“ข้าได้ยินว่า เ้านำกระบี่วารีมรกตที่เ้าซื้อไปจำนำ ขัดสนหรืออย่างไร” มู่หย่วนเฟิงกำลังจะออกไป ก็ดูเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้จึงหันกลับมาถาม
มู่เฉินแย้มยิ้มกระอักกระอ่วน ก้มหน้าก้มตา ใบหน้าเต็มไปด้วยความลำบากใจพลางบิดนิ้วไปมา “่นี้ขัดสนเล็กน้อยขอรับ อีกทั้งข้าคิดว่ากระบี่เล่มนั้นไม่คุ้มกับราคา”
มู่หย่วนเฟิงยิ้มปลื้มใจ ก่อนตอบ “หากเ้ารู้ว่ากระบี่เล่มนั้นไม่คุ้มราคา นั่นหมายความว่าเ้าเริ่มเติบใหญ่ขึ้นแล้ว”
มู่เฉินก้มศีรษะ ใบหน้าปรากฏร่องรอยความอึดอัดใจ
“นี่คือศิลาทิพย์ห้าร้อยก้อน จงใช้เวลาหมั่นฝึกฝนให้มากขึ้น อย่าเอาแต่เกียจคร้านไม่ทำสิ่งใด เอาแต่มั่วสุมกับพวกเพื่อนหมาป่าสหายสุนัข[1]ไปวันๆ” มู่หย่วนเฟิงกล่าวตำหนิ
มู่เฉินพยักหน้ารับคำ “ท่านพ่อสั่งสอนได้ถูกต้อง”
มู่หย่วนเฟิงมองมู่เฉินอีกสองครา ก่อนจะจากไป
เมื่อเห็นว่ามู่หย่วนเฟิงออกไปแล้ว มู่เฉินถอนหายใจด้วยความโล่งอก
มู่เฉินกะน้ำหนักถุงศิลาทิพย์ในมือ มุมปากยกยิ้มขึ้น มู่หย่วนเฟิงผู้นี้ ช่างใจกว้างนัก!
มู่เฉินมีบิดาที่ใจกว้างถึงเพียงนี้ แต่กลับไม่รู้จักถนอมไว้ ตัวอยู่ในความสุขแต่กลับไม่รู้คุณค่าเสียจริง
มู่เฉินหรี่ตา คิดในใจ ‘ตนต้องฝึกฝนอย่างจริงจังแล้วจริงๆ ตอนนี้เขาอายุสิบสามปี อิงตามบันทึกในหนังสือ เขาจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงสิบหกปี ตัวเขามู่เฉินผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ชีวิตนี้ ไม่คิดอยากตายั้แ่ยังเด็กอีกแล้ว แข็งแกร่งขึ้นหนึ่งส่วน หลักประกันก็เพิ่มขึ้นมาหนึ่งส่วน ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกายนี้ของเขาเพิ่งจะมีวรยุทธ์ขั้นพื้นฐานระดับเจ็ดดาว ส่วนคู่หมั้นที่เขาไม่เคยพบหน้ามาก่อนผู้นั้น กลับมีวรยุทธ์ขั้นต้นระดับสองดาว’
…
“คุณชาย นี่คือเขตเมืองม่อแล้วขอรับ ตระกูลมู่คือหนึ่งในสามตระกูลทใหญ่ของเมืองม่อ คู่หมั้นของท่านคือคุณชายมู่เฉินแห่งตระกูลมู่ เมื่อท่านไปบ้านตระกูลมู่ ภายหน้าก็นับว่ามีที่พึ่งแล้วละขอรับ” เฉินต๋าพูดขึ้นมา
เยี่ยสือตอบด้วยท่าทีไร้ความสนใจ “การหมั้นหมายระหว่างข้ากับมู่เฉินนั้นท่านปู่เป็ผู้กำหนด ตอนนี้ท่านปู่จากไปแล้ว ตอนนี้ข้าเองก็ถูกท่านพ่อขับไล่ออกจากบ้าน ตระกูลมู่จะยอมรับหรือไม่นั้น พูดยากนัก”
ใบหน้าของเฉินต๋าหม่นหมองลง “เยี่ยสวินไอ้คนไม่รู้คุณคน ครานั้นนายหญิงทุ่มเทเพื่อเขาไปมากเพียงใด แต่เขากลับทำกับคุณชายเช่นนั้น เพียงเพราะเห็นแก่พวกนางจิ้งจอก[2]ไม่กี่นาง”
เยี่ยสือส่ายหน้าก่อนจะพูดขึ้น “พอแล้ว ลุงเฉิน ไม่ต้องพูดเื่นี้แล้ว”
“คุณชาย ตระกูลมู่ก็เป็ตระกูลมีหน้ามีตา คงไม่ผิดสัญญาง่ายๆ หรอกขอรับ” เฉินต๋าเอ่ยปลอบ
“ต่อให้มู่เคอผู้กุมอำนาจของตระกูลมู่ในตอนนี้จะไม่คิดผิดสัญญา ทว่ามู่เฉินก็อาจไม่เห็นชอบกับการแต่งงานในครานี้ แตงที่ฝืนเด็ดจากต้นย่อมไม่หวาน[3] ข้ามีมือมีเท้า สามารถหาเลี้ยงตนเองได้ มิจำเป็ต้องตามตื๊อให้ผู้ใดมาสู่ขอข้า หากมู่เฉินไม่ถูกใจข้า เช่นนั้นงานแต่งก็ช่างมันเถอะ” เยี่ยสือกัดริมฝีปากพูด
เฉินต๋ามองเยี่ยสือ แล้วพูดขึ้น “คุณชาย ท่านอย่าได้พูดไร้สาระ ท่านเป็เด็กชายคนเดียว ไร้ที่พึ่งพักพิง ออกไปปรากฏกายสู่ภายนอก เสี่ยงอันตรายเกินไปขอรับ”
เยี่ยสือเอ่ยค้าน “กลัวอะไรกัน รูปลักษณ์เช่นข้า ไม่มีผู้ใดจะมาชื่นชอบข้าหรอก!”
เฉินต๋าตอบกลับอย่างจนปัญญา “คุณชาย ท่านอย่าพูดเช่นนี้เลยขอรับ” รูปโฉมของเยี่ยสือไม่ใช่ว่าขี้ริ้วขี้เหร่ เพียงแค่แข็งกระด้างไปก็เท่านั้น หนุ่มน้อยที่บุรุษชื่นชอบล้วนบอบบางอ้อนแอ้น ส่วนเยี่ยสือกลับมีเรียวคิ้วคมราวกระบี่ดวงตาดุจดวงดาว แข็งกระด้างเกินไป
“ลุงเฉิน ในเมื่อมาถึงแล้ว พวกเราไปสอบถามกันดูก่อนเถอะว่ามู่เฉินเป็คนเช่นไร แล้วค่อยคิดตัดสินใจแล้วกัน” เยี่ยสือเอ่ยพลางกลอกตา
เฉินต๋าพยักหน้าตอบ “ดี สายตาของท่านผู้เฒ่า จะต้องไม่พลาดแน่นอน”
ใบหน้าของเยี่ยสือย้อมด้วยสีแดงระเรื่อ เฉินต๋าแย้มยิ้มบางๆ แม้ว่าเยี่ยสือจะเป็ผู้ใหญ่ั้แ่อายุยังน้อย[4] ทว่า ที่สุดแล้วก็เป็เด็กอายุสิบสามเท่านั้น เกี่ยวกับคู่หมั้นคู่หมายของตน ก็ย่อมมีความคาดหวังอยู่บ้าง
เชิงอรรถ
^ สหายที่เสเพลไม่เอาการเอางาน^ สตรีที่ใช้เสน่ห์มารยาล่อลวงผู้คน^ การกระทำโดยฝืนใจอีกฝ่าย ย่อมได้ผลลัพธ์ที่ไม่ดี^ หมายถึง คนหนุ่มสาวที่มีความคิดอ่านแบบผู้ใหญ่