เยี่ยนเฟ่ยอยู่กับซูตงเฉินเป็เวลากว่าหนึ่งชั่วยาม พวกเขากินอาหารพิลาฟสไตล์ตะวันตก ขาแกะย่าง ไก่จานใหญ่ ยำผักเส้น เนื้อม้ารมควัน และดื่มสุรานมม้าหนึ่งไห เยี่ยนเฟ่ยพอใจเป็อย่างยิ่ง
หลังจากทั้งสองแยกย้ายกัน แต่ละคนก็ผ่านออกไปตามเส้นทางลับของตนเอง
เส้นทางลับมีทางออกหลายทาง เยี่ยนเฟ่ยออกมาจากร้านอาหาร และขึ้นขี่ม้าที่ฝากไว้ที่นั่นกลับจวนอย่างสบายอารมณ์
เขาสั่งให้บ่าวรับใช้แจกจ่ายแตง องุ่น นมม้า ไปยังแต่ละเรือน จากนั้นก็ปฏิบัติตามกฎ โดยการเข้าไปทักทายท่านย่าและบิดามารดา
อันหย่วนโหวไท่ฮูหยินอายุใกล้จะเจ็ดสิบปีแล้ว ใบหน้าเหี่ยวย่น เส้นผมสีขาวเงิน ดูชราภาพอย่างมาก ทว่านางใช้ชีวิตอย่างสมบุกสมบันทีเดียว นางเกิดในตระกูลชนชั้นสูงที่ตกต่ำ แต่กลับมีนิสัยดื้อรั้นั้แ่เล็ก ชอบควบคุมทุกอย่าง ยากที่จะได้แต่งเข้าจวนอันหย่วนโหวในฐานะซื่อจื่อฮูหยินด้วยวาสนาที่พบกันโดยบังเอิญ อย่างไรก็ตาม นางเป็คนเอาแต่ใจ ไม่เคยเชื่อฟังอันหย่วนโหวซื่อจื่อแม้แต่น้อย นาง้าควบคุมเขา ทั้งยังเ้ากี้เ้าการ และชอบออกคำสั่งอยู่เนืองๆ ดังนั้นสามีภรรยาจึงขัดแย้งกันตลอดเวลา บิดามารดาไม่รักใคร่
หลังจากนางให้กำเนิดบุตรชายคนโต สามีของนางก็ไม่เคยเข้ามาในเรือนของนางอีกเลย เขารับอนุเข้าเรือนไม่หยุด เหล่าอนุก็ให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวเรื่อยๆ ไม่ให้เกียรตินางแม้แต่น้อย นางอดทนอย่างสุดกำลัง มีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก จนกระทั่งบิดามารดาและสามีของนางตาย อนุทั้งหมดบ้างก็ถูกขายออกไป บ้างก็ถูกไล่ออกไป บุตรชายบุตรสาวของอนุทั้งหมดถูกขับออกจากจวน จนในที่สุดจวนอันหย่วนโหวก็อยู่ในการควบคุมของนาง
นางเห็นลูกสะใภ้ที่แม่สามีจัดงานแต่งเข้ามาในจวนก็รู้สึกขัดหูขัดตาและไม่ถูกใจ จึงดุด่าพวกนางสาดเสียเทเสีย และไม่ยอมให้บุตรชายของตนมีอะไรกับพวกนาง ทั้งยังให้บุตรชายรับอนุเข้ามา บีบบังคับลูกสะใภ้จนตาย จนเกือบได้เป็ศัตรูกับตระกูลเจิ้งแห่งสิงหยาง จากนั้นนางก็ตัดสินใจให้หลานสาวที่นางชอบพอมาโดยตลอดแต่งเข้ามาในจวน ผลสุดท้าย หลานสาวผู้นี้วาสนาน้อย อยู่ได้ไม่นานก็เสียชีวิต
บุตรชายไม่ยอมเชื่อฟังนาง และเลือกแต่งภรรยาคนที่สามเข้ามาเอง ซึ่งทำให้นางโกรธมาก นางพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้หลานสาวอีกคนเข้ามาอยู่ในจวนและร่วมหลับนอนกับบุตรชายของตน ก่อนจะทุบตีลูกสะใภ้จนตาย เพื่อให้หลานสาวห่างๆ ผู้นั้นเข้ามาแทนที่
ใน่หลายปีที่ผ่านมา นางแอบช่วยหลานสาวเลี้ยงดูหลานชายอนุที่สุขภาพไม่ดี บีบบังคับหลานชายอนุที่สุขภาพแข็งแรงให้ออกจากจวน พยายามลอบสังหารหลานชาย บุตรภรรยาเอกที่ป่วยอยู่หลายครั้ง เพื่อให้บุตรชายของหลานสาวได้เป็ซื่อจื่อแทน และสืบทอดจวนอันหย่วนโหวในอนาคต
นางเป็คนหยิ่งยโส ทำทุกอย่างตามที่้า หากไม่ใช่เพราะตระกูลเจิ้งแห่งสิงหยางส่งคนมาเยี่ยมอันหย่วนโหวซื่อจื่อเป็ประจำ ทั้งยังทิ้งแม่นม สาวใช้ และบ่าวรับใช้ที่มีความสามารถไว้คอยปกป้อง เยี่ยนหลานซื่อจื่อคงตายไปนานแล้ว
นางเลี้ยงดูอุ้มชูบุตรชายและลูกสะใภ้ให้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย สิ่งที่วางแผนใกล้จะสำเร็จ กลับไม่คาดคิดว่าหลานชายของนาง บุตรของภรรยาเอกคนที่สามจะได้รับตำแหน่งขุนนางกลับมาเมืองหลวง พร้อมทั้งพาภรรยาและอนุกลุ่มหนึ่งกลับมาด้วย รวมถึงบุตรสาวบุตรชายที่ฉลาดและน่ารัก พวกเขาไม่เคารพและเกรงกลัวนางแม้แต่น้อย เื่นี้อยู่นอกเหนือการควบคุมของนาง ทำให้นางรำคาญใจเป็อย่างยิ่ง
เยี่ยนหมินหลานชายคนโปรดของนางอายุเพียงสิบหกปี ได้หมั้นหมายกับหลานสาวในตระกูลของนางไว้แล้ว ทว่ายังไม่ได้จัดพิธีแต่งงาน เยี่ยนหมินฉลาดหลักแหลมั้แ่เล็ก ทว่าถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจ ไม่ชอบร่ำเรียนหนังสือ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการฝึกวรยุทธ์ ตอนนี้จึงทำอะไรไม่เป็แม้แต่น้อย หากไม่สามารถสืบทอดจวนโหวนี้ได้ อนาคตจะทำอย่างไร นางขบคิดปัญหานี้แทบทุกวัน ยิ่งคิดยิ่งเป็กังวล และยิ่งไม่ชอบเยี่ยนเฟ่ยมากขึ้นเรื่อยๆ ทำไมเขาไม่ตายอยู่ข้างนอกให้สิ้นเื่?
ยามนี้เป็่ปลายฤดูใบไม้ร่วง ความหนาวเย็นนอกหน้าต่างทำให้อารมณ์ของนางยิ่งมืดมนมากขึ้นไปอีก เมื่อเห็นเยี่ยนเฟ่ยเดินเข้ามา สีหน้าของนางพลันถมึงทึง
เยี่ยนเฟ่ยสวมชุดผ้าไหมสีคราม ปักลายไผ่สีดำงดงาม มวยผมยังปักปิ่นปักผมไผ่สีเขียว เดินอย่างมั่นคง ดวงตาลึกล้ำ สีหน้าเคร่งขรึม กิริยาท่าทางเหมือนนักปราชญ์ผู้เลื่องชื่อ
เขาเดินไปข้างหน้าเพื่อทำความเคารพและพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า "หลานคำนับท่านย่า"
ไท่ฮูหยินนึกเกลียดชังอยู่ในใจ ทว่าภายนอกกลับแสดงออกถึงความรักและเมตตา “รีบนั่งลงเร็ว วันนี้เ้าไปที่ใดมาหรือ? ได้ยินว่าไปเยี่ยมสหาย เป็สหายจากตระกูลใด? ย่ารู้จักหรือไม่? ”
เยี่ยนเฟ่ยปฏิบัติภารกิจมามากมาย ครึ่งหนึ่งอยู่ในมิติเวลาของยุคสมัยโบราณ จึงรู้สึกตกตะลึงและชื่นชมทักษะการแสดงสีหน้าของสตรีในสมัยโบราณมาตลอด เขานั่งลงอย่างสง่างามพลางแย้มยิ้มเล็กน้อย “เดิมทีหลานวางแผนว่าจะไปเยี่ยมสหาย แต่ได้ยินบ่าวรับใช้ข้างกายพูดว่าในตลาดชาวหูมีสิ่งของน่าสนใจ จึงคิดจะไปดูสักหน่อย แม้จะมีทองคำและเครื่องประดับมากมาย อย่างไรก็ตาม หากหลานเข้าไปดูก็อาจไม่เหมาะ จึงทำได้เพียงมองเท่านั้น ทว่ามีแตงและผลไม้สดจากแดนตะวันตกจำนวนมาก หลานซื้อมาบางส่วน และให้บ่าวรับใช้จัดสรรปันส่วนแล้ว ส่วนหนึ่งส่งไปที่เรือนท่านย่า ท่านย่าลองชิมดูเถิดขอรับ"
“เ้ามีน้ำใจแล้ว” ไท่ฮูหยินพยักหน้าด้วยสีหน้ายินดี “ในเมื่อเ้าตั้งใจเข้าร่วมสอบชุนเหวยในปีหน้า ดังนั้นเ้าต้องตั้งใจอ่านตำราให้มาก”
"ขอรับ" เยี่ยนเฟ่ยหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบและยิ้มเล็กน้อย "อาจารย์เคยบอกว่า ด้านตำราหลานอ่านไปพอสมควรแล้ว ส่วนด้านบทความก็เขียนได้ในระดับดี สิ่งสำคัญในตอนนี้คือการศึกษาชีวิตความเป็อยู่และสั่งสมประสบการณ์ ทำเช่นนี้เพื่อเวลาไปสอบจะได้ไม่ทะเยอทะยานและเอาแต่พูดโดยไม่ใช้ข้อเท็จจริง อาจจะมีโอกาสสอบได้ หลานคิดว่าได้พบเห็นคนตระกูลสูงศักดิ์มามากแล้ว ทว่ากลับเห็นประชาชนทั่วไปในตลาดน้อยมาก ดังนั้นสองสามวันมานี้จึงออกไปเดินเล่นดูทิวทัศน์ของเมืองหลวงขอรับ"
เยี่ยนเฟ่ยมีน้ำเสียงอ่อนโยน ใบหน้าปรากฏรอยยิ้ม ทว่าทุกคำพูดกลับกระแทกใจดำของนาง ทำให้นางอยากหันหน้าไปด่าเขา แต่เมื่อเห็นใบหน้าที่สดใสและลึกซึ้งของเขาภายใต้แสงเทียน นางกลับต้องอดกลั้น พลางโบกมือเล็กน้อย "ตอนนี้สายมากแล้ว เ้ากลับไปพักผ่อนเถิด"
“ขอรับ ท่านย่าก็เช่นกัน” เยี่ยนเฟ่ยยืนขึ้นทำความเคารพ จากนั้นก็เดินออกจากห้อง
สีหน้าของไท่ฮูหยินพลันแปรเปลี่ยนทันที นางยกมือปัดถ้วยชาตกลงบนพื้นจนแตกละเอียด “บัดซบ เ้ากล้าดีอย่างไรจึงไร้มารยาทเช่นนี้”
สาวใช้ที่ยืนอยู่ในห้องต่างกลั้นหายใจ แสร้งทำเป็ไม่ได้ยินอะไรและไม่กล้าพูดอะไร
แม่นมเฉิน บ่าวรับใช้คนสนิทของไท่ฮูหยินพูดเกลี้ยกล่อม "คุณชายรองจากไปนานกว่าสิบปี มีบุคคลที่มีชื่อเสียงจากทางตอนใต้เป็อาจารย์สั่งสอน ตอนนี้เขาสอบได้เจี่ยหยวน ทั้งยังสร้างครอบครัวและมีบุตรมากมาย ย่อมภูมิใจในตนเอง เมื่อก่อนคุณชายรองยังเด็กจึงหุนหันพลันแล่น และด้วยเหตุผลบางอย่างที่ต้องออกจากบ้าน เขาย่อมมีเื่ค้างคาในใจอยู่บ้าง
ฮูหยิน ท่านใจกว้างมากหน่อย อย่างไรเขาก็เป็หลานชายแท้ๆ ย่าหลานคงไม่มีความบาดหมางในชั่วข้ามคืน ทว่าเขาจากบ้านไปนาน คุณชายรองอาจยังไม่คุ้นเคย ระยะเวลาผ่านไปก็จะดีขึ้นเ้าค่ะ"
“นั่นสิ” ไท่ฮูหยินเดินลงบันไดพลางถอนหายใจเล็กน้อย “เมื่อก่อนเขาดื้อมาก ข้าก็ไม่พูดต่อว่าอะไรเขา เมื่อเขาหนีออกจากบ้าน เื่งานแต่งที่จัดไว้ให้เขาก็ต้องล้มเลิก ตอนนี้กลับมาแล้ว แต่งงานโดยไม่บอกไม่กล่าวก็พอทำเนา อย่างไรเสียอาจารย์ของเขาก็เป็คนจัดการ ถือว่าไม่ผิดธรรมเนียม ทว่าอยู่ข้างนอกเป็เวลานาน ไม่มีผู้าุโในครอบครัวคอยสั่งสอนอบรม ด้วยเหตุนี้เขากับภรรยาและอนุจึงไม่รู้จักกฎระเบียบ ต่อไปคงทำให้ท่านโหวต้องเสียหน้าเป็แน่"
แม่นมเฉินรีบพูดปลอบ "ลูกหลานมีวาสนาเป็ของตนเอง คุณท่านรักษาสุขภาพ อย่าโกรธมากจะเสียสุขภาพเ้าค่ะ"
ทั้งสองสนทนากันอยู่พักหนึ่ง ทว่ายังไม่สามารถคิดหาวิธีที่ดีในการจัดการกับเยี่ยนเฟ่ยได้ แม้จะส่งคนเข้าไปในเรือนของเขา ทว่าภรรยาและอนุของเขากลับเป็คนที่รับมือได้ยากยิ่ง ทุกคนล้วนเก่งกาจ ทั้งยังรักใคร่ปรองดองเหมือนพี่น้อง คนนอกถูกส่งเข้าไปอย่างไรก็ไร้ประโยชน์ หากเสนอจะเอาบุตรของเขามาเลี้ยง ทว่าเขามีบุตรมากมาย บุตรชายคนโตของภรรยาเอกก็อายุสิบขวบแล้ว จะเอามาเลี้ยงได้อย่างไร?
หากเอาเด็กมาเลี้ยง ก็ต้องเป็บุตรสาวบุตรชายของลูกอนุ เขาไม่มีทางเห็นอกเห็นใจ กลับคิดว่ามีบุตรมากเกินไปก็เอะอะเสียงดัง และ้าให้ใครเอาไปช่วยดูแลเสียด้วยซ้ำ หากให้ภรรยาของเขามาหาทุกวันเพื่อเรียนรู้กฎ ภรรยาของเขาก็เป็หลานของหลิงปูผู้มีชื่อเสียงในเขตเจียงหนาน พูดธรรมเนียมประเพณีสมัยโบราณ อ้างอิงคัมภีร์โบราณ ทว่าลืมกำพืดตนเอง กลัวจะถูกรังเกียจว่าคนภายในจวนโหวไม่รู้จักกฎระเบียบ และจะพลอยทำให้พวกนางกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ดังนั้นไม่ต้องเรียกนางมาพบจะดีกว่า เมื่อไม่เห็นก็ไม่รำคาญใจ
พวกเขากลับมาได้หนึ่งเดือนแล้ว ย่าหลาน แม่สามี ลูกสะใภ้เผชิญหน้ากันหลายครั้ง ไท่ฮูหยินกับฮูหยินท่านโหวต่างก็พ่ายแพ้ จนถึงตอนนี้ พวกเขาอับจนหนทาง ไม่มีวิธีรับมือแม้แต่น้อย ได้แต่พึ่งคำว่า ‘กตัญญู’ เพื่อต่อต้าน ทุกคนจึงทำได้เพียงอยู่กันอย่างสงบ
ไม่นานนักไท่ฮูหยินก็กลับไปนอนพัก เยี่ยนเฟ่ยก็กลับไปที่ห้องหนังสือที่อยู่นอกเรือน
ตอนที่เขาทะลุมิติมา เ้าของร่างเดิมได้เดินทางออกจากเรือนของอาจารย์หลิงปูแล้ว และกำลังจะไปสอบที่เขตจื๋อลี่ ทว่าเขาติดโรคระบาดระหว่างทาง รักษาไม่หาย หลังจากเขามาก็ได้ส่งดวงิญญาของเ้าของร่างเดิมเข้าไปพักฟื้นร่างกายในมิติส่วนตัว จากนั้นก็รักษาตนเองและชาวบ้านในพื้นที่ที่เป็โรคมาลาเรีย ในขณะพักฟื้น เขากลับไปสแกนคัมภีร์ทั้งหมดของอาจารย์หลิงปู จากนั้นก็รีบไปที่เขตจื๋อลี่เพื่อเข้าร่วมการสอบ จนสอบได้ตำแหน่งเจี่ยหยวน
หลังกลับมาถึงเมืองหลวง เขากับซูตงเฉินได้แลกเปลี่ยนข้อมูลที่รวบรวมมาได้ทั้งหมด เพื่อให้ิญญามิติส่วนตัวของตนเองทำการวิเคราะห์ข้อมูล ในเวลานี้เขานั่งอยู่ในห้องหนังสือ หยิบรายงานที่หน่วยลับองครักษ์เสื้อแพรส่งมาให้ในวันนี้ และตรวจหาเบาะแสอย่างจริงจัง วิเคราะห์สถานการณ์ในปัจจุบัน
หลิงปู อาจารย์ของเขาได้ตามสืบมากว่าสิบปี รายงานที่ได้รับนั้นมีมากมาย หลังจากตรวจสอบยืนยันแล้วก็จัดระบบใหม่อีกครั้ง เมื่อได้รับการยืนยันแล้วว่า การสิ้นพระชนม์ของรัชทายาทและทุกคนในตำหนักบูรพาไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุไฟไหม้ ทว่าเป็การฆาตกรรมโดยเจตนา นอกจากนี้ผู้ต้องสงสัยยังถูกจำกัดขอบเขตให้แคบลงจนสามารถระบุตัวตนได้แล้ว
"คังอ๋อง... พระสนมลี่... ผู้บัญชาการกองทัพรักษาพระองค์... อี้เฉิงโหว... เสนาบดี... สามสำนักหกกรม... " เยี่ยนเฟ่ยครุ่นคิดอย่างเงียบงัน "เตรียมการอย่างลับๆ มาสามสิบปี ตอนนี้คงอดทนต่อไปไม่ได้แล้ว ต้องเติมเชื้อเพลิงให้พวกเขา... ”
เยี่ยนเฟ่ยทำงานจนถึงเที่ยงคืนกว่าจะเข้านอน ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใด รู้ตัวอีกทีเสียงอึกทึกก็ปลุกให้เขาตื่นขึ้น
มีคนเคาะประตูและรายงานเสียงดังว่า "คุณชายรอง อนุฟางเจ็บท้องขอรับ"
เยี่ยนเฟ่ยลุกขึ้นทันที เขาสวมเสื้อคลุมอย่างรวดเร็วและวิ่งไปที่เรือนด้านใน