ควันริ้วบางก่อตัวขึ้นจากถ้วยน้ำสมุนไพรในถาดที่ตั้งบนโต๊ะซึ่งคลุมด้วยผ้าลายปักสวยงาม ทำให้คนคู่หนึ่งที่นั่งรออย่างสงบเผยรอยยิ้มบางส่วนคนที่เป็ที่มาของรอยยิ้มนั้นก็ทยอยยื่นถ้วยน้ำส่งให้
“ขอบใจนะดาว”
“ข้ายินดีเ้าค่ะองค์เมืองนางเมือง ปกติข้าก็ทำเช่นนี้อยู่บ่อยๆ”
“นั่นสินะ เป็ทั้งคนทำและคนชงพร้อมอย่างนี้เรียกว่าครบสูตร”
“น้ำสมุนไพรที่ข้าปรุงให้นี้จะทำให้พวกท่านสดชื่นและพักผ่อนได้เต็มตื่นขึ้น”
“ดีสิ พักหลังนี่ข้ารู้สึกอ่อนล้าไปมากคงเพราะอายุมากแล้วกระมัง”องค์เมืองเสียงแ่ลงเมื่อพูดถึงสุขภาพของตนพลางยกถ้วยน้ำขึ้นจิบ นางเมืองรังเรขแย้มยิ้มชอบใจ
“ท่านยังสุขภาพแข็งแรงดีเพียงแต่มุงานหนักไปเท่านั้น หากหาเวลาพักผ่อนบ้างก็จะดีขึ้น” องค์เมืองโบกไม้โบกมือค้าน
“โอย! อย่ามาเยินยอคนแก่เลย ข้ารู้ตัวดี มุงานหนักที่ไหนกัน ข้ามอบให้เ้าทันวากับฑกาณดูแลนครแทนแล้ว”
“ถึงแม้ท่านจะมอบงานให้กับท่านชายทั้งสองแต่ท่านก็ยังใส่ใจและติดตามงานนั้นอยู่ตลอดเวลา ก็เท่ากับไม่ได้พักจริงๆ สักที” องค์เมืองอติระนิ่งคิดก่อนยกถ้วยน้ำในมือขึ้นมาจิบอีกรอบส่วนนางเมืองส่งถ้วยเปล่าในมือคืนให้ดาว
“ถูกของนางใช่ไหมล่ะท่านพี่” องค์เมืองหันมาหือในลำคอกับคนข้างกาย ดูเหมือนว่าฝ่ายสตรีจะได้เปรียบเพราะมีถึงสองเข้ากันเป็ปี่เป็ขลุ่ย
“คงเป็เช่นนั้น” น้ำเสียงองค์เมืองคล้ายยอมรับความจริงดาวส่งผ้าเช็ดมือให้นางเมืองอย่างนอบน้อม
“หากปล่อยวางเสียบ้าง ปล่อยให้ทันวากับฑกาณทำงานของเขาไป สองคนนั่นทำได้ดีอยู่แล้วท่านพี่ก็รู้ท่านจะได้พักผ่อนเต็มที่ สุขภาพก็จะดีขึ้นเอง”
“จริงเช่นนั้นเ้าค่ะ” ฝ่ายสตรีต่างช่วยกันส่งช่วยกันเสริมจนฝ่ายบุรุษอดแซวไม่ได้
“เออแน่ะเอาใจข้ากันจริง แม่ลูกคู่ใหม่” ดาวถึงกับหน้าแดงระเรื่อทันตาเห็นกับคำว่าแม่ลูกคู่ใหม่ พาให้สองผู้ยิ่งใหญ่แห่งนครต่างมองด้วยความเอ็นดู
นางเมืองละสายตาเพื่อเหลือบไปมองนอกหน้าต่างแลเห็นเค้าเมฆครึ้มมาแต่ไกล แล้วเหล่คนข้างกายแวบหนึ่ง
“สงสัยวันนี้ท่านพี่คงได้พักผ่อนสมใจแน่”
“ทำไมรึ”
“ก็ฝนกำลังจะตกอากาศเย็นสบายเหมาะกับการนอนพัก” อีกสองคนที่เหลือจึงหันไปมองทางนอกหน้าต่างบ้างองค์เมืองอติระยื่นถ้วยเปล่าส่งให้ดาว ก่อนจะลุกไปยังหน้าต่างบานใหญ่
“ก็ดีเหมือนกันนะ” ผู้ทรงอำนาจทิ้ง่เพียงครู่ แล้วหันมองสองสตรีที่ตั้งใจรอฟัง “แต่ที่ว่าจะให้ข้าปล่อยวางงานนครไปน่ะ เห็นจะไม่ได้แน่”
คนฟังต่างเข้าใจดีในเื่นี้ ท่านก็ยังคงเป็ผู้ทรงอำนาจอยู่วันยังค่ำงานนครนั้นสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
“แล้วนางในคนสนิทของเ้าเป็อย่างไรบ้าง”
“อาการดีขึ้นมากแล้วเ้าค่ะ”
“อย่างนั้นก็เบาใจข้าเกรงว่าทางบ้านเ้าจะตำหนิเอาได้ว่าดูแลพวกเ้าไม่ดีพอ”
“อย่าคิดเช่นนั้นเ้าค่ะเหตุสุดวิสัยที่ไม่มีใครอยากให้เกิด”
“ขอบใจเ้ามากนะ”
“เื่เล็กน้อยเ้าค่ะส่วน่เย็นข้าคิดว่าจะจัดน้ำสมุนไพรบำรุงร่างกายที่โต๊ะอาหารเลยพวกท่านเห็นควรหรือไม่”
“ดีสิ จะได้เผื่อคนอื่นๆด้วย” ดาวยิ้มรับคำอนุญาตด้วยความดีใจ อย่างน้อยการได้รับใช้ท่านทั้งสองก็ทำให้รู้สึกปลื้มปีติเป็ทุนเดิมอยู่แล้วยังมีโอกาสได้ทำให้คนอื่นด้วย
ยิ่งดีเข้าไปอีก
ดาวออกจากราชสถานรับรองส่วนองค์เมืองและนางเมืองด้วยใบหน้าเป็สุขแต่ดูเหมือนว่าจะสุขได้ไม่นานเมื่อเห็นนางนมเอก องครักษ์คีรี และบ่าวรับใช้ที่ตามติดอีกสองสามคนเดินมาแต่ไกลจะหลบไปทางไหนก็ไม่ได้สินะ
เอาล่ะเป็ไงเป็กัน!
ท่าทางเจียมเนื้อเจียมตัวของหญิงสาวไม่ทำให้สายตาที่จิกใส่นางคลายลงได้หนำซ้ำคำถากถางยังดังให้ได้ยินอย่างที่คาดไว้จริงๆ
“พยายามเอาอกเอาใจพวกท่านเข้าไว้เถิดเกิดหมดบุญวาสนาเมื่อไรจะได้ไม่ลำบากจนเกินไปนัก”
“อะไรกันท่านคีรีชนชั้นสูงอย่างพวกเราไม่มีวันหมดบุญวาสนาได้หรอก หากจะมีก็แต่..” คนจิกปากเหน็บปรายหางตามาจิกซ้ำเหมือนย้ำชัด แล้วเสียงหัวเราะชอบใจทั้งนายทั้งบ่าวก็ดังขึ้นดาวหลุบตาลงต่ำก่อนทำทีเดินหนี
“ไม่มีใครสั่งสอนหรือไงว่าเวลาพูดคุยกับผู้ใหญ่ต้องสำรวมมากกว่านี้” ดาวสะอึก ก่อนค่อยๆหันมามองอย่างอ่อนใจ
“อุ้ยตาย! ท่านหญิงแห่งองค์ทายาท ข้าไม่ได้หมายถึงท่าน ข้ากำลังเสี่ยมสอนนางบ่าวโง่ๆของข้าอยู่ ท่านจะร้อนตัวทำไม” คำแดกดันของนางนมเอกเรียกเสียงหัวเราะได้อีกครั้ง
หนอย! มากไปแล้วนะ
“ข้าไม่ได้ร้อนตัวข้าเพียงแต่จะบอกพวกท่านว่าเขตราชสถานส่วนองค์เช่นนี้ พวกท่านไม่ควรทำเสียงดังเพราะจะเป็การรบกวนผู้อื่น ชนชั้นสูงเขาไม่ทำกัน..ไม่ใช่รึ”คราวนี้ทั้งนายทั้งบ่าวได้สะอึกเข้าบ้าง ดาววางสีหน้านิ่งจนทำให้อีกฝ่ายไม่กล้าต่อปากต่อคำสายพิณที่ตามมาสมทบจึงแกล้งชนหญิงสาวจนน้ำสมุนไพรในกาเครื่องเคลือบลวกมือ
“อุ้ย!” โชคดีที่ยังคุมสติไว้ได้ รีบหาที่วางโดยไม่มีอะไรตกแตก
“ตายแล้ว! ข้านี่แย่จริงนะพ่อ”สายพิณส่งยิ้มเยาะเข้าสมทบกับคนอื่นๆ ก่อนหันกลับมาทำหน้าเซ่อ “อ้าว! ท่านหญิงองค์ใหม่นั่นเอง คิดว่านางบ่าวที่ไหน จะหันมาตำหนิอยู่เชียว..ว่าซุ่มซ่ามสิ้นดี” องครักษ์คีรีแม้จะไม่ออกอาการเยาะเย้ยจนน่าเกลียดแต่แววตาดูภูมิใจกับพฤติกรรมของบุตรสาวเสียจริง
นี่น่ะหรือผู้ใหญ่ ทำกิริยาไม่เหมาะสมสักนิด
“ท่านหญิง เป็อะไรไปเ้าคะ” เสียงหนึ่งดังขึ้นเรียกทุกสายตาให้หันมอง ดาหวันเป็อีกคนที่เข้ามาสมทบและตรงเข้าไปดูอาการของดาว
“ไม่มีอะไรหรอกดาหวัน ขอบใจนะ”
“ยังจะบอกว่าไม่มีอะไรอีกนะเ้าคะมือแดงจัดขนาดนี้” คนมาใหม่หันขวับไปมองอีกทาง เห็นเพียงแข่งกันปั้นหน้าไม่รู้ไม่ชี้อยู่นั่น นางนมเอกจิกตาใส่บุตรสาวแทนคำพูดว่า ‘แส่นัก’ ก่อนเข้ามาดึงมือแยกไป
“ธุระอะไรของเ้าดาหวัน ท่านหญิงจะทำอะไรก็เื่ของท่านเ้าน่ะมานี่”
“อะไรกันแม่” คนเป็มารดาดึงบุตรสาวออกมาได้สำเร็จ แล้วลากตัวจากไปพร้อมกับพวกเดียวกันทิ้งให้คนแสบร้อนได้แต่ยืนถอนหายใจ
หญิงสาวเป่ามือที่แสบร้อนสองสามที ก่อนตั้งใจจะยกถาดน้ำต้มสมุนไพรไปจากตรงนี้เสียทีแต่ต้องผงะเมื่อถาดใบนั้นอยู่ในมือคนอื่นเสียแล้ว
“ท่านชายทันวา”
“ยืนชมนกชมไม้อะไรอยู่แถวนี้มาอยู่ได้ไม่ทันไรก็นึกเบื่องานในราชสถานเสียแล้ว” ดาวอึ้งไปอีกคราอย่าบอกนะว่าท่านจะมาซ้ำข้าอีก
“ขอคืนเ้าค่ะ จะได้นำไปจัดน้ำสมุนไพรให้ท่าน” และจังหวะนั้นเองที่ทำให้เห็นร่องรอยพองแดงชัดเต็มสองตา คนมาทีหลังพอจะคาดเดาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ได้
“ไม่ดีกว่าของมีราคา..เดี๋ยวเ้าทำแตก”
“ดะ..เดี๋ยวท่าน” คนงงเป็ไก่ตาแตกจำต้องกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามคนตัวโตไป ไม่ใช่ว่าอยากจะตามท่านชายไปหรอกนะแต่จะตามถาดของตนต่างหาก
“ข้าไม่ทำหล่นหรอกเ้าค่ะเอาคืนมา”
“ไม่ให้ อยากได้ก็ตามมาให้ทัน”
“ท่านชาย!”
ข้ารับใช้น้อยใหญ่มองตามชายสูงศักดิ์ที่อมยิ้มกริ่มโดยมีท่านหญิงองค์ใหม่ที่กำลังตามติดราวกับเล่นวิ่งไล่จับกันหรืออะไรสักอย่างด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“พวกเ้าเห็นอย่างที่ข้าเห็นไหม”
“เห็น”
“ก็ั้แ่ท่านหญิงมาที่นี่ดูท่านชายทันวาเปลี่ยนไปนะ”
“เปลี่ยนไปที่ไหนเล่ากลับมาเป็อย่างเดิมต่างหาก”
“ใช่ๆ ตอนท่านหลงรักท่านหญิงแห่งความโชคร้ายนั่นท่านดูไม่สดใสอย่างนี้ ดีแล้วล่ะที่นางหายตัวไปเสียได้ ท่านชายของพวกเราจะได้ความสุขสักที”
ราชสถานรับรองส่วนในท่านชายทันวา
“เปิดประตู” ดาวแทบสะดุดเท้าตัวเองหลังจากไล่ตามมารับของ “มือข้าไม่ว่าง เ้าไม่เห็นรึไง”
เอ้า! เปิดก็เปิด
“เข้ามา” คราวนี้มีลังเล เปิดให้แล้วยังต้องเข้าไปข้างในด้วยหรือ“เ้าจะมาหาข้าอยู่แล้วไม่ใช่รึ ช่วยถือของมาให้ก็นับว่าเป็บุญโข ยังจะให้ข้าเปิดประตูเองเปิดแล้วก็ยืนนิ่งอยู่ได้ต้องให้เชิญ” ดาวลอบระบายลมหายใจ..ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าทำตาม
ว่าอย่างไรก็ว่าตามกัน
“เ้านำน้ำสมุนไพรไปให้ท่านพ่อท่านแม่มารึ”
“เ้าค่ะ สมุนไพรบำรุงร่างกายดีต่อองค์เมืองกับนางเมืองและก็ท่านด้วย”
“อย่างนั้นก็มีงานเพิ่มขึ้นสินอกจากจะเป็ผู้ช่วยหมอหลวงแล้วยังรับหน้าที่ดูแลเื่น้ำสมุนไพรอีก”
“ข้ายินดีทำนะเ้าคะ ไม่คิดว่าเป็การเพิ่มงานสักนิด”
มือเล็กๆถูกดึงให้ไปนั่งงงที่เก้าอี้นุ่มด้านใน ทายาทหนุ่มเดินไปหยิบกระปุกทรงกลมจากลิ้นชักโต๊ะแล้วเดินกลับมาหย่อนตัวลงนั่งใกล้ๆ
“จะทำอะไรเ้าคะ” ชายหนุ่มตวัดตามองแวบหนึ่ง
“ไม่บอก”
อ่าว! แล้วกันจะทำอะไรก็ไม่บอก จะให้ทำอะไรก็ไม่บอก ต้องรอท่านสั่งอย่างเดียวกระมัง ตอนนี้ชักหายใจไม่ทั่วท้องแล้วนะ
“ส่งมือมา”
“..”
“บอกให้ส่งมือมา ที่แดงอยู่น่ะ”ดาวทำตามอย่างว่าง่าย “ถ้าไม่ทายาตอนนี้ คงไม่ดีแน่” ชายหนุ่มคว้ามือที่พองแดงมาดูแล้วบรรจงทายาให้อย่างเบามือ
หญิงสาวมองภาพนั้นด้วยความตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก ลึกๆอดนึกขำไม่ได้..ท่านคงลืมไปกระมังว่าคนตรงหน้าท่านน่ะ เป็ผู้ชำนาญตัวยาอันดับต้นๆของนครเชียวนะ แผลแค่นี้เล็กน้อย
“เดี๋ยวจะเป็ข้ออ้างให้ใครบางคนไม่ยอมทำงาน”
ห๊า!
“ภารกิจการงานตั้งมากมายขืนเ้ามือเจ็บอยู่อย่างนี้ก็ทำอะไรไม่ถนัดน่ะสิ” เข้าใจแล้วล่ะ..แค่ห่วงงานนี่เอง
“ประเดี๋ยวคงหายดี ขอบคุณเ้าค่ะอย่างนั้นข้าขอตัวเพราะนัดท่านชายฑกาณกับท่านหญิงธาราไว้ด้วยป่านนี้คงรออยู่ที่ห้องข้าแล้ว”
“จะไปไหนก็ไปเถอะ”
เมื่อประตูปิดลง คนที่ตีหน้านิ่งถึงกับต้องหงุดหงิดตัวเองไม่น้อยไอ้ที่อยากพูดกลับไม่พูด..แล้วดูสิ พูดอะไรออกไปไม่ได้ตรงใจเลยสักคำ
เอ..เมื่อครู่นางว่าจะไปหาฑกาณกับธาราที่..
ได้การล่ะ
ท่านหญิงธาราชะเง้อชะแง้มองละอองฝนที่โรยตัวอย่างต่อเนื่องอยู่ที่ระเบียงยาวอย่างกับมองหาอะไรบางอย่างดาวเห็นแล้วก็อดถามไม่ได้
“ท่านหญิงดูอะไรรึ”
“ดูว่าเมื่อไหร่ ฝนจะหยุดตกน่ะพี่หญิง” ดาวย่นคิ้วสงสัยพลางชำเลืองมองทางบุหงา ฝ่ายนั้นกลับหลับตาปี๋เพราะขยาดยาต้มที่ถูกบังคับให้กิน
“แหวะ! ทำไมมันขมอย่างนี้ล่ะ”กษณะสวนกลับ
“กินเข้าไปเถอะน่ะ ทำเป็บ่นไปได้ ไหนบอกว่าอยากหายเร็วๆ ไง”
“ผึ้งนะผึ้ง ทำไมไม่พ่นน้ำผึ้งหอมหวานใส่ข้า แทนที่จะเป็เหล็กในพิษร้ายกาจเช่นนี้” บุหงาต่อว่าสัตว์ร้ายตัวเล็กพร้อมทำท่าพะอืดพะอม
ท่านชายฑกาณเดินเข้ามาใกล้น้องหญิงน้อยแล้วลูบหัวเบาๆก่อนหันมาเฉลยคำตอบ
“น้องหญิงกำลังรอดูรุ้งกินน้ำ” คนฟังครางแ่เบา
“รุ้งกินน้ำ”
“แต่ต้องรอให้ฝนหยุดก่อน เพราะถ้าไปที่หอคอยอาคัมตอนนี้เดี๋ยวจะไม่สบาย เป็กฎของท่านแม่”
“ท่านพี่ทันวา” เสียงร้องดีใจของท่านหญิงธาราทำทุกคนหันมอง
คนมาใหม่ปรากฏตัวจากอีกฝั่งของระเบียง ดาวค่อยๆทอนรอยยิ้มเพราะไม่ถึงว่าท่านชายจะตามมาแต่พอนึกได้อีกที..คงไม่ได้ตามตัวเองมาหรอก คงจะมาหาน้องๆ มากกว่า
“ย้ำนะ ต้องรอให้ฝนหยุดก่อน เดี๋ยวจะไม่สบาย”
“ข้าจะรอไหวไหมท่านพี่ ฝนก็ไม่ได้ตกแรงขนาดทำให้จับไข้ได้สักหน่อยเราไปที่หอคอยตอนนี้ได้ไหมท่านพี่” น้องน้อยเริ่มประท้วงเสียงอ้อนมือน้อยๆ คว้ามือของดาวมาประสานทับมือหนาของคนเป็พี่อย่างจะขอกำลังเสริม
“นะๆ ท่านพี่ พี่ดาวก็อยากดูรุ้งกินน้ำด้วยเราไปที่หอคอยกันเถอะ” ดาวหลุบตามองท่านหญิงน้อยอย่างคาดไม่ถึง บวกกับที่ยังไม่ทันตั้งตัวมือของตนก็ไปอยู่ในมือของชายหนุ่มแล้ว
“ได้ แต่ให้ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ”ทันทีที่คนเป็พี่อนุญาต เ้าคนขอก็ชักออกอย่างรวดเร็ว แล้วถลาไปะโโลดเต้นกับพี่ชายอีกคนปล่อยให้มือของคนที่เป็กำลังเสริมยังถูกกุมไว้
ดาวยิ้มให้กับความร่าเริงน่ารักของท่านหญิงที่แม้จะเพิ่งรู้จักกันแต่รู้สึกผูกพันรักใคร่อย่างประหลาด ประกอบกับตัวเองก็ไม่มีน้องสาวพอมาเจอกับท่านหญิงธาราจึงถูกใจเอ็นดู แล้วก็ต้องละสายตาไปเมื่อรู้สึกถึงััที่หลังมือ
“ดูดีขึ้น”
“..”
“แต่จะให้ดี เ้าต้องทายาซ้ำอีก” ดาวหัวใจเต้นแรงขึ้นมาทันทีรู้สึกไปเองหรือเปล่าหนอว่าคนตรงหน้าช่างอ่อนโยนเหลือเกิน นี่เขาคงอารมณ์ดีเป็แน่ถึงได้เผื่อแผ่มาถึงตน
“ท่านพี่กับพี่ดาวรีบตามมานะข้ากับท่านพี่ฑกาณจะล่วงหน้าไปก่อน”
“อ่าว! ไม่ไปกับพี่รึ”
“ไม่เ้าค่ะ ท่านพี่ก็พาพี่ดาวไปสิเ้าคะ”
กษณะส่งร่มสานให้ดาวพร้อมกับรอยยิ้มมุมปาก “ไม่ต้องห่วงบุหงาข้าดูเอง” ดาวเบือนหน้าไปมองคนเจ็บแวบหนึ่งอย่างชั่งใจไม่ใช่ว่าไม่อยากดูรุ้งกินน้ำ แต่ไม่มั่นใจว่าท่านชายจะเต็มใจไปด้วยกันหรือไม่
“จะไปรึยัง”
“เ้าค่ะ”
คงต้องไปจริงๆ แล้วสินะ ไม่ต้องคิดอะไรเยอะแล้ว
ระหว่างทางไปหอคอยอาคัมใบไม้น้อยใหญ่ที่รองรับละอองน้ำฝนทีละน้อยจนรวมตัวเป็หยดน้ำใหญ่ ค่อยๆ โน้มยอดใบให้อ่อนลงเพื่อปลดปล่อยหยดน้ำนั้นให้เป็อิสระมือหนาต้องคอยรอบเอวคนตัวเล็กเพราะพื้นดินชุ่มแฉะไม่อำนวยให้เดินได้สะดวกเท่าไหร่นักดาวสูดลมหายใจลึก ทั้งที่ฉ่ำเย็นขนาดนี้แต่ทำไมข้างมันกลับร้อนๆ ประหลาด
ใจก็ด้วย..จะเต้นเร็วทำไมกัน
ชั้นบนสุดของหอคอยอาคัม ศาสนสถานอันเงียบสงบในเขตศิลานครคือที่หมายของหกชีวิตที่รอคอยการมาเยือนของ ‘รุ้งกินน้ำ’ ฟ้าโปร่งเบา แลเห็นรุ้งสองตัวโค้งต่ำพาดผ่านผืนฟ้า ระบายแต่งแต้มสีงามตามธรรมชาติได้อย่างน่ามองทุกชีวิตเบิกตากว้างต้อนรับรุ้งงาม
ดาวเล่านิทานชาวเมืองเื่โปรดที่แม่บันชอบเล่าให้ฟังตอนเด็กๆด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข ท่านหญิงธาราก็ฟังอย่างเพลิดเพลินขณะเฝ้ามองรุ้งกินน้ำเส้นสวยคนตาคมลึกก็คอยหันมามองคนเล่านิทานอยู่เป็ระยะโดยที่ไม่รู้ตัว
“..เพื่อนรักเจ็ดชีวิตสัญญาว่าจะรักใคร่และสามัคคีต่อกัน ต่างมุ่งหน้าไปยังสุดขอบฟ้าเพื่อตามหาความฝันอันยิ่งใหญ่โดยไม่มีใครคิดท้อแท้ใจอีกเลย..รุ้งกินน้ำ จึงเป็เื่ราวแสนผจญภัย ดั่งตำนานแห่งความหวังและความรักอันแสนสุขตราบชั่วนิรันดร์”
ท่านหญิงธาราตบมือรัวเมื่อฟังจบ ที่หอคอยอาคัมเวลานี้จึงได้ยินเพียงเสียงหัวเราะครื้นเครงที่บ่งบอกถึงความสุขของกลุ่มคนณ ที่นั้น
ทั้งสี่ชีวิตค่อยๆหย่อนกายลงหน้าแท่นบูชาศักดิ์สิทธิ์ แลเห็นเหล่านักบวชพราหมณ์นุ่งขาวห่มขาวหลายสิบคนนั่งตั้งจิตสงบนิ่งราวรูปปั้นหินััได้ถึงมนต์ขลังแห่งความสงบแทรกซึมไปทั่วทุกอณูต่างตั้งจิตสงบนิ่งก่อนสวดมนต์ร่ายยาวเป็ทำนองคล้ายบทเพลงจากสรวง์.......
เมื่อประกอบกิจสวดมนต์กันเสร็จสิ้น เหล่านักบวชพราหมณ์ที่เพิ่งทยอยเข้ามาต่างพากันนอบน้อมต่อคนสูงศักดิ์ท่านหญิงธาราที่นิ่งฟังการสนทนาธรรมก็เริ่มปรากฏใบหน้ายับยู่ ตามด้วยอาการยุกยิก แล้วก็ค่อยๆคว้าข้อมือของดาวออกจากวงสนทนานั้นอย่างเงียบๆ ท่านชายฑกาณเหลือบตามองแวบหนึ่ง
“พี่ดาว เราไปขอพรให้ได้กลับมาดูรุ้งกินน้ำด้วยกันอีกเถอะ”
“มีการขอพรเช่นนี้ด้วย”
“ได้สิพี่องค์เทพอัมฤทธิ์ประทานพรให้จริงตามนั้นด้วยนะ”
“ดีจริง”
“อย่างนั้นเรามาเริ่มกันเลยนะต้องนำสองมือวางแนบแทนบูชาอย่างนี้ แล้วอ้อนวอนขอต่อท่านในสิ่งที่เรา้า แต่อย่าเป็เื่ที่เหลือบ่ากว่าแรงของท่านล่ะ” คำเตือนบนใบหน้าจริงจังของเด็กน้อยทำให้คนฟังผุดยิ้มพราว
เสียงขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่างแ่เบาจนสองชายหนุ่มที่เพิ่งเลิกราจากวงสนทนาธรรมกับเหล่านักบวชพราหมณ์หันมามองด้วยความแปลกใจ
“ท่านพี่่หลังฝนตกเช่นนี้มักมีแมงงุ้งงิ้งมาขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์” ทายาททันวาหันมามองคนเป็น้องที่ช่างพูดจาเปรียบเปรยเสียจริง พร้อมกับกวาดตามองหา
“แมงงุ้งงิ้ง!”
“ใช่แล้วท่านพี่”
“ที่ไหนล่ะ แมงงุ้งงิ้งของเ้า”
“นั่นไงท่านพี่เหล่าแมงงุ้งงิ้งที่อยู่หน้าแท่นบูชาน่ะ”
ทายาทหนุ่มแห่งนครเผยรอยยิ้มเอ็นดูกับภาพที่เห็นคำขอพรของพวกนางช่างแ่เบาราวกับเสียงแมงงุ้งงิ้งไปเสียแล้ว
ผิดกับเบื้องล่างตรงพุ่มไม้ใบบางที่ตั้งต้นตรงสูงระดับ่ไหล่ใครบางคนกำลังจับจ้องมองมาด้วยแววตาโกรธแค้น แรงริษยายิ่งทวีเพลิงให้ลุกโชนเมื่อเสียงหัวเราะเฮฮาดังอย่างไม่ขาดสาย
“นางหญิงต่างนครนางมารหัวใจ อยากจะฆ่าเ้าให้ตายนัก”