“คุณรินจะให้ฉันเริ่มงานวันนี้เลยเหรอคะ แต่ฉันไม่ได้เตรียมอะไรมาเลยนะคะ” หญิงสาวรู้สึกกังวลจนคนข้างๆ ััได้จากน้ำเสียง
“จะมาทำงาน ทำไมไม่เตรียมพร้อม”
ร่างเล็กนิ่งเงียบ จุดอ่อนของเธอที่หลายคนไม่รู้คือ เธอไม่ชอบการพูดจาห้วนๆ หรือ พูดแบบขอไปที จะให้เข้าใจง่ายๆ คือ เป็คนอ่อนไหวกับน้ำเสียงคนอื่นได้ง่าย ยิ่งหากโดนตะคอก หรือตวาด น้ำตาก็จะไหลทันทีราวกับสั่งได้ เป็ความอ่อนแอที่เธอพยายามจะสลัดมันทิ้งไปหลายครั้ง แต่ก็ไม่ไปจากเธอเสียที
“ขอโทษค่ะ” เธอเอ่ยสั้นๆ พลางเบี่ยงหน้าออกไปยังนอกรถ
“เธอไม่ได้ทำอะไรผิด ฉันแค่้าเหตุผลว่าทำไมถึงไม่เตรียมมา”
“ฉันแค่ไม่แน่ใจว่าจะได้งานหรือไม่ เลยไม่ได้เตรียมมา และคิดว่าคงไม่ได้เริ่มงานในทันที”
“อืม ก็แค่นั้น”
ความเงียบเข้ามาแทนที่เช่นเดิม หญิงสาวที่นั่งอยู่ด้านข้างคนขับ ยังคงเบี่ยงหน้าออกไปนอนหน้าต่างรถ เธอมองดูตึกรามบ้านช่องที่นี่ พลันความรู้สึกในใจก็รู้สึกโดดเดี่ยวขึ้นมา แต่ในเมื่อก้าวมาแล้วก็ลองดูสักตั้งละกัน ระหว่างที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ เสียงคนข้างๆ ก็ดังขึ้นมา
“คิดอะไรอยู่”
“คะ เอ่อ ก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยค่ะ”
“แล้วเรื่อยเปื่อยที่ว่าคืออะไรละ”
“ห้ะ ฉันต้องบอกคุณแม้กระทั่งความคิดเหรอคะ”
“ก็ถ้ามันอึดอัดใจจะเก็บไว้ทำไมละ”
“......”
“สายตาและใบหน้าเธอมันบอก”
วาโยเงียบพลางคิดในใจ นี่เธอตัดสินใจถูกหรือผิดกันนะกับการสมัครงานที่นี่ เ้าของก็ดูท่าทางจะเพี้ยน อยากรู้แม้กระทั่งความคิด บ้าไปแล้ว
“เธอกำลังว่าฉันอยู่ในใจ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น
“เปล่านะคุณริน”
ให้ตายเถอะ เค้าอ่านใจคนได้หรือไง นี่ยังไม่เริ่มงานเลยก็ปวดหัวแล้ว
“แล้วตกลงคิดอะไรอยู่ จะบอกฉันได้รึยัง”
“กังวลหลายอย่างค่ะ ฉันบอกแม่ว่าจะกลับพรุ่งนี้ และฉันก็ไม่ได้เตรียมเสื้อผ้ามาเยอะ ที่สำคัญ กล้องถ่ายรูปก็ไม่ได้เอามาค่ะ มันอาจจะไม่จำเป็สำหรับงาน แต่เผื่อวันว่างก็อยากจะออกไปเที่ยวเล่นถ่ายรูปบ้างค่ะ”
“สรุป จะมาเที่ยวเล่น”
“เอ๊ย เปล่าๆ ค่ะคุณริน” คนร่างเล็กรีบปฏิเสธพันละวัน หน้าตาตื่น ทำให้อีกคนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยเผลอยิ้มออกมา
“คุณรินยิ้มทำไมคะ”
“ใครยิ้ม” ร่างสูงเก็บรอยยิ้มในทันที เปลี่ยนสีหน้าเป็เรียบเฉย
“ก็คุณรินไงคะยิ้ม เมื่อกี้คุณยิ้ม”
“เปล่า ไม่ได้ยิ้ม”
“เอ้า ก็เห็นอยู่ว่ายิ้ม”
“ฉันบอกว่าไม่ไง”
“แต่ฉันเห็นอยู่ คุณจะปฏิเสธทำไมคะ เื่แค่นี้”
“ไร้สาระ”
วาโยไม่ตอบโต้กลับ เธอรู้สึกขำในใจ ดูๆ ไปคุณรินก็น่ารักดีนะ เธอเบี่ยงสายตาจากถนนเบื้องหน้า มามองคนข้างๆ ที่กำลังจ้องมองถนนอยู่ อยู่ๆ ก็ใจเต้นขึ้นมาซะงั้น มองด้านข้างแล้วเธอก็เท่เหมือนกันนะ ทั้งการแต่งตัว บุคลิก คำพูด ท่าทาง ก็จัดว่าเป็ผู้หญิงที่สวยและเท่ด้วยในคนๆ เดียว แต่ เค้าเป็เ้านายนะ ไม่ได้โย อย่าเผลอใจเด็ดขาด
“จะจ้องฉันอีกนานไหม” น้ำเสียงทุ้มต่ำดังขึ้น ทำให้เธอหลุดจากภวังค์และหันกลับมามองออกไปยังถนนเบื้องหน้าเช่นเคย
“เอ่อๆ ฉันมองต่างหูคุณรินหนะค่ะ มันสวยดีนะคะ”
“งั้นเหรอ หรือว่าหลงเสน่ห์ฉัน”
“ห้ะ ทำไมคุณรินคิดแบบนั้นคะ”
ถามไปเสียงแข็งเหมือนจะปฏิเสธ แต่ความรู้สึกในใจตอนนี้ เหมือนเด็กน้อยที่แอบกินขนมแล้วโดนจับได้ยังไงอย่างนั้น ยอมรับเลยว่าเธอมีเสน่ห์จริงๆ แค่เสี้ยวนาทีที่เผลอไปจับจ้องใบหน้านั้น ก็เหมือนโดนมนต์สะกดที่ทำให้ละสายตาไม่ได้เลยจริงๆ
“หรือไม่จริง”
ศิขรินละสายตาจากท้องถนนชั่วครู่แล้วหันมามองหน้าเธอ อีกฝ่ายรู้สึกได้
“ไม่จริงค่ะ”
วาโยตอบไปด้วยเสียงราบเรียบ ส่วนอีกฝ่ายก็นิ่งเงียบไม่มีเสียงตอบกลับ เธอจึงหันไปมองอีกฝ่ายที่เงียบไป ปรากฏว่า ศิขรินจ้องมองเธออยู่ ทันทีที่ดวงตาประสานกัน ความรู้สึกสั่นไหวก็แล่นเข้าสู่หัวใจโดยทันที คนร่างเล็กรีบเบือนหน้านี้อัตโนมัติ น่าเสียดายที่เธอไม่ได้เห็นรอยยิ้มของอีกฝ่ายที่เผลอยิ้มออกมากับท่าทีของเธอ
“แต่ฉันคิดว่าเธอโกหกนะ เธอกำลังหลงเสน่ห์ฉัน”
ศิขรินรู้สึกขำกับท่าทางของอีกฝ่าย ตัวเธอเองพบเจอผู้หญิงมานักต่อนัก แต่ก็ไม่ได้รู้สึกหวือหวากับใคร ผ่านมาแค่เพียงผ่านไป บางคนเพียบพร้อมในทุกด้านแต่อยู่ด้วยแล้วน่าเบื่อ เธอก็ไม่ได้สนใจ
แต่กับหญิงสาวที่กำลังนั่งอยู่ในรถเธอตอนนี้ กลับทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย และอยากจะขับรถไปเรื่อยๆ เพื่อได้คุยกับเธอ แม้ว่าความจริงเลยเธอเป็คนที่ไม่ชอบจะเสวนากับใครนัก ยกเว้นเธอคนนี้
“ฉันจะพาเธอไปซื้อของก่อนเข้าไปในสวน” รินเอ่ยขึ้นมา
“อย่าดีกว่าค่ะ ฉันขอกลับไปกรุงเทพไปเอาของได้มั้ยคะ ฉันมีเงินไม่เยอะด้วย เกรงว่าจะไม่พอใช้จ่ายค่ะ”
“ฉันซื้อให้ทุกอย่าง”
“แต่ของจำเป็ฉันมีหลายอย่างค่ะคุณริน มันจะเปลืองเงินคุณนะคะ ไหนจะกล้องถ่ายรูปอีก”
“บอกแล้วไงจะพาไปซื้อ”
“รวมถึงกล้องด้วยเหรอคะ”
“ใช่”
คนข้างๆ นิ่งเงียบ เหมือนกำลังใช้ความคิด อีกฝ่ายจึงพูดตัดบท
“ไม่ติดตรงไหนแล้วนะ งั้นก็ตามนี้”
วาโยนิ่งเงียบ เธอพยายามหาเหตุผลทั้งหลายมาแย้งแต่ก็ดูจะไม่เป็ผล เลยต้องปล่อยไปตามคำสั่งของเขา แน่ละ ตอนนี้เธอเป็ลูกน้องของเขาแล้ว จะไปขัดคำสั่งอะไรได้ละ
รถหรูเลี้ยวเข้าไปยังห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง เมื่อจอดรถที่ลานจอดรถเรียบร้อยแล้ว ศิขรินบอกให้เธอเดินเข้าไปเลือกซื้อของได้ตามใจชอบ
“ขอตัวห้านาที เดี๋ยวฉันตามเข้าไป”
ศิขรินบอกพลางหยิบซองบุหรี่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูท เธอหยิบมวลบุหรี่ออกมา ก่อนจะใช้ปากคาบก้นกรองแล้วจุดไฟ ควันบุหรี่ที่ลอยฟุ้งทำให้วาโยที่ยืนมองการกระทำนั้นไอออกมา
~ แคกๆๆ ~
วาโยกระแอมไอติดต่อกันหลายครั้ง ในขณะเดียวกันก็ใช้มือปัดควันจางๆ ที่ลอยอยู่บริเวณนั้น
“ทำไมคุณรินถึงสูบบุหรี่ละคะ”
ร่างเล็กถามด้วยเสียงแหบแห้ง เธอรู้สึกคอแห้งผ่าว กลิ่นบุหรี่กับเธอเหมือนจะเป็ศัตรูกันเลยก็ว่าได้ เธอแพ้กลิ่น แพ้ควัน และไม่ชอบเอาเสียเลย
“ผ่อนคลายหนะ แต่ก็ไม่บ่อยหรอก” เธอตอบหลังจากที่พ่นควันขาวออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“แต่ฉันแพ้กลิ่นบุหรี่ขั้นรุนแรงค่ะ” วาโยบอกก่อนจะกลืนน้ำลายลงคอ
“งั้นเหรอ”
พูดจบ ศิขรินจึงเดินไปยังถังขยะสเตนเลสที่มีที่เขี่ยบุหรี่อยู่้า แล้วทิ้งบุหรี่มวลนั้นทันที
“เอาเป็ว่าฉันจะไม่แตะมันอีก หากฉันอยู่กับเธอ” ร่างสูงบอกพร้อมกับจับมือคนตรงหน้าเดินเข้าไปในห้าง
~ ตึกตัก ~
ทันทีที่มือเรียวนั้นัักับมือนุ่มของเธอ หัวใจก็เต้นรัวขึ้นมาเสียดื้อๆ ความรู้สึกหวั่นไหวเกิดขึ้นในทันที เธอรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งหน้า มือเล็กของเธอมีเหงื่อซึม แม้ว่าเธอจะไม่กำหนดเพศตายตัวสำหรับการคบหากับใครสักคน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า กับเพศเดียวกันมันรู้สึกอบอุ่นหัวใจเป็พิเศษ
นั่นหัวหน้าแกนะโย อย่าคิดอะไรแบบนั้นเด็ดขาด เสียงในหัวดังขึ้นมา
“เป็อะไร มือสั่นเชียว” เสียงของรินดึงสติเธอ
“เปล่าค่ะ”
“เขินเหรอ”
คำพูดของอีกคนยิ่งทำให้วาโยมือสั่นหนักเข้าไปอีก
“ฉันจะเขินคุณรินทำไมกันคะ” ร่างเล็กสลัดนิ้วมือที่โดนอีกคนกุมไว้ออก แล้วรีบสาวเท้าเดินนำไป ก่อนที่เค้าจะเห็นใบหน้าที่เปลี่ยนสีของเธอ
ศิขรินมองตามร่างของหญิงสาวที่เดินนำหน้าไป พลันรอยยิ้มก็เกิดขึ้นอีกครั้ง แค่วันนี้วันเดียว รอยยิ้มเกิดขึ้นกี่ครั้งแล้วนะ
เธอปิดฉันไม่ได้หรอกวาโย ผีเห็นผีเคยได้ยินไหม คนพวกเดียวกันย่อมดูออก
ร่างสูงยิ้มออกมาอีกครั้งก่อนจะรีบสาวเท้าเดินตามร่างเล็กที่เดินตัวปลิวไปไกลแล้ว