ณจวนแม่ทัพ
เสียงห่วงทองกระทบประตูไม้บานใหญ่ดังขึ้นสามคราเจียวมี่และเฉินเฉิงยืนรอเพียงครู่ ชายชราผู้หนึ่งก็แง้มประตูออก แล้วชะโงกหน้าออกมาครึ่งหนึ่ง
“ผู้ใดกัน”
พ่อบ้านประจำจวนจ้องคนทั้งคู่เขม็งพร้อมกับไล่สายตาประเมินอาคันตุกะทั้งสอง
“ข้าชื่อเจียวมี่....”
เจียวมี่แนะนำตนเองพร้อมกับโค้งศีรษะลงอย่างนอบน้อมให้ผู้อาวุธจากนั้นก็ผายมือไปที่บุรุษรูปงามด้านข้าง
“ส่วนนี่ คือ...”
นางจึงส่งสายตาเป็สัญญาณให้เฉินเฉิงแนะนำตนเองแต่เขากลับไม่สนใจนางแม้แต่น้อย ยังคงยืนเชิดหน้าขึ้นนิด ๆ มือขวาไพล่หลัง มือซ้ายกำไว้หลวม ๆยกขึ้นเล็กน้อยในระดับเอว
เจียวมี่จึงใช้มือสะกิดเขาแรง ๆพร้อมกับกระซิบกระซาบว่า
“อย่ามัวแต่วางท่าใหญ่โต รีบแนะนำตัวแล้วทำความเคารพผู้าุโเร็วเข้า !”
เฉินเฉิงเพิ่งสำนึกได้ว่าบัดนี้ตนเป็เพียงเด็กหนุ่มมิใช่ฮ่องเต้แล้วจึงรีบประสานมืออย่างประดักประเดิด แล้วเอ่ยว่า
“เฉินเฉิง คารวะท่านผู้อาวุธโส”
เขาโค้งตัวลงอย่างเก้ ๆ กัง ๆเพราะชาติก่อนเขาไม่เคยต้องโค้งศีรษะให้ผู้ใด เบื้องบนคือแผ่นฟ้าเบื้องล่างคือผู้คนนับแสน
“มีธุระอันใดกัน”
ชายชราถามเสียงขรึม แววตาระแวดระวังเพราะั้แ่ท่านแม่ทัพถูกลิดรอนอำนาจก็ไม่มีผู้ใดไปมาหาสู่แต่วันนี้คนแปลกหน้าสองคน มีทีท่าชวนสงสัยมาเยือนถึงหน้าประตู
“ข้าเป็หลานห่าง ๆของท่านแม่ทัพหลี่จึงอยากจะมาเยี่ยมเยียนท่านผู้เฒ่าสักครั้ง”
เฉินเฉิงกล่าววาจาออกมาพ่อบ้านได้ยินเช่นนั้นก็พิจารณาเขามากขึ้น ก่อนจะตวาดเสียงเข้มขึ้นว่า
“พวกเ้า !เป็พวกสิบแปดมงกุฎแน่ ๆ ข้าอยู่กับแม่ทัพมา 30 ปีแล้ว ท่านแม่ทัพไม่มีบุตรหรือธิดา ไหนเลยจะมีหลานชายโผล่ขึ้นมาได้ พวกเ้ารีบไปซะ ก่อนที่ข้าจะแจ้งทางการให้มาลากตัวเ้าเข้าคุก !”
เจียวมี่ได้ยินดังนั้นถึงกับหน้าซีดเผือดตนไม่น่าเชื่อคำเด็กหนุ่มเสียสติผู้นี้เลย ตอนแรกก็บอกว่าตนเป็ฮ่องเต้ต่อมาก็แอบอ้างเป็หลานแม่ทัพ !เงินทองที่นางปรนเปรอไปกับเด็กหนุ่มผู้นี้เห็นทีจะไม่ได้คืนหนำซ้ำยังถูกจับเข้าคุกอีกหรือเนี่ย
ในขณะที่คนหนึ่งกำลังตื่นตระหนกแต่เฉินเฉิงกลับมีท่าทีสงบนิ่ง เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
“ให้ข้าได้พบท่านแม่ทัพสักครั้งเถิดแล้วผู้าุโจะรู้ว่าข้าใช่หลานชายหรือไม่”
“เ้าคิดว่าแค่แอบอ้างเป็หลานชายแล้วจะเข้าพบได้ง่ายๆ หรือไง รีบไปซะก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน !”
เจียวมี่เห็นชายชราตวาดไล่เช่นนั้นยิ่งตื่นตระหนกมือก็ดึงเด็กหนุ่มให้เดินตาม ปากก็พร่ำออกมาว่า
“ข้าไม่น่าเชื่อคนบ้าอย่างเ้าเลย.... แย่แน่ ๆ ตายแน่ ๆ”
เฉินเฉิงไม่ยอมขยับไปไหนดวงตาของเขาแน่วนิ่ง เอ่ยชัดถ้อยชัดคำว่า
“ผู้อาวุธโส....รบกวนท่านไปเรียนท่านแม่ทัพเพียงสองคำว่า เกศาั จากนั้นหากท่านแม่ทัพไม่ยินดีพบข้าข้าก็จะไปโดยดี”
พ่อบ้านประจำจวนแม่ทัพเห็นว่าเด็กหนุ่มผู้นี้มีรัศมีสูงส่งอย่างแปลกประหลาดอยู่ในตัว อีกทั้งแววตาและน้ำเสียงก็มิได้เหมือนพวกโกหกหลอกลวง ดังนั้น เขาจึงยอมให้โอกาส
“ได้... ข้าจะไปเรียนท่านแม่ทัพแต่หากว่าท่านแม่ทัพไม่้าพบ พวกเ้าก็จงไสหัวไปให้ไกล อย่าได้มารบกวนอีก”
“ขอบคุณผู้าุโ”
เฉินเฉิงประสานมือคำนับทันที คราวนี้เขาทำได้คล่องขึ้น เพราะรู้สึกขอบคุณจากใจจริง ๆ
พ่อบ้านรีบสาวเท้าเข้ามาในจวนแล้วตรงเข้าสู่เรือนใหญ่ เมื่อเห็นท่านแม่ทัพนั่งเช็ดดาบด้วยแววตาซึมเศร้า ก็ชะงักฝีเท้าอย่างสะท้านใจ
หลี่ห่าวแม้ว่าจะอายุมากแล้วแต่ประสาทการรับรู้ของแม่ทัพใหญ่ว่องไวเหนือผู้ใดยังใช้การได้ดีอยู่ จึงรับรู้ว่าพ่อบ้านมาหา
“เมื่อมาแล้ว ก็เข้ามาเถอะ”
แม่ทัพหลี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายโดยไม่เงยหน้าขึ้นมองแม้แต่น้อย
ตลอดครึ่งชีวิตเขาทุ่มเทชีวิตเพื่อปกป้องแผ่นดินแคว้นเฉินจนไม่มีเวลาให้กำเนิดบุตรธิดาแต่สุดท้ายสิ่งที่เขาทุ่มเทให้กลับตอบแทนคืนมาเพียงตำแหน่งแม่ทัพที่ไร้อำนาจ ! สุดท้ายได้แต่นั่งเฝ้าจวนไปวันๆ
“เรียน ท่านแม่ทัพที่หน้าประตูมีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งให้บอกกับท่านว่า - เกศาั –“
แม่ทัพหลี่เงยหน้าขึ้นจากดาบเล่มนั้นทันทีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันตาหัวใจของเขาเต้นรัวแรงอย่างที่ไม่เคยเป็แม้จะอยู่ต่อหน้าศัตรูนับหมื่นเขาก็ไม่เคยรู้สึกทั้งตื่นตะลึงทั้งหวาดกลัวเช่นนี้มาก่อน!
- ความลับที่แสนอันตรายนั้นเขาเก็บงำไว้กว่า 20 ปี คนภายนอกล่วงรู้ได้อย่างไร ?! –
“เ้ารีบไปนำตัวเด็กหนุ่มผู้นั้นมาพบข้าโดยเร็ว!“
ลี่ห่าวตวาดเสียงสั่นไม่อาจจะระงับความพลุ่งพล่านในใจได้
“ขอรับ !”
พ่อบ้านได้ยินเช่นนั้นก็รีบออกไปทันที
...................................................................