แสงอรุณสีทองส่องลอดช่องหน้าต่างไม้ที่ผุพังเล็กน้อย พาดผ่านแผ่นฟูกและลำตัวของหญิงสาวที่ยังนอนอยู่บนเสื่อธรรมดาๆ กลิ่นไม้แห้งผสมกลิ่นควันไฟจากเตาเล็กในครัวลอยอ้อยอิ่งในอากาศ ทำให้อวี้เสวียนรู้สึกอบอุ่นแม้ลมยามเช้าจะเย็นเฉียบ
นางลืมตาขึ้นพร้อมรอยยิ้มบาง ก่อนจะค่อยๆ พลิกตัวลุกขึ้นนั่งอย่างสงบ รวบผมด้วยเชือกเส้นเล็กแล้วหยิบเสื้อคลุมมาสวมอย่างคล่องแคล่ว
วันนี้...เป็วันที่เธอรอคอยมาหลายวัน
นับแต่ผ้าย้อมธรรมชาติผืนแรกแห้งดี เธอก็ใช้เวลาทุกวันทดลองย้อมผ้าสีอื่น จนได้ผ้าหลากสีเกือบยี่สิบผืน พร้อมสำหรับนำไปขาย
แม้จะยังไม่รู้ว่าผ้าฝีมือเธอจะมีค่าพอให้ใครซื้อหรือไม่ แต่อวี้เสวียนก็ยังคงมองมันด้วยความหวัง
กลิ่นข้าวต้มร้อนๆ ที่ตั้งเคี่ยวบนเตาทำจากดินเหนียวทำให้นางเร่งฝีเท้าไปยังครัวเล็กอย่างอารมณ์ดี
เซียวเฉินนั่งอยู่แล้วข้างโต๊ะไม้ มือหนาหยาบกร้านกำลังใช้ตะเกียบคีบผักดองอย่างเงียบงัน เมื่อเห็นนางเดินเข้ามา เขาก็เหลือบมองเพียงเล็กน้อยแล้วก้มหน้ากินต่อ
อวี้เสวียนยิ้มน้อยๆ ก่อนจะตักข้าวต้มร้อนใส่ชามแล้วเลื่อนให้เขา
“ท่านพี่เซียวเฉิน วันนี้เข้าเมืองกับข้านะเ้าคะ” เสียงนางอ่อนโยนแต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
เซียวเฉินเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาคู่นั้นยังคงเรียบนิ่งเช่นเคย “ไปทำอะไร?”
“ข้าอยากเอาผ้าย้อมที่ทำไว้ ไปเสนอกับร้านผ้าในเมือง ข้าอยากลองดูว่าจะมีใครสนใจหรือไม่ สีพวกนี้ ข้าว่ามันสวยนะเ้าคะ ท่านเองก็เห็นแล้ว”
นางพูดจบก็นิ่งมองเขาด้วยแววตาเปล่งประกาย
เซียวเฉินยังไม่ตอบ แต่สายตาที่เคยมองนางด้วยความไม่เข้าใจ เริ่มมีแววลังเลแฝงอยู่ครู่หนึ่ง
ในที่สุดเขาก็พยักหน้าเบาๆ “อืม...ก็ได้”
อวี้เสวียนยิ้มกว้างทันที ความปลื้มปริ่มไหลท่วมในอก
แม้เขาจะยังไม่ใช่คนที่อ่อนโยน แต่นางก็รู้ว่า ทุกการพยักหน้าของเขาคือการยอมรับนางมากขึ้นทีละน้อย
หลังจากเตรียมตัวเสร็จ ทั้งสองก็พากันออกจากบ้านเช้าตรู่ โดยอาศัยเกวียนของชาวบ้านที่รับส่งคนเข้าเมืองแลกกับค่าตอบแทนไม่มาก
ตะกร้าผ้าย้อมจากธรรมชาติถูกห่อด้วยผ้าขาวสะอาด วางไว้ตรงกลางเกวียนอย่างทะนุถนอม
อวี้เสวียนนั่งมองทุ่งนาเขียวขจีที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา กลีบดอกหญ้าถูกสายลมพัดปลิวไหวไปมา ภาพธรรมชาติแบบนี้ เธอไม่เคยได้ััอีกเลยหลังจากจากโลกเดิมมา
“เ้าดูตื่นเต้นมาก” เซียวเฉินเอ่ยเสียงเรียบ
หญิงสาวหันมามองเขา ดวงตาใสแจ่มเจิดจ้า
“ก็แน่ล่ะเ้าคะ นี่เป็ครั้งแรกในชีวิตของข้าที่จะได้ ‘ขายของ’ ด้วยฝีมือตัวเอง”
เซียวเฉินยกคิ้วเล็กน้อย แต่ไม่พูดอะไรอีก เขาหันไปมองทุ่งนาแทน
...ครั้งแรกที่มีใครสักคนพูดถึงคำว่า ‘ขายของ’ ด้วยแววตาเป็ประกายเช่นนี้
ไม่นานนัก เกวียนก็เคลื่อนล้อเข้าสู่เขตเมือง
เสียงเจี๊ยวจ๊าวของผู้คนดังทั่วถนนสายหลัก กลิ่นอาหารและกลิ่นสมุนไพรคลุ้งปะปนกัน ผู้คนเดินขวักไขว่ เสื้อผ้าและผ้าหลากสีตากลมอยู่หน้าร้านค้าเรียงราย
อวี้เสวียนหันซ้ายหันขวาด้วยความตื่นตาตื่นใจ สีหน้าเหมือนเด็กน้อยเข้าสู่โลกนิทาน
“เมืองนี้ช่างมีเสน่ห์...ทุกอย่างมีชีวิตชีวาไปหมด” นางพึมพำเบาๆ ดวงตากลมโตฉายประกาย
เซียวเฉินเดินเคียงข้างอย่างเงียบๆ เขามิใช่คนเมือง และไม่ชอบผู้คนพลุกพล่านนัก แต่ไม่รู้ทำไม...การได้เห็นนางยิ้มแย้มเช่นนี้กลับทำให้ใจเขาอบอุ่นอย่างแปลกประหลาด
คนขับเกวียนแนะนำด้วยน้ำเสียงร่าเริง “ร้านจ้าวซินที่หัวมุมนั่น เป็ร้านผ้าใหญ่ เ้าของร้านใจดีด้วย ”
อวี้เสวียนพยักหน้า “ไปที่นั่นกันเถอะ”
เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังเบาๆ ขณะทั้งสองก้าวเข้าไป
กลิ่นของผ้าไหมใหม่ๆ ผสมกลิ่นสมุนไพรจางๆ ลอยมาต้อนรับ ร้านตกแต่งเรียบง่ายแต่สะอาดตา ม้วนผ้าหลากสีจัดเรียงไว้เป็ระเบียบบนชั้นไม้สูง
ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมสวมชุดผ้าสีเข้มเดินออกมารับลูกค้าด้วยรอยยิ้มสุภาพ
“มีสิ่งใดให้ข้ารับใช้หรือไม่ขอรับ?”
อวี้เสวียนยิ้มแล้ววางตะกร้าบนโต๊ะ “ข้ามีผ้าย้อมมือจากสีธรรมชาติ มานำเสนอเ้าค่ะ”
ชายเ้าของร้านเลิกคิ้วเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นแววตามุ่งมั่นของหญิงสาว เขาก็ยื่นมือมาหยิบผ้าผืนหนึ่งขึ้นพิจารณา
มือเขาลูบผ้าเบาๆ อย่างชำนาญ พลางยกขึ้นส่องแสงดูเฉดสี แล้วเปลี่ยนไปดูอีกผืน...แล้วอีกผืน...
ผืนผ้าเ่าั้มีทั้งสีเขียวหม่นจากใบไม้ สีแดงม่วงจากเปลือกรากไม้ สีเหลืองอ่อนของเกสรแห้ง ทั้งหมดล้วนดูแปลกตา ไม่ฉูดฉาด แต่กลับอบอุ่นนุ่มนวล
“เ้าทำเองทั้งหมดหรือ?” เขาถามเสียงนิ่ง
“เ้าค่ะ” อวี้เสวียนพยักหน้า “ข้าย้อมด้วยมือ ใช้แต่ของจากธรรมชาติ ไม่มีสารใดเจือปนเลย”
ชายเ้าของร้านนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหรี่ตาพิจารณาอีกครั้ง
“เ้าดูเหมือนจะเข้าใจสีไม่น้อย”
“ข้าศึกษาจากตำราเ้าค่ะ แล้วก็ลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้ง”
เงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนชายเ้าของร้านจะวางผ้าลงบนโต๊ะ แล้วตบโต๊ะเบาๆ อย่างพอใจ
“ดี! ข้าขอรับไว้ทั้งหมด ยี่สิบผืนนี้ ข้าจะให้ผืนละสี่เหรียญเงิน!”
อวี้เสวียนตาโตทันที ส่วนเซียวเฉินถึงกับเลิกคิ้วเล็กน้อย ราวกับไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน
“ขะ...ขอบคุณเ้าค่ะ!” อวี้เสวียนรีบโค้งคำนับ “หากท่าน้าเพิ่ม ข้ายินดีจะกลับไปย้อมมาใหม่ให้”
เ้าของร้านพยักหน้าช้าๆ “ดี หากเ้าทำได้สม่ำเสมอ ข้ายินดีสั่งย้อมสีพิเศษด้วย และข้าจะเพิ่มราคาให้ตามคุณภาพด้วย”
นางยิ้มกว้างอย่างห้ามไม่อยู่ ดวงหน้าเปล่งประกายเหมือนแสงตะวันยามสาย
เมื่อออกจากร้านผ้า อวี้เสวียนยังถือถุงใส่เหรียญเงินไว้แน่น
“ท่านเห็นไหมเ้าคะ? เราทำได้!” นางพูดด้วยเสียงที่แทบกลั้นความดีใจไว้ไม่อยู่ “นี่อาจเป็จุดเริ่มต้นของเรา ข้าจะย้อมให้ดีขึ้นอีก!”
เซียวเฉินเดินเคียงข้างเงียบๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “เ้าทำได้ดีจริงๆ ...ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้ว ว่าเ้าไม่ใช่หญิงงี่เง่าเหมือนในอดีตอีกต่อไป”
คำพูดสั้นๆ ของเขา ทำให้อวี้เสวียนต้องหันไปมองหน้า
เขายังคงมีใบหน้าเรียบเฉย...แต่แววตาในวันนี้ กลับอ่อนโยนจนนางรู้สึกได้
“เช่นนั้น...ข้าขอให้ท่านช่วยอีกได้หรือไม่?” นางถามยิ้มๆ “คราวนี้ ข้าอาจต้องสร้างราวตากผ้าเพิ่ม หรือหาทางทำที่ตากใหญ่กว่านี้”
เซียวเฉินถอนหายใจเบาๆ ก่อนพยักหน้า “อืม...ข้าจะช่วย”
ลานจัตุรัสยามบ่ายเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เด็กๆ วิ่งไล่จับกันอย่างสนุกสนาน แม่ค้าขายขนมทอดยืนเรียกลูกค้าใต้ร่มไม้
อวี้เสวียนยืนมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้ม สีหน้าของเธออ่อนโยนและเปี่ยมความหวัง
ในโลกเดิมที่จากมา สีธรรมชาติแทบไม่มีให้เห็นอีกแล้ว ทุกอย่างถูกแทนที่ด้วยความเร่งรีบและสังเคราะห์
แต่ที่นี่...
เธอไม่เพียงแค่ได้ััสีใหม่ของผ้า
หากยังได้ค้นพบ “สีใหม่ของชีวิต” ที่เธอไม่เคยมีมาก่อนเช่นกัน