ก๊อก ๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะความคิดที่กำลังวุ่นวายอยู่ในหัว หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่รู้สึกเหนื่อยหน่ายกับความวุ่นวายในวันนี้เหลือเกินราวกับโลกไม่ยอมให้เธอได้อยู่เงียบๆ กับตัวเองแม้สักนาที แต่ถึงจะบ่นในใจเธอก็ยอมลุกขึ้นไปเปิดประตูโดยดี
“ว่าไงครับหนูตะเภา ยังอยู่ดีใช่ไหม”
เสียงกวนอารมณ์พร้อมรอยยิ้มกวนประสาทของเ้าของคำพูดทำให้เธอแทบอยากปิดประตูใส่หน้า ปากแบบนี้มีอยู่คนเดียว ไม่รู้ว่ามาเพื่อกวนโมโหอะไรอีกทั้งที่เธอเครียดจนหัวจะะเิอยู่แล้ว แต่เขายังมีหน้ามายืนลอยหน้าลอยตาอยู่อีก ก่อนที่เธอจะได้เปิดปากไล่กลับเป็เสียงทุ้มอ่อนโยนของใครอีกคนที่ดังขึ้นเสียก่อน
“เราไหวไหม หืม?”
มือหนาแตะลงบนศีรษะของเธอ ลูบเบาๆอย่างอ่อนโยน แตกต่างจากท่าทางเถื่อนๆ ของเพื่อนเขาลิบลับ เจษฎาเห็นเพื่อนตัวดีถึงเนื้อถึงตัวกับคนที่เขาชอบก็แทบเดือดพล่านควันออกหู ก่อนะโเสียงเข้ม
“มึงเอามือออกไปไอ้แดน!”
“ก็ไม่เห็นน้องว่ายังไงนี่ มึงเสือกอะไรผัวก็ไม่ใช่” คณาภัทรปล่อยหมัดฮุคเข้ากลางใจเจษฎาเต็มแรงเรียกได้ว่าชนะน็อกไปแบบไร้ข้อโต้แย้ง
เจษฎากำหมัดแน่น หงุดหงิดจนแทบะเิแต่ยังไม่ทันได้โต้กลับ เสียงหวานของหญิงสาวก็ดังขึ้นตัดบทเสียก่อน
“ถ้าจะมาทะเลาะกันช่วยกันระเห็จออกจากหน้าห้องหนูด้วยนะคะ”เธอยืนกอดอกส่งสายตาเบื่อหน่ายไปยังชายหนุ่มทั้งสองที่ทำเหมือนจะเปิดสังเวียนกันอยู่ตรงนี้
“แล้วทำไมถึงอยู่แบบมืด ๆ แบบนั้นล่ะชีวิตมันมืดมนขนาดนั้นเลยเหรอ”
“ใช่ ั้แ่ได้เจอพี่ชีวิตของฉันไม่เห็นแม้แต่แสงสว่างเลย”พูดจบ มือเรียวก็กดเปิดไฟในห้องให้สว่างจ้า ราวกับ้าสยบทุกคำพูด
เจษฎายืนนิ่งเหมือนถูกตรึงอยู่กับที่ประโยคของหญิงสาวเหมือนกระแทกเข้าไปในใจจนเขาเผลอชะงัก
คณาภัทรเหลือบมองเพื่อนที่ยังไม่ยอมขยับตัวเดินตามเ้าของห้องไปยังโซฟาก่อนเปลี่ยนเื่เข้าสู่ประเด็นสำคัญที่มาในวันนี้
“คดีดอกเบี้ยนัด นัด 25 นี้ ส่วนฟอกเงินนัด22 นี้ค่ะ”
“ก็เหลือเวลาไม่ถึงอาทิตย์แล้วสินะ”
“ใช่ค่ะ”
“แล้วจะเอายังไง” เสียงของเจษฎาดึงเธอกลับมาจากความคิดเขาเพิ่งตั้งสติได้ รีบทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาใกล้ๆ หนูนาเลิกคิ้วมองก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ก็ต้องไปสิคะ ให้ทำยังไงได้ ถามแปลกๆ”
“เก่งแบบนี้คนช่วยไม่ต้องแล้วว่างั้น?”
“คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตายพี่แดนช่วยก็พอ”
“มันน่ะ ทนายแผ่นดินจะมารับว่าความให้ประชาชนนอกรอบอย่างหนูได้ไงล่ะ”
“ขอคำปรึกษา ไม่ได้ให้มาช่วยว่าความส่วนทนายหาคนอื่นเอาได้ทนายมีให้เกลื่อน” หญิงสาวพูดพลางเอนตัวพิงพนักโซฟาสายตาทอดมองไปยังแสงไฟในห้อง
“ไม่สนใจทำให้พี่เหรอ พี่ไม่คิดเงินนะขอค่าวิชาชีพเป็หัวใจหนูก็พอ” หัวเราะเบา ๆ ในลำคอก่อนโน้มตัวเข้ามาใกล้เธอเล็กน้อย ดวงตาคู่นั้นฉายแววเ้าเล่ห์ปนหยอกเย้า
“เข้าประเด็นได้ไหมเป็ทนายยังไงถึงไม่รู้ความแบบนี้”
“พี่ว่าเลิกทะเลาะกันเถอะ มาคุยเื่ที่เป็สาระสำคัญของวันนี้ดีกว่าพี่ได้ยินจากเจษมันแล้วว่า คิณณ์แนะนำแล้วใช่ไหมว่าให้ทำยังไงส่วนคดีฟอกเงินนี่ก็เื่ใหญ่อยู่ตอนนี้หนูมีรายละเอียดเพิ่มเติมอะไรจะเล่าให้พี่ฟังไหม”แดนเอ่ยห้ามทัพศึกสองคนนี้เมื่อเห็นว่าจะไม่ได้อความอะไร จึงต้องเป็คนกลางสงบศึก
“ตอนนี้หนูพอตั้งสติได้แล้วนึกขึ้นได้ว่ามีอยู่คนคนหนึ่งใช้บัญชีของคนอื่นโอนเงินชำระหนี้มาให้หนูตอนนั้นหนูก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะเห็นว่าจ่ายเงินตรงตามกำหนด แต่ว่ามันก็อาจจะเกี่ยวกับกระบวนการฟอกเงินโดยที่คนคนนั้นไม่น่าจะมีเจตนาร้ายกับหนู เพียงแต่เป็เหยื่อเหมือนกันก็ได้นะคะ”
“คนสนิทสินะ ถึงพูดแบบนี้”
เจษฎาเอ่ยขึ้นเสียงขรึมเมื่อจับพิรุธในคำพูดของหญิงสาวได้ แน่นอนว่าเขาทำงานมาเป็สิบกว่าปีแล้วย่อมจับพิรุธของลูกความตัวเองได้เป็อย่างดี ว่าคนไหนพูดความจริงหรือโกหกกันแน่ไม่แปลกคนเราย่อมพูดในส่วนที่ตนเองเป็ฝ่ายถูกกระทำอยู่แล้วคงไม่มีใครกล่าวโทษว่าตัวเองเป็คนผิด จึงอาจใส่สีตีไข่บ้างบางทีเล่าคนละมุมอาจหาความจริงที่แท้จริงไม่ได้ มนุษย์ก็เป็เช่นนี้ทุกคนล้วนมีเหตุผลในการปิดบังเพื่อตัวเองไม่ว่าเหตุผลนั้นจะฟังขึ้นหรือไม่ก็ตาม
“ชะ..ใช่ค่ะ”หนูนาหลบตาเจษฎาเมื่อรู้สึกว่าเขานั้นรู้ความลับของตน สายตาคมราวกับจ้องมองเธอจนทะลุปรุโปร่งจนลมหายใจเธอสะดุดพูดติดขัดทันที
“อืมพี่ว่านะก็ยังปักใจเชื่อไม่ได้ว่าเขาหรือเธอคนนั้นกระทำจริงหรือไม่และในทางกลับกันหนูก็ยังคงเชื่อไม่ได้ว่าเขาเป็ผู้บริสุทธิ์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเื่นี้พี่เตือนไว้เพื่อตัวหนูเอง”
คณาภัทรเองก็ดูเหมือนว่าจะจับสังเกตได้เช่นกันจึงเอ่ยปากเตือนหนูนาเช่นเดียวกันให้เธอเตรียมตัวเตรียมใจไว้จากประสบการณ์ของเขาชี้ชัดว่าคนที่หนูนาไม่ยอมพูดถึงต้องมีส่วนเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อย
“ละ...แล้วหนูควรทำยังไงดีคะ”
“ทางที่ดี หนูควรมีทนายไปคุยด้วยเพราะเผื่อมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดอะไรทนายจะได้ช่วยได้ซึ่งไม่จำเป็ว่าต้องเป็พี่”
“พี่เห็นด้วยกับเจษมันนะดีกว่าไปตัวคนเดียวเผื่อไม่มีใครไปประกันตัว”
“แรงมากนะคะพี่แดน คนยิ่งกลัว ๆ อยู่” หนูนาเกือบจะหลุดหัวเราะออกมาเมื่อได้ยินคำพูดของแดนแต่ก็พยายามกลั้นเอาไว้ด้วยความกังวลที่ยังคงเกาะกุมหัวใจ
“เราไม่ได้ทำผิดเราจะไปกลัวอะไร”
“เวลาเห็นตำรวจโบกให้ชะลอหนูก็กลัวแล้ว”
“เป็วัวสันหลังหวะเหรอถึงได้กลัว?”เจษฎาไม่วายยังคงจิกกันหนูนาอย่างไม่ยอมกัน เป็ไม้เบื่อไม้เมากันตลอด หลังจากเคร่งขรึมจริงจังกับงานในเวลายามทำงานเขาก็จริงจังไม่ติดเล่นดังเช่นปกติ
“ไม่พูดก็ไม่มีใครเขาว่าเป็ใบ้หรอกนะ”
“หรือให้พี่ไปเป็เพื่อนหนูนาดีไหมพี่รู้จักตำรวจชั้นผู้ใหญ่เยอะอาจจะช่วยหนูได้”
“หน่วยงานมึงอบรมมึงมายังไงจรรยาบรรณทางวิชาชีพในการเป็อัยการกระเด็นหายไปหมดแล้วงั้นเหรอ”
“แล้วองค์กรมึงอบรมมึงมายังไงก่อนถึงประพฤติผิดมรรยาททนายความหลอกล่อลูกความจะทำเมีย”
“งั้นก็เป็เมียก่อนเป็ทนายความแก้ต่างให้เลย”
“กูจะร้องเรียนมึง”
“มึงก็ไปร้องเรียนสิที่สภาเลยสิกูกลัวที่ไหน มึงเถอะระวังกูร้องเรียนบ้างจะหนาว”
“มึงมีปัญญา?”คณาภัทรพูดออกมาอย่างท้าทาย แต่เสียงที่ออกมานั้นก็เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน
“ทั้งสองคนหยุดกันได้แล้วค่ะจะมาทะเลาะอะไรกันนักหนาคะถ้ายังทะเลาะกันไม่พอก็เชิญตัวเองออกจากห้องหนูไปทั้งสองคนค่ะ” หนูนาพูดขึ้นอย่างเด็ดขาดเสียงของเธอแสดงความไม่พอใจเต็มที่ เจษฎาและแดนหันมามองหน้ากันก่อนที่จะยิ้มเจื่อนๆ และค่อยๆ หยุดการทะเลาะกัน
“งั้นพี่กลับแล้วนะเดี๋ยวพี่ช่วยอีกแรงเท่าที่ไม่กระทบต่องานพี่”
“ขอบพระคุณพี่แดนมากเลยนะคะที่คอยช่วยเหลือ”
“แล้วพี่ล่ะ ไปตามไอ้แดนมาให้เลยนะ” เจษฎาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงขบขันแต่ยังไม่ทันได้พูดจบ เขาก็ถูกเ้าของห้องบีบบังคับดันหลังออกไป
“ขอบคุณค่ะ แต่ทีหลังไม่ต้อง”
“นะ...”
เจษฎาพยายามพูดต่อแต่ไม่ทันขณะที่ประตูปิดเสียงดังปัง และเขาก็ยืนอยู่หน้าประตูห้องเพียงลำพังก่อนที่คณาภัทรจะเดินเข้ามากอดคอเขาแล้วลากเขาออกไปจากตรงนั้นด้วยอารมณ์ดี