ตอนที่ 7
กลิ่นอายที่คุ้นเคย
มี่จื่อสั่งให้สาวใช้ออกไปยืนรอเพื่อนของนางอยู่หน้าบันไดชั้นสาม ไม่นานก็ได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามายังห้องที่นางนั่งอยู่
ซูเหม่ยหลินในชุดสีฟ้าขาวก้าวขาเข้ามานั่งในตำแหน่งตรงกันข้ามกับมี่จื่อ เอ่ยคำขอโทษสหายก่อนเป็อันดับแรกที่นั่งลงเก้าอี้
“ขอโทษด้วยที่ทำให้เ้าต้องรอนาน เมื่อครู่นี้สาวใช้บอกว่าเกิดเื่ขึ้นกับเ้า” หากไม่ใช่ว่าระหว่างทางเกิดเหตุสุดวิสัย ซูเหม่ยหลินคงไม่มาสายเช่นนี้
มี่จื่อใช้สายตาชำเลืองไปยังสาวใช้ของตนเองเล็กน้อย เห็นเสี่ยวอี้ก้มหน้าต่ำไม่ยอมเงยหน้า จึงหันกลับมาส่งยิ้มให้กับสหาย “ดื่มน้ำชาไหม”
ซูเหม่ยหลินพยักหน้า ยกจอกน้ำชาขึ้นดื่มอย่างรวดเร็วจนหมดจอก พลางสังเกตสีหน้าครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาของเพื่อนไปด้วย
มี่จื่อแสร้งทำเป็มองไม่เห็นสายตาขี้สงสัยของเพื่อนสนิท เรียกเสี่ยวเออร์เข้ามารับรายการอาหาร รอจนอาหารยกเข้ามาภายในห้อง จึงชวนซูเหม่ยหลินนั่งทานอาหารจนเสร็จ คนทั้งสองจึงได้เริ่มสนทนากัน
มี่จื่อเล่าเื่ที่เกินขึ้นบนชั้นสามให้กับซูเหม่ยหลินฟัง......
“เื่มันก็เป็เช่นนี้แหละ”
“แล้วเ้าได้เห็นหน้าตาของท่านประมุขเฟยหลิงหรือไม่” ซูเหม่ยหลินออกอาการตื่นเต้นเป็อย่างมากยามกล่าวถาม
มี่จื่อส่ายหน้าเล็กน้อย “คนที่ข้าพูดคุยด้วยเป็เพียงผู้ติดตามของท่านประมุขเฟยหลิง”
“น่าเสียดายจัง”
“มีอะไรให้น่าเสียดายงั้นหรือ” มี่จื่อเค้นน้ำเสียงเอ่ยถามไม่ใคร่พอใจนัก หากไม่ใช่เพราะประมุขคนนี้ นางคงไม่ต้องเสียเวลายืนปะทะฝีปากกับผู้ดูแลโรงเตี๊ยมอยู่เป็นานสองนานเช่นนั้นหรอก
"ในใต้หล้านี้ไม่มีใครรูปงามเท่าท่านประมุขเฟยหลิงอีกแล้ว" ซูเหม่ยหลินกล่าวด้วยสีหน้ามั่นใจเต็มเปี่ยม
"หน้าตาเป็เช่นไรเ้าเองก็ยังไม่เคยพบหน้า หากเขาอัปลักษณ์ขึ้นมาจะทำยังไง"
"ท่านประมุขไม่มีทางหน้าตาอัปลักษณ์อย่างแน่นอน" ซูเหม่ยหลินยืนยันอีกครั้ง
มี่จื่อี้เีจะโต้เถียงเื่นี้กับสหายต่อ จึงเปลี่ยนเื่สนทนา "ไหนบอกว่ามีเื่สำคัญจะพูดคุยกับข้า"
"อืม เกือบลืมไปเลย" ซูเหม่ยหลินเปลี่ยนท่าทีกลับไปจริงจัง ไม่เหลือแววตาขี้เล่นอีกต่อไป เอียงตัวขยับเข้าไปนั่งใกล้มี่จื่อ กระซิบข้างหูเสียงเบา
เพราะเื่ที่พูดคุยกันในวันนี้ค่อนข้างอันตรายต่อชีวิตน้อยๆ ของพวกนางทั้งสอง การพูดคุยในระยะพูดคุยกระซิบนับว่าปลอดภัยในระดับหนึ่ง
"เื่นี้เกี่ยวพันกับการแย่งชิงตำแหน่งองค์รัชทายาทในอนาคต เ้าก็เตือนๆ น้องสามของเ้าไว้หน่อยก็ดีนะ" ซูเหม่ยหลินบอกกับเพื่อนด้วยความเป็ห่วง
"ขอบใจเ้ามากที่นำเื่นี้มาบอกกับข้า"
ถ้าเกิดว่าองค์ชายสิบสามได้สืบทอดตำแหน่งองค์รัชทายาทขึ้นมาจริงๆ น้องสามที่มีมารดาเป็เพียงฮูหยินรอง หากต้องแต่งกับเชื้อพระวงศ์ ตำแหน่งที่แต่งเข้าไปก็เป็ได้แค่พระชายารอง ถึงแม้จะรักกันมากแค่ไหนก็ตาม ทว่าฐานอำนาจและความมั่นคงย่อมมาก่อนเื่รักใคร่
อีกทั้งพระสนมกุ้ยเฟยพระมารดาขององค์ชายสิบสามก็คงไม่คิดปล่อยให้ตำแหน่งพระชายาเอกของบุตรชายตนเองว่างเว้นไว้นานเป็แน่ พระนางจะต้องมองหาฐานอำนาจใหญ่ที่ช่วยหนุนนำบุตรชายของพระนางให้มั่นคงอย่างแน่นอน และอาจจะมีความเป็ไปได้สูงที่คุณหนูจ้าวหมินหมินจะได้เป็พระชายาเอกในครั้งนี้ด้วย
ถึงแม้ตระกูลฉินจะเป็อีกหนึ่งกลุ่มอำนาจใหญ่เหล่านี้ไม่ต่างจากตระกูลจ้าว แต่ตระกูลฉินมักจะทำตัวเป็กลางมาโดยตลอด ไม่ได้แสดงออกชัดเจนว่าอยู่ฝ่ายไหน และที่ผ่านมาองค์ชายหลายพระองค์ล้วนหยั่งเชิงกันไปมา พอลับหลังต่างฝ่ายต่างหาคนที่มีอำนาจเอาไว้หนุนหลังเช่นกัน
การที่ได้เห็นประมุขเฟยหลิงปรากฏตัวในเมืองหลวงอีกครั้งในรอบหลายปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของเหล่าขั้วอำนาจอาจจะกำลังเปลี่ยนแปลงไปอีกเช่น
"เ้าคิดว่าเป็เื่บังเอิญหรือจงใจกันเล่า อยู่ๆ องค์ชายสิบสามก็ปรากฏตัวที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ อีกทั้งยังยอมสละห้องพิเศษบนชั้นสามให้กับเ้า ทั้งที่ใครๆ ก็ทราบดีว่าพระองค์มีนิสัยชมชอบความเป็ส่วนตัวที่สุด"
มี่จื่อพยักหน้าตาม เห็นด้วยกับสิ่งที่เพื่อนพูด "หากการเข้าพบประมุขเฟยหลิงในครั้งนี้ขององค์ชายสิบสามบรรลุผล ไม่ได้การล่ะ ข้าจะต้องรีบไปบอกเื่นี้ให้กับท่านพ่อให้ทราบโดยเร็ว"
แม้ว่าเื่พวกนี้นางจะไม่้าพาตัวเองเข้ามายุ่งเกี่ยวนัก แต่ทว่ากลับส่งผลต่อครอบครัวของนางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หญิงสาวทั้งสองพยักหน้าให้กัน ลุกขึ้นยืนเดินออกมาจากห้องบนชั้นสามพร้อมกัน
"มี่จื่อ ข้ามีธุระต้องไปทำต่อ พวกเราแยกกันตรงนี้นะ" ซูเหม่ยหลินบอกกับเพื่อนหลังจากที่เดินลงมาถึงชั้นล่างแล้ว เดินแยกออกไปอีกฝั่ง
"เ้าไปเถอะ"
มี่จื่อเดินออกมาถึงหน้าโรงเตี๊ยม เพื่อรอขึ้นรถม้ากลับจวน
ตอนที่พวกนางออกมาจากห้องชั้นสาม ยังคงเห็นบุรุษสวมชุดสีดำทั้งสองยืนเฝ้าหน้าประตูอยู่เช่นเดิม แสดงว่าพวกเขายังสนทนาอยู่ในห้องนั้นยังไม่ออกมา
เนื่องจากด้านหน้าโรงเตี๊ยมค่อนข้างแออัดพอสมควร หลายคนที่ทานอาหารกันเรียบร้อย ต่างทยอยพากันออกมารอขึ้นรถม้าของตนเองเช่นกัน ส่งผลให้ภาพที่เห็นค่อนข้างวุ่นวาย
รถม้าของนางต่อแถวอยู่เกือบท้ายสุด มี่จื่อเดินหลบออกมายืนอีกมุมหนึ่งเพื่อให้คนอื่นๆ ได้ขึ้นรถม้าไปก่อน
"หลีกทางด้วย หลีกทางด้วย"
ท่ามกลางความชุลมุน การจราจรบนท้องถนนหน้าโรงเตี๊ยมกำลังแออัด จู่ๆ ก็มีรถม้าอีกคันวิ่งแซงคันอื่นๆ ขึ้นมาอย่างไม่เกรงใจหน้าไหน
ชายฉกรรจ์ที่บังคับรถม้าคันดังกล่าวหาได้ใส่ใจต่อภาพความวุ่นวายตรงหน้าไม่ เมื่อรถม้าหยุดลงท่ามกลางความสงสัยของผู้คน ได้ปรากฏกลุ่มคนชุดดำจำนวนเจ็ดคนเดินออกมาจากภายในโรงเตี๊ยม ยิ่งทำให้หลายคนที่ยืนอยู่ หันกลับไปมองยังกลุ่มบุรุษเหล่านี้ด้วยความสงสัย
ความสง่างามที่แฝงด้วยกลิ่นอายอันตรายเช่นนี้ ไม่ส่งผลดีต่อผู้คนที่เผลอจ้องมองเป็เวลานาน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีสายตาอีกหลายคู่ที่มีความกล้าพอที่จะดื้อรั้นจ้องมองโดยไม่หลบ และหนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้นมี่จื่อด้วยอีกเช่นกัน
แววตาของนางยามจ้องมองล้วนเต็มไปด้วยความสงสัยหาได้ชื่นชมใบหน้าได้รูปนั้นไม่
บุรุษผู้นี้ดูอันตรายในสายตาของนางั้แ่แวบแรกที่พบ แต่เพราะความอยากรู้อยากเห็นบวกกับคำเล่าลือจากเพื่อนของตน ทำให้มี่จื่อเผลอจับจ้องใบหน้าคมอย่างไม่วางตา
"บังอาจนัก กล้าดีอย่างไรถึงได้จ้องมองท่านประมุขด้วยสายตาเช่นนี้"
มู่หลาน หญิงสาวหนึ่งเดียวในกลุ่มคนชุดดำหันหน้ามาทางมี่จื่อด้วยสีหน้าไม่พอใจ ในใจลึกๆ แอบรู้สึกอิจฉาใบหน้างามั้แ่ครั้งแรกที่พบหน้าจึงตั้งใจหาเื่นาง
คนเรานี้ก็แปลก เพียงพบหน้ากันครั้งแรก ก็รู้สึกไม่ถูกชะตากันโดยไม่ทราบว่าเหตุเสียแล้ว
"อย่ามีเื่" มู่ชิงกระซิบเสียงเบาเตือนน้องสาวฝาแฝด
ท่านประมุขเดินทางมายังเมืองหลวงล้วนถูกปิดเป็ความลับ เพราะฉะนั้นยิ่งมีคนรู้น้อยเท่าไหร่ยิ่งดี
เฟยหลิงในคราแรกไม่ได้สนใจนัก ทว่ากลิ่นกายของนางกลับดึงดูดเขาโดยไม่รู้ตัว เขากับนางสบตากันโดยบังเอิญ บังเกิดความรู้สึกคุ้นเคยอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
"นี่เ้า!!! ยังไม่หยุดอีก" เป็จังหวะเดียวกันที่มู่หลานเห็นคนทั้งคู่สบตากัน ความกังวลใจพลันบังเกิด ราวกับรู้ว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไป ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
มี่จื่อหันกลับมาเชิดหน้าขึ้น หาได้เกรงกลัวสตรีชุดดำไม่ อีกฝ่ายมีวรยุทธ์แล้วอย่างไร นางก็มีสองมือเช่นกัน สู้ไม่ได้ก็แค่ะโดังๆ ไปเลยสิ
ที่นี่เมืองหลวง ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์กระทำนิสัยป่าเถื่อนต่อหน้าผู้คนได้ ทุกที่มีกฎมีระเบียบที่ใช้ร่วมกัน จะมาแหกคอกอยู่คนเดียวไม่ได้ และยิ่งกับสตรีที่ไร้วรยุทธ์อย่างเช่นนางแล้ว เกรงว่าจะยิ่งถูกสายตาประณามจากผู้คนเข้าไปเต็มๆ
มู่หลานถูกพี่ชายเอ่ยเตือน จึงเก็บสีหน้าไม่พอใจกลับมา เชิดหน้าใส่หญิงสาวคนนั้นตอบเช่นกัน
"อย่าให้ข้าเจอเ้าอีกครั้งเชียว" ไม่วายพูดจาข่มขู่ยามเดินผ่านหน้าไปอีกประโยค
มู่หลานเอี่ยวตัวเหวี่ยงขึ้นไปนั่งบนหลังม้าด้วยท่วงท่าสง่างาม พร้อมกับหันกลับไปมองหญิงสาวนางนั้นด้วยสีหน้าเย้ยหยัน
มี่จื่อยืนกอดอก แสดงสีหน้าเข้าขั้นกวนประสาทอีกฝ่ายเต็มที่ "ที่แท้ก็ผู้ติดตามปลายแถว ทำมาเป็อวดเก่งใส่ข้า" นางจงใจเอ่ยขึ้นให้หญิงสาวนางนั้นได้ยิน สายตาจ้องตาเขม็งกลับด้วยท่าทางเอาเื่เช่นกัน
ภายในรถม้ามีเพียงที่นั่งของท่านประมุขพรรคพยัคฆ์ทมิฬ ส่วนคนอื่นๆ ต้องขี่ม้าไม่เว้นแม้กระทั่งมู่หลาน เขาได้ยินทุกประโยคที่หญิงสาวนางนั้นโต้ตอบกับคนของตน หัวคิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากันด้วยความรู้สึกไม่ชอบใจนักที่คนของตนไปหาเื่หญิงสาวคนนั้นก่อน
ไม่ใช่ว่าเฟยหลิงไม่คุ้นชินกับการกระทำของลูกน้อง ทว่าทุกครั้งล้วนเป็เขาไม่ใส่ใจกับเื่จุกจิกเหล่านี้เอง แต่ครั้งนี้ความรู้สึกกลับแตกต่างออกไป ทำไมถึงได้เป็ห่วงความรู้สึกของหญิงสาวนางนั้นโดยไร้สาเหตุเช่นนี้
ได้แต่ถามกับตนเองซ้ำๆ ไปมาในใจ......
ทำไมกัน
เมื่อมาถึงที่พัก เฟยหลิงเรียกผู้ติดตามทุกคนให้ตามเขาเข้าไปในห้องโถง ก่อนออกคำสั่งลงโทษมู่หลานตามกฎของพรรคเป็เวลาสามชั่วยาม
ผู้ติดตามทั้งหมดก้มหน้าต่ำ ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากช่วยมู่หลานสักคน แม้กระทั่งพี่ชายฝาแฝดก็ยังเงียบ
ทางฝั่งของมี่จื่อ นางกลับมาที่จวนในอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก วันนี้พบเจอแต่เื่ที่ทำให้อารมณ์ไม่ดีทั้งสิ้น
"คุณหนูรองขอรับ ท่านฮูหยินใหญ่ให้มาตามคุณหนูไปที่เรือนขอรับ" พ่อบ้านที่ยืนรออยู่หน้าจวนกล่าวบอก
"รู้หรือไม่ว่าท่านแม่เรียกข้าด้วยเื่อะไร" นางกล่าวถามพ่อบ้านระหว่างเดินไปยังเรือนมารดา
พ่อบ้านยิ้มแฉ่งจนเห็นฟันเกือบครบทุกซี่ "คุณชายใหญ่กลับมาแล้วขอรับ"
คราวนี้มี่จื่อเปลี่ยนอารมณ์ในทันที รอยยิ้มเบิกบานกลับมาปรากฏบนใบหน้างามอีกครั้ง "วันหลังบอกให้เร็วๆ กว่านี้หน่อย"
นางแทบจะเปลี่ยนเป็วิ่งเข้าไปในเรือนของมารดาเสียตอนนี้เลย หากไม่ติดว่ามารดาจะส่งไม้เรียวออกมาต้อนรับนางพร้อมกับคำบ่นอีกยืดยาวแทน
"พี่ใหญ่" มี่จื่อถลาเข้าไปกอดพี่ชายเสียเต็มรัก "ไหนบอกว่าจะยังไม่กลับมาล่ะเ้าคะ"
จดหมายที่ส่งมาล่าสุดบอกว่าติดภารกิจที่ชายแดน
"กอดแน่นขนาดนั้น เดี๋ยวพี่ชายของเ้าจะหายใจไม่ออกกันพอดี" ฉินฮูหยินกล่าวบอกกับบุตรสาวไม่จริงจังนัก พลางส่ายหน้าระอา
"พี่ใหญ่แข็งแรงขนาดนี้ ไม่เป็อะไรไปง่ายๆ หรอกเ้าค่ะท่านแม่" นางผละออกจากพี่ชาย เดินไปนั่งยังเก้าอี้อีกตัวข้างพี่ชาย "จริงหรือไม่เ้าคะพี่ใหญ่" พลางส่งสายตาออดอ้อนพี่ชายราวกับลูกแมวตัวน้อย สองมือเอื้อมไปเกาะแขนพี่ชายไม่ยอมห่าง
ฉินฮูหยินยกยิ้มให้กับบุตรทั้งสองของตน นับว่าเป็่เวลาที่มีความสุขที่สุดสำหรับคนเป็แม่ มีบุตรสาวบุตรชายอยู่พร้อมหน้ากัน
"พี่ใหญ่ ท่านกลับมาคราวนี้จะอยู่ที่จวนกี่วันเ้าคะ"
"คงสักเจ็ดวัน จากนั้นพี่คงต้องออกเดินทางไปยังเมืองทางตอนเหนือต่อ" ฮ่องเต้เรียกตัวเข้าวังด่วน จึงต้องรีบเดินทางมายังเมืองหลวงก่อนเวลาตามกำหนดเดิม
"เหตุใดถึงได้ดูเร่งรีบนัก เ้ากลับมาคราวนี้อยู่ที่จวนนานกว่านี้ไม่ได้หรือฉางเออร์" นานๆ ทีกว่าจะได้พบหน้าบุตรชายคนนี้สักครั้ง คนเป็แม่ก็อยากอยู่กับบุตรชายนานๆ ให้หายคิดถึงบ้าง
บุตรชายของตนเดินทางออกจากเมืองหลวงแต่ละครั้ง ล้วนใช้เวลาไม่ต่ำกว่าครึ่งปี
"นั่นนะสิเ้าคะ" ในน้ำเสียงของมี่จื่อแฝงความเศร้าอยู่ไม่น้อย
ฉางไห่ยกยิ้มอบอุ่น เขาเข้าใจความรู้สึกของมารดากับน้องสาวเป็อย่างดี เขาเองก็อยากอยู่ที่จวนให้นานกว่านี้เช่นกัน แต่เพราะมันคือหน้าที่และความรับผิดชอบที่ต้องกระทำ จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
"อยากไปเที่ยวหรือไม่"
มี่จื่อพลันมีสีหน้าดีขึ้น "พี่ใหญ่มีเวลาว่างพาข้าไปเที่ยวด้วยหรือเ้าคะ" งานรัดตัวขนาดนั้น มี่จื่อแอบหวั่นใจกลัวว่านางจะต้องนั่งรอเก้อเหมือนทุกครั้งที่พี่ใหญ่เอ่ยปากชวนเสียมากกว่า
"ครั้งนี้พี่ใหญ่รับปากกับมี่เออร์" น้ำเสียงคนเอ่ยดูหนักแน่นและจริงจังกว่าครั้งไหนๆ
"พูดจริงนะเ้าคะ ห้ามหลอกให้ข้าดีใจเก้อนะเ้าคะ"
"อืม พี่รับปากกับเ้าแล้ว"
มี่จื่อดีใจเป็ที่สุด ลุกขึ้นะโโลดเต้นราวกับเด็กน้อย
"เ้าไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ ห้ามะโโลดเต้นแบบนี้มันไม่งาม" ฉินฮูหยินอดไม่ได้ที่ดุบุตรสาวเบาๆ ไปที
"ก็มี่เออร์ดีใจนี่เ้าคะ" มี่จื่อยกยิ้มกว้าง หันหน้าไปหาพี่ใหญ่เอ่ยฟ้องราวกับเด็กน้อย
"พี่ใหญ่ ท่านแม่ดุข้าอีกแล้ว" นางแกล้งเช็ดน้ำตาออกจากแก้ม ทั้งๆ ที่ไม่มีน้ำตาหยดลงมาสักหยด "ท่านไม่อยู่ที่จวน ไม่มีใครตามใจข้าเลย ฮื้อ ฮื้อ ท่านแม่ชอบดุข้า"
ฉินฮูหยินปวดหัวขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ยกมือขึ้นนวดขมับ "แม่ไปดุเ้าตอนไหน"
"ก็ตอนนี้ไงเ้าคะ"
"โอ๋ โอ๋ มี่เออร์ น้องพี่ไม่ร้องนะ กินลูกอมหรือไม่ พี่ชายซื้อมาฝากเ้าคนเดียวเลยนะ"
ฉางไห่หยิบลูกอมออกมาจากเอวสองเม็ดส่งให้กับน้องสาว
"ข้าโตแล้วนะเ้าคะ ไม่กินลูกอม" มี่จื่อมองไปยังลูกอมทำหน้ามุ้ยใส่พี่ชาย
"อ้าว เมื่อครู่นี้ยังร้องไห้เป็เด็กอยู่เลย" ฉางไห่กล่าวยิ้มๆ
ฉินฮูหยินส่ายหน้า พลางหัวเราะขบขัน ก่อนเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
"เมื่อไหร่เ้าจะแต่งภรรยามาช่วยดูแลพ่อกับแม่เสียที"
บุตรชายของนางปีนี้อายุล่วงเลยเข้าวัยยี่สิบแล้ว ยังไม่แต่งภรรยาสักที คนเป็แม่เป็กังวลกับเื่นี้มาตลอด บุตรชายจวนอื่นแต่งภรรยาั้แ่อายุสิบเจ็ดสิบแปดปี จนได้อุ้มหลานแล้ว ส่วนบุตรชายของนางกลับเอาแต่บ่ายเบี่ยง ยกเื่งานมาอ้างทุกที
"ลูกยังไม่เจอคนที่ถูกใจขอรับ" คราวนี้ฉินฉางไห่ยกเอาเื่นี้มาอ้างกับมารดาแทน เพราะมารดารู้ทันกับความคิดของตนเอง และเขารู้ดีว่าบิดากับมารดาจะไม่บังคับเื่คู่ครองกับเขา และเป็อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ฉินฉางไห่ครองตัวเป็โสดมาโดยตลอด ก็เพราะเขายังไม่ถูกใจสตรีจวนไหนนั้นเอง