลอดไฟต้องสงสัยว่าเสียกลับคืนเข้าที่เดิม เขางงเป็ไก่ตาแตกว่าอะไรเสียกันแน่ รางไฟเสียรึเปล่า? มีสายที่ใดที่หนึ่งขาดหรือไม่ หรือว่าจะเป็...
สวิตซ์เสีย???
ธนกฤตรีบลงจากบันไดเพื่อมาเปิดปิดสวิตซ์ไฟในห้องนอนของณัฐพล เขาเปิดปิดเบาๆ หลอดก็ไม่ติด เปิดปิดแรงๆ หลอดก็ไม่ติด จนในที่สุดไฟฉายก็ได้ฉายไปยังยี่ห้อของแผงสวิตซ์ ยี่ห้อที่ทำให้เขาคิดว่า ต้นตอที่แท้จริงอันทำให้ไฟเปิดไม่ติดคืออะไร
"panasonal"
"ยี่ห้อHeeแม่อะไรวะ" ธนกฤตอุทานออกมาดังๆ
สวิตซ์ไฟ Panasonal สวิตซ์ไฟยี่ห้อ NoName สวิตซ์นี้นี่เองที่ใช้ไปสักพักก็หมดอายุการใช้งาน เพราะมันไม่คงทนเท่าสวิตซ์ไฟ Panasonic ซึ่งเป็ของแท้แลมิใช่ของเลียนแบบ
"สวิตซ์ไฟเสีย" ธนกฤตจำนรรจ์
"ฮะ?"
"ปกติเขาต้องใช้สวิตซ์ยี่ห้อ Panasonic แต่นี่สวิตซ์ยี่ห้อ Hee Tad อะไรไม่รู้ NoName ชะมัด"
"แปลว่าต้องซื้อสวิตซ์มาเปลี่ยนสินะ"
"ใช่ครับ"
"พี่แฟร์เปลี่ยนให้ได้ไหมล่ะ"
"ได้ พรุ่งนี้ผมจะไปร้านก้องเกียรติ วันนี้ร้านมันปิดแล้ว"
ธนกฤตจะเก็บบันไดเลยถามณัฐพลว่า
"บันไดกับไฟฉายให้เก็บไว้ไหนเหรอ"
"บันไดพี่แฟร์เก็บไว้ที่ห้องครัว ส่วนไฟฉายเอามาให้ผม"
ธนกฤตเอาบันไดลงไปไว้ในห้องครัว ทันทีที่หลานไปแล้ว ณัฐพลหยิบไฟฉายไปส่องหาอะไรบางอย่าง บางอย่างซึ่งจะเปลี่ยนชีวิตเขาและธนกฤตไปตลอดกาล
ที่ชั้น1 ในบ้านของณัฐพล หากเปิดประตูหน้าบ้านมาแล้วจักพบกับพื้นที่ซึ่งถูกจัดสรรให้เป็ห้องรับแขกฤาห้องนั่งเล่น มีโซฟายาวกำมะหยี่สีเขียววางอยู่ ตรงข้ามโซฟามีโทรทัศน์ยี่ห้อ Sony ขนาด 42 นิ้วติดผนังไว้ ้าเครื่องรับโทรทัศน์มีนาฬิกาดิจิทัล บอกเวลาเป็ตัวเลขสีแดง ขณะนี้เป็เวลา 20:33:17 นาฬิกา
ธนกฤตเก็บบันไดเสร็จแล้วก็เดินมานั่งบนโซฟากำมะหยี่ตัวนั้น เขาหยิบมือถือขึ้นมาเพื่อส่องอินสตราแกรมของเพื่อนแลดาราทั้งหลาย บัดนี้ร่างกายของเขาเปียกโชกไปด้วยเหงื่อที่เกิดจากการเปลี่ยนหลอดไฟ สักพักมีเสียงฝีเท้าลงมา ธนกฤตไม่ได้สนใจเสียงฝีเท้านั้นนอกจากรูปในไอจี และแล้วไม่กี่วินาทีต่อมา เขาก็ััได้ว่า มีอะไรเย็นๆ มาจ่อที่คอของเขา!
มันคือปลายมีดสปาร์ต้านั่นเอง!!!
ธนกฤตหัวใจเต้นแรงขึ้น เหงื่อที่ออกมาแล้วก็หลั่งไหลออกเพิ่มขึ้นอีก จากที่เป็คนพูดคล่อง ก็กลายเป็คนติดอ่างไปในบัดดล
"ถะถะถะทำอะอะอะหระหระหระไรอะอะอะขะขะขะครับอะอะอะอาตะตะตะตอง"
ธนกฤตพูดขึ้นมาด้วยอาการติดอ่างระคนหวาดกลัว
"พี่แฟร์ ผมอยากเอาพี่!" ณัฐพลพูดพลางถือมีดสปาร์ต้าจ่อคอธนกฤตไปพลาง
"อะอะอะเอาหระหระหระเหรอ จะจะจะจะบะบะบะบ้าหระหระหระรึหงะหงะหงะไง หระหระหระเราปะปะปะเป็หยะหยะหยะญาติกะกะกะกันนะ"
อาการติดอ่างของธนกฤตยังไม่หยุด
"ผมไม่สนห่าเหวอะไรทั้งนั้น ผมชอบพี่แฟร์ ผมรักพี่แฟร์ พี่เป็ของผมซะเถอะนะ"
"แล้วถ้าผมไม่ยอมล่ะ" ธนกฤตหายติดอ่างแล้ว
"ไม่ยอมผมจะฟันพี่แฟร์ให้เป็แผลจนกว่าจะยอมแหละ ให้ผมเอาพี่แฟร์เถอะนะ"
มีดสปาร์ต้าในมือสั่นเล็กน้อย ธนกฤตสะดุ้งด้วยความหวาดกลัว แล้วรีบจำนรรจ์ทันใด
"จะเอายังไงก็ว่ามา"
"อมค__ยให้ผม... เดี๋ยวนี้!" ณัฐพลออกคำสั่ง
ธนกฤตขยับตัวเล็กน้อย คราวนี้ณัฐพลเอามีดออกห่างจากคอ แต่ก็ยังถือไว้กับตัว ธนกฤตเดินออกจากโซฟากำมะหยี่สีเขียวอย่างช้าๆ แลระมัดระวัง เขาเดินไปยังคุณอาตัวน้อยของเขาซึ่งบัดนี้จักทำการพิเรนทร์อันใดไม่ทราบ ด้วยกลัวเสียโฉม หลานวัยฉกรรจ์จึงยอมทำตามโดยดี
เขาปลดตะขอกางเกงสแล็กของณัฐพล และถอดมันลงช้าๆ จนไปกองที่เท้าเ้าตัว เผยให้เห็นกางเกงบ็อกเซอร์ลายหมากรุกสีน้ำเงิน เขาถอดมันออกไปไว้ที่เดียวกับกางเกง บัดนี้่ล่างของณัฐพลเหลือแต่กางเกงในสีขาว ธนกฤตมือสั่นแล้วค่อยๆ ถอดกางเกงในสีขาวลงไปที่เดียวกับสองสิ่งซึ่งถอดออกเมื่อกี้ ณัฐพลจัดการใช้เท้าเอากางเกงทั้งหมดทั้งมวลออกแลเขี่ยไว้ข้างๆ ตัวอย่างไร้ซึ่งความเรียบร้อย บัดนี้สิ่งที่ธนกฤตเห็นคือองชาตขนาด52 ยาว 7 นิ้ว สีขาว ซึ่งดูผิดหูผิดตาเมื่อเทียบกับสีผิวคล้ำของณัฐพล อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้เป็หลานชายเห็นอวัยวะอันเป็เครื่องหมายทางเพศมาก่อน ความจริงเขาเคยเห็นมานานนมแล้วั้แ่คุณอาของเขาเพิ่งเกิดแลองคชาตมีขนาดเท่ามันขี้หนู
แต่บัดนี้องคชาตของชายผู้ถือมีดสปาร์ต้ากลับชูชันประหนึ่งไส้กรอกเวียนนาอันมหึมา มันทำให้ความเป็ชายของเขาเกิดชูชันขึ้นมาบ้างภายใต้กางเกง ทั้งๆที่รู้อยู่เต็มอกว่าไม่ควรอย่างยิ่ง
"อมสิ!!!" ณัฐพลสั่ง
ธนกฤตค่อยๆ ใช้ปากอมนกเขาอย่างพิถีพิถัน องคชาตขนาด7 นิ้วเต็มปากเขา
"อาาาาาาาาาาาาห์"
ณัฐพลร้องครางด้วยความพอใจ การอมยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งณัฐพลเอามีดมาจ่อคอธนกฤตอีกครั้ง
"พอแล้ว"
ธนกฤตทำสีหน้าใ แต่ก็ต้องใเสียยิ่งกว่าเมื่อผู้เป็อาเอ่ยออกมา
"ถอดเสื้อผ้าของพี่แฟร์เดี๋ยวนี้"
"อาตอง อย่านะ!!!!"
"หุบปากไม่งั้นผมฟันนะ!!!"
ธนกฤตไม่มีทางเลือก จะเลือกทางไหนเขาก็เจ็บทุกทาง จักเจ็บกายด้วยมีดสปาร์ต้า หรือจักเจ็บก้นเพราะโดนของแข็งของณัฐพลทิ่มแทง ช่างน่าเวทนายิ่งนัก
ณัฐพลถือมีดออกห่างธนกฤต เพื่อให้หลานของเขาถอดเสื้อผ้าได้สะดวก ขณะเดียวกันเขาก็ใช้มือข้างขวาถอดถุงเท้าของตัวเองไปด้วย ณัฐพลไม่ได้ถอดเสื้อ เขายังคงใส่มันอยู่อย่างนั้น ในขณะที่ธนกฤตถอดเสื้อเชิร์ต กางเกงสแล็ก กางเกงในสีชมพูออกจนเห็นก้นอันใหญ่เบ้อเริ่มสีเหมือนโกโก้ แลองคชาตสีเดียวกัน ขนาด49 ยาว 4 นิ้ว ที่สั้นเพราะว่าเขาเป็คนอ้วน ซึ่งธรรมดาของคนอ้วนที่จักมีองคชาตสวนทางกับพุงของตนเอง
ความจริงตอนณัฐพลลงมา เขามิได้เอามาแค่มีดสปาร์ต้า หากแต่เขาเอาถุงยางไซส์52 และเจลหล่อลื่นยี่ห้อดูเรกซ์ติดมือมาด้วย โดยเขาใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อช็อปของเขา บัดนี้ถึงเวลาที่เขาจักเอามากระทำการ "เข้าพระเข้านาย" กับหลานชายผู้เป็ที่รักยิ่งของเขา"
ธนกฤตไม่มีทางเลือก เขาถูกข่มขืน!
ข่มขืนโดยญาติ ข่มขืนโดยผู้มีศักดิ์เป็อา
ณัฐพลวางมีดเอาไว้ที่พื้น ความจริงนี่เป็โอกาสทองที่ธนกฤตจักหนี หนีไปจากความหื่นกามของไอ้สัตว์นรกผู้เป็อา แต่เขากลับไม่ทำ เขายอมให้ณัฐพล ข่มขืนเขาโดยดี
มีดสปาร์ต้าถูกวางลงก็เพราะว่า ณัฐพล้าใช้มือทั้งสองอย่างคล่องตัวในการจัดแจงใส่ถุงยางอนามัย แล้วบรรจงทาเจลหล่อลื่นที่รูทวารของธนกฤต
"หันหลัง เอาตัวทาบโซฟา" ณัฐพลออกคำสั่ง
ธนกฤตยอมทำตามโดยหันหลังแลเอาตัวเองพาดโซฟากำมะหยี่สีเขียว
"กางขาออก" ณัฐพลสั่ง
ธนกฤตทำตาม ณัฐพลแหวกก้นของธนกฤตออกเพื่อให้เห็นรูทวาร มันมีขนปกคลุมเล็กน้อย เขาบรรจงทาเจลหล่อลื่นที่รูทวารจนฉ่ำ บัดนี้เสียงร้องไห้ของผู้เป็หลานดังขึ้นมา
"ฮือๆๆๆๆ อาตอง ไม่เอาได้ไหม ผมขอเถอะ ฮือๆๆๆ"
สักพักณัฐพลก้มลงหยิบมีดมาจ่อคอธนกฤตอีกครั้ง เขาเผลอสบถใส่คนที่ทั้งชีวิตเขาเรียก "พี่" มาตลอด
"ร้องหาเหี้ยอะไร ถ้าร้องอีกกูฟันแม่งจริงๆ ละ หุบปากไปเลยไอ้เหี้ยแฟร์..
ส้นตีน"
ธนกฤตหยุดร้องก็จริงแต่น้ำตาที่พรั่งพรูจากดวงเนตรของเขาไม่ยอมหยุด
แลแล้ว ณัฐพลก็นำของชูชันของเขาสอดใส่เข้าไปในรูทวารหนักของหลานชาย มันเป็ไปอย่างทุลักทุเล
"โอ๊ย ฮือๆๆๆๆๆๆ เจ็บ"
"อาาาาาาาาาห์ เข้าแล้ว"
บทบรรเลงเพลงข่มขืนได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็ทางการ ฝ่ายหนึ่งร้องทั้งน้ำตาด้วยความเ็ปทรมาน
"โอ๊ย...เจ็บ...อาาาาห์...โอ๊ย"
แต่อีกฝ่ายกลับร้องด้วยความสุข
"อาาาาาาาาาาาาาาาาห์"
โลหิตสีชาดของผู้ถูกกระทำไหลหลั่งจากรูทวารหนักมากับบริเวณองชาตที่สวมถุงยางของผู้กระทำ โศกนาฏกรรมครั้งนี้ทำให้ธนกฤตปวดก้นอยู่เป็อาทิตย์
เมื่อใกล้เวลาบทเพลงแห่งการข่มขืนจักจบ ณัฐพลผู้โฉดชั่วเร่งความเร็วจนทำให้ธนกฤตต้องร้องออกมาดังลั่น
"โอ๊ย...อ้าาาาา โอ๊ย เจ็บ"
ไม่กี่นาทีต่อมา ณัฐพลเอาองชาตออกจากรูทวารหนัก บัดนี้ถุงยางเป็สีชาดเพราะเปื้อนโลหิตของธนกฤต ณัฐพลรีบถอดมันออก จากนั้นก็หลั่งน้ำกามวิสุทธิ์ใส่หน้าของหลานชาย เขามีอาการกระตุกเล็กน้อยตอนหลั่ง พร้อมทั้งครางไปด้วย
"อ้า....อ้า....อ้า....อ้าาาาาห์"
ธนกฤตยังคงร้องไห้ต่อไปไม่หยุดแม้ของแข็งชันของยุวอาจักถูกดึงออกแล้วก็ตาม โศกนาฏกรรมคืนนั้นจบลงด้วยต่างคนต่างสวมใส่เสื้อผ้าของตนเอง เมื่อทั้งสองสวมใส่เสื้อผ้าเรียบร้อย มีดสปาร์ต้าก็มาจ่อบริเวณคอหอยของธนกฤตอีกครั้งหนึ่ง
"ถ้าพี่แฟร์บอกใครเื่นี้ล่ะก็ผมฆ่าพี่แฟร์แน่" ณัฐพลขู่จนน้ำลายพ่นออกมาจากปาก
"อืม" ธนกฤตพูดพลางพยักหน้ารับทราบไปด้วย จากนั้นเขาจึงเดินกะเผลกๆ ออกจากบ้านไอ้ชั่วบริสุทธิ์เพื่อกลับบ้านของตัวเอง
...
เื่ราวควรจักจบลงที่ธนกฤตป่วยด้วยโรคซึมเศร้า ส่วนณัฐพลถูกจับส่งเข้าสถานพินิจ หากแต่มันหาได้เป็เช่นนั้นไม่ ธนกฤตโดนข่มขืนครั้งแล้วครั้งเล่า สถานที่ข่มขืนแตกต่างกันออกไป ลางครั้งเป็บ้านของณัฐพลตอนไม่มีใครอยู่ ลางทีก็เป็บ้านของธนกฤตตอนที่คนอื่นไม่อยู่บ้าน หรือลางครั้งก็เป็การ "ข่มขืนสัญจร" ตามรีสอร์ทโรงแรมต่างๆ บนถนนเทวบุรี อย่างไรก็ตาม โศกนาฏกรรมของธนกฤต นอกจากจักสร้างความปวดร้าวทางจิตใจให้แก่เขาใน่ต้น แต่พอนานๆ เข้า จิตใจของเขาก็เหมือนกับนางเอกละครน้ำเน่า ที่ถึงแม้นพระเอกจักกระทำชำเราหล่อนเพียงใด หล่อนก็ยังรักพระเอก รักหมดใจ รักอยู่วันยังค่ำ
การถูกข่มขืนนานวันเข้าก็กลายเป็ความเคยชิน เหมือนดั่งการผูกเงื่อนที่ในตอนแรกอาจผูกไม่เป็ ฤาผูกได้ก็ทุลักทุเลบ้าง มั่วบ้าง แต่เมื่อได้ผูกบ่อยๆ ก็จักกลายเป็ความเคยชิน แลสามารถผูกจนคล่องในที่สุด การถูกข่มขืนของธนกฤตก็เช่นกัน ใน่แรกเขาร้องไห้จักเป็จักตาย แต่พอนานวันเข้าเขาเริ่มคุ้นชินกับลีลาของณัฐพล ไม่ว่ามันจักเป็ท่วงท่าใดหรือพิสดารแค่ไหนก็ตาม ธนกฤตเริ่มหลงรักมันเช่นเดียวกับรักณัฐพล ความจริงเขารักณัฐพลในฐานะที่เป็อาของเขามานานแล้ว แต่การถูกข่มขืนทำให้สถานะความรักของเขาแปรเปลี่ยนไปเป็สถานะของ "เมียที่รักผัว!" ดุจดังนางเอกละครน้ำเน่าที่แม้นพระเอกจักเลวเพียงใดหล่อนก็ยังมีใจให้เสมอ
หากแต่ในละครน้ำเน่า พระเอกกับนางเอกมิได้เป็เครือญาติกัน (ถ้ามีเื่ไหนที่เป็ก็ขออภัยด้วยเพราะไม่ทราบ) ส่วนความสัมพันธ์ของเขากับณัฐพลคือหลานกับอา มันคือรักทางสายเื ซึ่งผิดจารีตประเพณี ผิดทำนองคลองธรรม หากเขาประสงค์จักรักกับณัฐพลฉันเมียรักผัวก็จักถูกญาติโกโหติกาแลสังคมประณาม ด้วยเหตุนี้เองทั้งธนกฤตแลณัฐพลเห็นพ้องต้องกันว่าหากพวกเขาจักครองรักกันพวกเขาต้อง
"หนี!!!!"
หนีไปให้ไกล ไกลสุดขอบฟ้า ไกลจากวงศาคณาญาติแลสังคมเพื่อนฝูง เหมือนดังเนื้อเพลง "สองคน" ของหินเหล็กไฟ ท่อนที่ว่า
และอีกท่อนที่ว่า
"ทำไมต้องห้ามรักกัน ไม่เข้าใจทำไมต้องห้ามรักกัน รักนั้นเป็นของใครเมื่อไหร่จะปลดปล่อยให้รักเป็นไปดั่งใจ"แต่จักหนีตอนนี้ก็ดูจัก "โง่" ไปหน่อย พวกเขาต้องรอก่อน รอวันเวลาที่ "เหมาะสม" แก่คนทั้งสอง
...
เมื่อเวลาผ่านไปกว่า 1 ปี ณัฐพลเรียนจบ ปวช.ช่างยนต์ ชั้นปีที่สาม ธนกฤตก็ลาออกจากการเป็ครูที่โรงเรียนวัดพิยดานฤมิต สองอาหลานที่บัดนี้กลายเป็สองผัวเมียได้แอบเก็บข้าวของหนีออกไปกลางดึกคืนหนึ่ง โดยทิ้งครอบครัวของทั้งสองฝ่ายไว้เื้ั แล้วอาหลานก็นั่งรถบีเอ็มนกแก้วไปด้วยกัน ไปยังสถานที่ซึ่งเป็์วิมานของพวกเขา
"กรุงเทพมหานคร"
เมืองที่ธนกฤตเคยพูดเล่นๆ กับทวีโชค หรือ จา รุ่นน้องที่โรงเรียน เมื่อครั้งเขายังเรียนมัธยมศึกษาปีที่6 แลทวีโชค เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่5
"ฉันโคตรเกลียดกรุงเทพเลยว่ะจา รถก็ติด ควันก็เยอะ ฝนตกทีน้ำท่วม" บลาบลาบลา จนทวีโชคเอือมระอาที่จักฟัง
แต่บัดนี้ธนกฤตต้องกลืนน้ำลายตนเอง แล้วมุ่งหน้าไปยังเมืองที่เขาเกลียด เพื่อตั้งต้นใหม่กับณัฐพล คนรักของเขา
ไม่มีแล้วพี่แฟร์ ไม่มีแล้วอาตอง มีแต่แฟร์กับตองเฉยๆเท่านั้น
"ตองรักแฟร์นะ"
"แฟร์ก็รักตอง"
นั่นคือบทสนทนาหลังจากทั้งคู่ร่วมรักในห้องเช่าขนาดเท่ารูหนู ณ ย่านบางซื่อของกรุงเทพมหานคร
...
ตอนจบจริงๆ ของเื่ คือ ธนกฤตเป็ครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์ ณ โรงเรียนเอกชนชายล้วนแห่งหนึ่งแถวสะพานซังฮี้ ส่วนณัฐพลศึกษาต่อปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ เอกวิศวกรรมยานยนต์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งย่านสะพานพระราม6 ทั้งนี้ ณัฐพลได้ทำงานพาร์ตไทม์หลังเลิกเรียนในร้านสเต๊กร้านหนึ่งในห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีวงศ์สว่าง เพื่อเป็รายได้ในการจ่ายค่าเทอม พร้อมกันนั้นธนกฤตได้แบ่งเงินเดือนของตนเองบางส่วนมาช่วยผัวสุดที่รักด้วย
...
มันเป็เย็นวันที่มีเมฆมาก อากาศร้อน36 องศาเซลเซียส การจราจรหนาแน่นคับคั่ง รถติดอย่างแสนสาหัส ดีหน่อยที่วันนี้ฝนไม่ตก เพราะถ้าฝนตกรถคงจักติดหนักกว่านี้อีกหลายเท่า ที่ป้ายรถเมล์หน้ามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งย่านสะพานพระราม6 มีนักศึกษาทั้งชายแลหญิงมายืนรอรถเมล์เป็จำนวนมาก แต่นักศึกษาหนึ่งในนั้น ผู้สวมกางเกงยีนส์ขาเดฟสีน้ำเงิน รองเท้าผ้าใบสีแดงแต่เชือกรองเท้าเป็สีขาว เสื้อช็อปสีเทา บริเวณหน้าอกด้านขวาปักโลโก้ตราสัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย ด้านล่างโลโก้เป็ชื่อมหาวิทยาลัยปักด้วยด้ายสีแดง ข้างล่างถัดไปเป็ชื่อรุ่นปักด้วยด้ายสีแดงเช่นเดียวกัน นักศึกษาคนนี้เป็นักศึกษาชาย ไว้ผมยาวประบ่า ย้อมสีน้ำตาล แต่น้ำหนักยัง 48 กิโลกรัม ส่วนสูง 168 เิเเช่นเคย เขาคือณัฐพลนั่นเอง ซึ่งบัดนี้มีอายุ 20 ปีบริบูรณ์แล้ว
ณัฐพลไม่ได้รอรถเมล์แต่อย่างใด แต่เขากำลังรอรถบีเอ็มดับบลิวรุ่นนกแก้วของธนกฤต เมียสุดที่รักของเขา
...
ผ่านไปราว30 นาที รถบีเอ็มดับเบิลยูรุ่นนกแก้วปรากฏขึ้นและกำลังเคลื่อนที่เข้ามาจอดตรงป้ายรถเมล์หน้ามหาวิทยาลัย เมื่อรถเข้ามาจอดตรงป้ายรถเมล์แล้วไซร้ คนขับรถเปิดไฟฉุกเฉิน แล้วรีบเปิดประตูรถด้านคนขับออกมา ชายร่างอ้วนวัย 33 ปี สวมเสื้อเชิร์ตสีเขียว กางเกงสแล็กสีกรมท่ารัดด้วยเข็มขัดหนังสีดำ รองเท้าคัตชูสีเดียวกับเข็มขัด เขาคือธนกฤตนั่นเอง บัดนี้เขาสบตาชายผู้เป็ที่รักซึ่งยืนอยู่ ณ ป้ายรถเมล์ จากนั้นรีบวิ่งไปเปิดประตูฝั่งข้างคนขับเพื่อเข้านั่ง ณัฐพลรีบวิ่งไปที่รถตรงประตูหลัง เก็บกระเป๋าเป้สีม่วงของเขาไว้ที่เบาะหลังอย่างรวดเร็ว แล้วรีบเปิดประตูฝั่งคนขับชึ้นรถ ปิดไฟฉุกเฉินแล้วขับออกไป
ใช่ ณัฐพลโตพอที่จักขับรถยนต์ได้แล้ว
ขับรถยนต์ให้เมียสุดที่รัก เหมือนที่ใครหลายคนในสากลโลกทำมัน
"เรียนเป็ไงบ้างจ๊ะที่รัก" ธนกฤตเอ่ยขึ้นมา ไร้ซึ่งคำว่าอาอีกต่อไปแล้ว
"เหนื่อยอะที่รัก ผมฟังอาจารย์แล็กเชอร์ไม่รู้เื่เลย"
"วิชาอะไรจ๊ะที่รัก"
"กลศาสตร์เครื่องจักรกล"
"อ้อ สู้ๆ นะ"
"ขอบคุณนะที่รัก รักนะจุ๊บจุ๊บ"
"รักเหมือนกันจ้า"
ทั้งสองได้ละทิ้งความเป็อาหลาน ละทิ้งครอบครัวแลวงศาคณาญาติ รวมทั้งเพื่อนเก่าไว้เื้ั ใช้ชีวิตกันตามประสาผัวเมีย สุขทุกข์ร่วมกัน ท้ายที่สุดนี้ รถบีเอ็มดับเบิลยูรุ่นนกแก้วได้ไปหยุดลงที่ห้างสรรพสินค้าเกตเวย์บางซื่อ สองผัวเมียเข้าไปรับประทานสุกี้ในร้าน เอ็มเค เรสเตอรองต์ ฉลองความสัมพันธ์อันแสนยาวนานนับ3 ปี และมันจักไม่หยุดแค่นั้น มันยังคงต่อเนื่องไปอีกหลายปี
.............,............................,..........,.......................................