"นี่มัน….. ติดต่อฝ่ายทะเบียน!! ผม้าข้อมูลของนักเรียนมลฤดีเดี๋ยวนี้!!" ผู้กองคาร์เตอร์สั่งการอย่างตื่นเต้น หากสิ่งที่เจออยู่นี้ไม่ใช่กับดักมันก็คือของขวัญอันแสนวิเศษที่เหล่ามนุษย์จะได้รับ "ต่อสายให้ผม"
โอเปอร์เรเตอร์จัดการเปิดช่องสื่อสารสาธารณะเพื่อให้ผู้กองคาร์เตอร์ได้พูดคุย
"ผมพันโท คาร์เตอร์ โจเซฟ ผู้บังคับบัญชากองทหารสื่อสารแห่งศูนย์บัญชาการภาคที่ 3 บอกสถานการณ์ของคุณให้ผมรู้" ผู้กองคาร์เตอร์แนะนำตัวพร้อมกับเริ่มสนทนากับมลฤดี เขา้ารู้ว่านี่เป็แผนของศัตรูหรือไม่
แม้ว่าจะมีตำแหน่งถึงพันโท แต่ในกองทัพการได้รับชื่อเรียกทางตำแหน่งนั้นจะถูกเรียกจากตำแหน่งที่สังกัดอยู่ โดยผู้ที่มีตำแหน่งนายพันจะบรรจุเข้าเป็เสนาธิการซะส่วนใหญ่ ส่วนน้อยที่รับหน้าที่บัญชาการในที่อื่นๆ จะได้ชื่อเรียกที่ต่างออกไป ในส่วนของกองรบคนที่มีตำแหน่งนายพันจะเป็ผู้บังคับกองพัน ทหารส่วนใหญ่จะเรียกผู้พัน แต่ส่วนย่อยอย่างกองพันสื่อสารและกองร้อยแม้จะมียศนายพันเหมือนกันแต่ก็จะถูกเรียกว่าผู้กองซะมากกว่า
"รับทราบค่ะ ดิชั้นเรียกว่ามอลลี่ค่ะ ขณะถูกเรียกมาประจำการในตำแหน่งนักเรียนเตรียมทหารเสนาธิการเมื่อ 1 อาทิตย์ก่อน เราที่พึ่งมาถึงก็เจอกับการจู่โจมของพวกกอร์ก็อธทันที ดิชั้นและนักเรียนเตรียมเสนาธิการ สุกัญญา เคย์เบิร์น ได้ถูกจับตัวไปโดยแม่ทัพของชาวกอร์ก็อธค่ะ" มลฤดีตอบกลับไป การที่เธอมีชื่อเล่นว่ามอลลี่ นั่นก็เพื่อให้ชาวต่างชาติเรียกได้ง่ายขึ้น
ในฐานทัพสหพันธ์เอเชียประกอบไปด้วยประชากรจากหลายประเทศ เพราะฉะนั้นการสื่อสารจึงใช้ภาษาอังกฤษเป็ภาษากลาง ทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะสามารถใช้พูดคุยกันได้
"ถูกจับไปอย่างงั้นเหรอ… เดี๋ยวนะนะ!! ลูกสาวของนายพลเคย์เบิร์น ก็อยู่ด้วยอย่างงั้นเหรอ" ผู้กองคาร์เตอร์ในตอนแรกไม่ค่อยจะเชื่อถือเท่าไหร่ แต่เมื่อได้ยินชื่อเคย์เบิร์น เขาก็สะดุ้งขึ้นมาทันที นั่นเพราะว่าลูกสาวของนายพล เกรย์แฮม เคย์เบิร์นผู้โหดร้ายได้หายไปในการโจมตีครั้งนั้น ั้แ่นั้นมาทั่วทั้งศูนย์บัญชาการภาคที่ 3 ก็ได้เจอกับฝันร้ายครั้งแล้วครั้งเล่า
"ค่ะ… ลูกสาวของพลเอกเกรย์แฮมก็อยู่ที่นี่ด้วย" มลฤดีพูดจบก็ลากสตางค์ที่กำลังสาปแช่งไรเซลอยู่มาที่ลำโพงสื่อสารทันที
"ไอ้วิตถาร…. ไอ้วิตถาร…… ไอ้วิตถาร….." แต่สิ่งที่ออกมาจากปากของสตางค์กลับมีแค่คำสาปแช่งดังออกมา
"นี่มัน… เสียงนี้ใช่แน่ๆ แต่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกัน" ผู้กองคาร์เตอร์เจอกับสตางค์หลายครั้งแล้ว ล่าสุดนั้นตอนที่นายพลเกรย์แฮมจะส่งลูกสาวมาหาประสบการณ์ก็ได้พาตัวสตางค์มา แนะนำกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่ก่อนแล้ว
นายพลเกรย์แฮมนั้นเป็ชาวอังกฤษ เขาได้พบรักกับแม่ของสตางค์ที่เป็ชาวไทยเมื่อ 18 ปีก่อน พวกเขาได้แต่งงานและให้กำเนิดสตางค์ก่อนที่แม่ของเธอจะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินตกเมื่อตอนที่เธอมีอายุได้ 11 ขวบ
เธอที่ใช้ชีวิตกับแม่ที่ประเทศไทยจึงย้ายมาอยู่กับพ่อที่อังกฤษ จากากับต่างดาวที่เกิดขึ้นนายพลเกรย์แฮมได้เสนอตัวมาประจำการที่สหพันธ์เอเชียเพื่อดูแลครอบครัวของแม่สตางค์ตามความเอาแต่ใจของลูกสาว
"พวกเธอ!! ยานบินรบของต่างดาวนั่นคืออะไรกัน พวกเธออยู่ในสถานภาพไหนตอนนี้" ความร้อนรนเกิดกับผู้กองคาร์เตอร์ ถ้าหากเขาพาลูกสาวของนายพลเกรย์แฮมกลับมาได้อย่างปลอดภัย เขาก็จะรอดพ้นจากการลงทัณฑ์อันเกรี้ยวกราดนี้ไปได้ "ได้โปรดเถอะ ขอให้ครั้งนี้ไม่ใช่กับดัก" ผู้กองคาร์เตอร์รำพันและสวดภาวนาในใจ
"พวกเรายึดยานลำนี้ไว้ได้ค่ะ ตอนนี้ในยานมีคนที่ถูกจับมารวมทั้งพวกหนูด้วยเป็จำนวน 17 คน มนุษย์ต่างดาวตอนนี้ได้ตายแล้ว วิทยาการต่างๆ และศพของมันอยู่บนยานค่ะ… ขออนุญาตลงจอดด้วย" มลฤดีแจ้งสถานการณ์ออกไปตามความจริง
"จัดการได้? นี่พวกเธอล้อเล่นกันรึไง" คาร์เตอร์แคลงใจกับสถานการณ์ตอนนี้ เขาทำใจเชื่อยากว่าเด็กอย่างพวกเธอจะเอาตัวรอดมาเองได้
"พวกเราถูกคนช่วยไว้ค่ะ มนุษย์ต่างดาวเทียบยานที่……………….. " แล้วมลฤดีก็เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนเกาะรวมทั้งเื่ของไรเซลออกไป
"ไม่น่าเชื่อ….. เื่นี้เป็เื่จริงเหรอ" จากที่ได้ฟังเื่ราว ตอนนี้ทั้งห้องบัญชาการมีเสียงกระซิบดังไปทั่วทุกที่ พวกเขาพึ่งได้เจอกับเื่ราวเหลือเชื่อเข้าแล้ว นี่มันทำใจเชื่อไม่ลงจริงๆ
"ขอสายคุณไรเซลหน่อย" คาร์เตอร์้ายืนยันเื่นี้ให้ชัดเจน
"ขอข้ามขั้นตอนยุ่งยากนี้ได้มั้ย เดี๋ยวลงจอดแล้วผมจะเอาศพมนุษย์ต่างดาวออกไปให้ ตอนนี้ผมอยากพูดคุยเกี่ยวกับสถานการณ์และแผนรับมืุ์ต่างดาวในตอนนี้" ไรเซลเบื่อมาก เขาไม่เข้าใจว่าพวกนี้จะเวิ่นเว้อกันไปถึงเมื่อไหร่
"นี่…." คาร์เตอร์คิดหนัก เขาต้องชั่งใจเพื่อรับมือหากเกิดเื่ไม่คาดฝัน "เอาล่ะเตรียมลงจอดรันเวย์ที่ 3 ได้ นักเรียนมอลลี่เคลื่อนยานเข้าพื้นที่ลงจอด"
"รับทราบค่ะ" กล่าวจบยานบินก็ขยับผ่านกำแพงเข้าสู่พื้นที่ลงจอด
"เตรียมกำลังรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน หากมีการตุกติกให้เปิดฉากโจมตีได้ทันที" ผู้กองคาร์เตอร์สั่งการลูกน้อง
ตอนนี้ทหารมากมายประจำตำแหน่งตรงรันเวย์ที่สามทั้งหมดแล้ว ป้อมปืนทั้ง 5 ป้อมเล็งตรงมาที่ยานบินทั้งหมด
เมื่อยานจอดลงที่พื้น ประตูยานด้านล่างก็เปิดออก ร่างของเด็กสาวสองคนเดินออกมาจนพ้นตัวยาน ทหารทั้งหมดเริ่มตรึงเครียดจนเหงื่อไหลลงง่ามตู……
ห่างจากสตางค์และมลฤดีไม่ไกล ไรเซลในชุดเสื้อเชิ้ตสีฟ้าก็เดินตามออกมาพร้อมกับลากขาบางอย่าง
.
.
.
นี่ก็คือศพของมนุษย์ต่างดาวนั่นเอง
"เื่จริงเหรอเนี่ย"
"เขาเป็ใคร"
"ไม่น่าเชื่อว่าจะยึดยานของต่างดาวมาได้"
"บางทีเราอาจหาวิธีรับมือกับพวกต่างดาวได้แล้วก็ได้"
แซ่ดแซด….
เสียงพูดคุยดังออกมาไม่ขาดสาย ที่พวกเขาเห็นอยู่ตรงหน้าเป็เพียงผู้ชายธรรมดาที่มีหนวดเคราเท่านั้น แต่เมื่อเขาลากร่างของมนุษย์ต่างดาวออกมา มันทำให้ตัวเขาดูโดดเด่นอย่างน่าแปลกใจ
เมื่อพ้นตัวยานได้ระยะหนึ่งไรเซลก็ปล่อยมือที่ลากศพออก เขายืนรอคาร์เตอร์ที่กำลังรีบเดินจ้ำอ้าวมาทางเขา
ไม่มีการลังเลใดๆ คาร์เตอร์ทักทายไรเซลและคนที่เหลือ
"สวัสดีครับ.. ผมพันโทคาร์เตอร์ ขอขอบคุณมากที่พานักเรียนของเรากลับมา" คาร์เตอร์กล่าวกับไรเซลด้วยท่าทางสุภาพ
"เช่นกันครับ ผมไรเซล แบร์นาร์ด ศพของมนุษย์ต่างดาวและวิทยาการภายในยานผมยกให้พวกคุณตรวจสอบ ภายในยานมีวิทยาการจากดาวดวงอื่นที่พวกมันยึดมาด้วย ผมคิดว่ามันน่าจะช่วยพวกเราได้มาก" ไรเซลแนะนำตัวพร้อมกับเข้าเื่สำคัญ ทั้งสองคนจับมือทักทายกันก่อนที่ผู้กองคาร์เตอร์จะหันไปสั่งลูกน้องให้จัดการตามที่ไรเซลบอก
"ขอบคุณสำสิ่งที่คุณมอบให้ พวกเราควรไปคุยรายละเอียดกันด้านใน…. นักเรียนมอลลี่พานักเรียนสตางค์ ไปจุดปฐมพยาบาล พวกเธอต้องไปตรวจร่างกาย" คาร์เตอร์แจงหน้าที่ให้กับมลฤดีและสตางค์ก่อนเดินเข้าศูนย์บัญชาการ
"ผมขอถามได้มั้ยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับคุณ?" คาร์เตอร์เดินไปพลางพูดคุยกับไรเซล ด้านหลังมีทหาร 5 คนเดินติดตามมา
"ผมติดเกาะน่ะ…. ั้แ่เมื่อสามปีที่แล้ว" ไรเซลตอบโดยข้ามการอธิบายอื่นๆ ไป นี่ค่อนข้างน่าเชื่อถือที่สุดแล้ว
"สามปีเลยเหรอ.. มันเกิดขึ้นได้ยังไงกัน? " คาร์เตอร์พยายามล้วงข้อมูลอย่างแเีที่สุด
"ผมเป็นักศึกษาสาขาเทคโนโลยีและการท่องเที่ยวน่ะ เรือที่เราใช้เพื่อถ่ายทำสารคดีเกี่ยวกับท้องทะเลถูกพายุพัดจมหายไป คนอื่นๆ ผมไม่แน่ใจว่าปลอดภัยมั้ย แต่ตัวผมถูกพัดลอยไปจนติดเกาะ" ไรเซลอธิบายอย่างง่ายๆ
"ถือว่าโชคดีนะครับที่ยังเอาตัวรอดมาได้…" คาร์เตอร์รำพึง "คุณพอจะบอกได้มั้ยว่าคุณจัดการกับมันได้ยังไง ลำพังการขโมยอุปกรณ์มาใช้ไม่น่าจะล้มมันได้เลย"
"ผมเข้าใจที่คุณจะสื่อครับ ความจริงแล้วระหว่างที่อยู่บนเกาะ 3 ปีทำให้ผมเข้าใจกฎของธรรมชาติบางอย่าง ผมในตอนนี้พอจะใช้สิ่งที่เรียกว่าพลังจิตได้นิดหน่อย" ไรเซลตัดสินใจบอกเื่ของเขาออกไป
"พลังจิตเหรอ… แบบที่เราเคยเห็นในหนังน่ะเหรอ? " คาร์เตอร์กำลังนรู้สึกงุนงง เขาไม่คิดว่าไรเซลจะล้อเล่น
วือออออ……
"นี่อะไรกัน…. " ทุกคนที่เดินมาพร้อมกับไรเซลถูกยกขึ้นด้วยพลังจิต การแสดงให้ดูมันเข้าใจง่ายมากกว่าการอธิบาย
ตุบ…. ไรเซลคลายพลังออกและทุกคนตกลงมาที่พื้นเหมือนเดิม
"เื่จริงเหรอเนี่ย..!! คุณไรเซลคุณสามารถ…." คาร์เตอร์เร่งรีบถามไรเซลออกไป
แต่ไม่ทันได้พูดจบไรเซลก็ยกมือขึ้นมาปรามคาร์เตอร์ไว้ซะก่อน
"ผมรู้…. ผมเองก็ตั้งใจจะสอนทุกคน เพียงแต่ว่าเมื่อเข้าใจมันมากขึ้นผมถึงได้รู้…… พลังนี้เป็สิ่งที่ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าผมจะบอกยังไงพวกคุณก็ทำความเข้าใจไม่ได้" ไรเซลไม่ได้โกหก การกระตุ้นพลังจิตมันไม่สามารถให้คนอื่นช่วยได้
"ผมจะไม่รบเร้าคุณครับ" คาร์เตอร์แม้จะใแต่ก็ไม่ได้มีอคติ ขนาดพงกมนุษย์ต่างดาวยังมีอยู่ การที่จะมีมนุษย์พลังจิตด้วยก็ไม่ได้แปลกเกินไป เขาเคยดูหนังเกียวกับเื่แบบนี้มาเยอะแล้ว
"แล้วคุณ้าอะไรบ้าง" คาร์เตอร์ถามกับไรเซล
"ผมมีคำถามไม่กี่อย่างน่ะ ตอนนี้ผมมีข้อมูลจากมนุษย์ต่างดาวที่ฆ่าไปพอสมควร" ไรเซลตอบ
"คุณสามารถถามผมก่อนได้ครับ" คาร์เตอร์ตอบกลับ
"ถ้างั้นตอนนี่วิทยาการของเราเป็ยังไงบ้าง เราต่อสู้กับมนุษย์ต่างดาวด้วยวิธีไหน" ไรเซล
" ตอบตามตรงวิทยาการของเราค่อนข้างล้าหลัง สิ่งที่เราเก็บมาได้จากามีเพียงซากเท่านั้น ทำให้วิทยาการของเราไม่พัฒนามากเท่าที่ควร พวกเราต่อสู้โดยการระดมยิงด้วยะุจนกว่ามันจะตายครับ " คาร์เตอร์
" ด้วยปืนพวกนี้? " ไรเซลถามด้วยความสงสัย ยุทธวิธีที่พวกเขาใช้มันแย่มาก
"ครับ… ปืนกลอัตโนมัติพวกนี้ใช้ะุขนาด 50cal. มันสามารถยิงออกได้ด้วยอัตรา 70 นัดต่อนาที ด้วยเทคโนโลยีที่เราพอจะถอดแบบได้บ้าง ทำให้การพัฒนาอาวุธเกิดขึ้นได้เล็กน้อย เรายังใช้เศษของชุดสูทพวกมันมาพัฒนาชุดเสริมพลังที่ใช้ทางกองทัพด้วย นั่นทำให้เราสามารถรับแรงกระแทกจากปืนกล 50cal. ได้" คาร์เตอร์ไม่ปิดบัง แม้ว่าจะไม่ได้สนิทใจ แต่เขาก็เชื่อในตัวไรเซลไม่น้อย
"ดูเหมือนทางเราก็ยังไม่ได้นอนใจในเื่นี้ การพัฒนาอุปกรณ์จนมาถึงระดับนี้ได้ด้วยเศษของพวกนั้น แปลว่าเรามีศักยภาพมากกว่าพวกมันหลายขุม" ไรเซลพยักหน้าพวกบอกกับคาร์เตอร์
"พูดเกินไปน่าคุณไรเซล… วิทยากาวิทยาการของมันล้ำหน้ากว่าเรามากนะ จะบอกว่าพวกเราเหนือกว่ามันก็จะฟังดูเกินไปหน่อย" คาร์เตอร์พูดด้วยรอยยิ้ม
"ฟังนะคุณคาร์เตอร์…. พวกนี้น่ะ แต่ก่อนมันไม่ได้มีของไฮเทคอะไรให้ใช้หรอก มันก็พอๆ กับเราใน่ยุคล่าอาณานิคมแรกๆ นั่นแหละ" ไรเซล
"ล้อผมเล่นแล้ว…. ฮ่าาาๆๆๆๆ… " คาร์เตอร์หลุดขำ เขาเข้าใจว่าไรเซลกำลังเล่นมุขอะไรบางอย่าง
แต่ว่าเมื่อได้เห็นสายตาของไรเซลเขาก็รู้ว่าเื่นี้มันเป็เื่จริง
"พูดจริงงั้นเหรอ… " คาร์เตอร์ยืนยันกับไรเซลอีกครั้ง
"คุณคาร์เตอร์.. จากการที่ผมได้ลองสู้มาแบบตัวต่อตัวทำให้ผมเข้าใจความสามารถของพวกมันได้ในระดับหนึ่ง….. พวกมันนั้นไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมากมายนักเลย….. ผมขอบอกคุณเลยตรงนี้นะว่า ถ้าระดับวิทยาการเท่ากัน พวกมันก็เป็ได้แค่ขนมให้พวกเราเคี้ยวเท่านั้นแหละ…" ไรเซลจ้องไปที่คาร์เตอร์พร้อมกับบอกสิ่งที่เขากำลังคิดอยู่ออกไป
"ผมเข้าใจดี… แต่เรามีวิทยาการที่ต่ำกว่ากว่า การจะพัฒนาให้เทียบเท่ากับพวกมันได้นั้นไม่ใช่เื่ง่ายเลย นอกซะจากว่า.. " พูดถึงตรงนี้คาร์เตอร์ก็ฉุกคิดถึงบางอย่าง เขาลืมไปว่าไรเซลพึ่งจะพาอะไรมากับเขาด้วย
"ไรเซลนี่คุณกำลังจะบอกว่า…" คาร์เตอร์หันไปมองไรเซลด้วยท่าทางตื่นตะลึง เขาลืมไปเลยว่าตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว
"พวกมันพัฒนาตัวเองด้วยการกลืนกินดาวดวงอื่น… ทำไมพวกเราจะทำแบบเดียวกับที่พวกมันกำลังทำไม่ได้" ไรเซลเว้นวรรคก่อนจะพูดต่อ "ที่ผ่านมาวิธีนี้อาจจะเป็ไปไม่ได้ แต่ตอนนี้เราพึ่งได้รับวิทยาการต้นแบบมาให้ค้นคว้า เมื่อเราพัฒนาอุปกรณ์ของเราได้สำเร็จ เราก็จะค่อยๆ วิวัฒนาการขึ้นไปเรื่อยๆ จากของที่เราแย่งมาจากพวกมัน" ไรเซลบอกสิ่งที่คาร์เตอร์มองข้ามออกมา
".............." คาร์เตอร์นิ่งเงียบ เขาในตอนนี้กำลังพูดไม่ออก
"ระหว่างที่พัฒนาอยู่ผมจะเป็คนออกไปล่าวิทยาการของพวกมันมาให้นักวิจัยของเราค้นคว้า เราจะแข็งแกร่งขึ้นและไล่ล่าพวกมัน เราจะทำลายพวกมันให้สาสมกับสิ่งที่มันทำต่อพวกเรา…" ไรเซลพูดด้วยน้ำเสียงที่ชิงชัง เขามีบางอย่างที่อัดแน่นอยู่ในใจมากมาย
"คุณคาร์เตอร์ ตอนนี้คุณจะติดต่อผู้มีอำนาจในตอนนี้ เพื่อให้ผมได้คุยกับพวกเขาได้รึยัง" ไรเซลพูดไม่เก่ง สิ่งที่อยู่ในใจของเขา เขาไม่สามารถอธิบายมันออกมาได้
ความจริงแผนการมันก็เรียบง่ายนิดเดียว เพียงแต่… เขาไม่คิดว่าพวกตาแก่หัวแข็งจะคุยกันรู้เื่ได้ง่าย ๆ เขา้าให้คาร์เตอร์เป็คนโน้มน้าว และเขาจะได้เริ่มทำงานตามที่เขาวางแผนเอาไว้
"ผมเข้าใจที่คุณกำลังบอกแล้วครับ ผมจะเป็คนเตรียมการให้เอง ตอนนี้คุณพักรอที่ห้องรับรองก่อนได้เลยครับ" คาร์เตอร์แม้จะไม่เข้าใจไรเซลมาก แต่อารมณ์ที่เขาแสดงออกมาทำให้คาร์เตอร์รู้สึกฮึกเหิม พวกเขาสูญเสียไปมากมาย และในตอนนี้มันถึงเวลาที่เขาจะได้โต้กลับบ้างแล้ว ตอนนี้ไม่มีความลังเลอะไรอีกต่อไป
"ครับ….. ผมจะรอ" ไรเซลเดินแยกไปห้องรับรองพร้อมกับทหารทั้ง 5 นาย ส่วนคาร์เตอร์ก็แยกไปเพื่อแจ้งเื่นี้กับผู้บังคับบัญชา
และแล้วแผนการโต้กลับสุดเรียบง่ายก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
.
.
.
.
... ได้เวลาเปลี่ยนจากผู้ถูกล่ากลายเป็ผู้ล่าแล้ว……………..