ตอนที่ 9
การก่อกวนของราชินี ห้องทำงาน และห้องสมุด
· • —– ٠ ✤ ٠ —– • ·
เมื่อคุณอารัญกลับมา เวลาว่างของภาคินก็หมดไป เวลาสองสามวันที่ผ่านมา เป็เวลาที่สนุกและทำให้ฉันพูดได้อย่างเต็มปากว่า ภาคินเป็เพื่อนที่ดีมากคนหนึ่ง
หลังจากที่คุณอารัญกลับมา ก็มีคำสั่งให้เพิ่มกำลังเ้าหน้าที่ประจำชายแดน ทั้งหน่วยเฝ้าระวัง และลาดตระเวน และทั้งคุณอารัญและภาคินก็ไปที่ชายแดนกันบ่อยขึ้นด้วย
บ่ายแก่ๆ วันหนึ่ง ฉันเห็นภาคินนั่งอยู่คนเดียวในห้องนั่งเล่น ฉันจึงเดินเข้าไปหา “นายดูเหนื่อยๆ นะ” ฉันนั่งลงที่โซฟาข้างๆ เขา
“อืม ก็ราชินีเล่นปล่อยแบนชีออกมาเพ่นพ่านทุกวัน”
“นั่นคือเหตุผลที่นายกับคุณอารัญต้องไปที่ชายแดนบ่อยๆ ใช่มั้ย ไปฆ่าพวกแบนชี”
“เราไม่ต้องถึงกับฆ่ามันหรอก เพราะมีแค่อารัญคนเดียวที่ฆ่ามันได้ เราแค่ต้องจับพวกมันกลับไป ซึ่งไม่ใช่เื่ยาก สิ่งสำคัญก็คือ เราต้องคุมเข้มหน่อยเท่านั้นเอง ป้องกันไม่ให้มันเข้าไปถึงในเมืองได้ก็พอ แต่ที่ฉันไม่ได้หลับได้นอนก็เพราะ ต้องมาคอยไล่ปิดรอยรั่วของเขตแดนที่ราชินีจงใจเจาะให้พวกมันเข้ามานี่แหละ รอยรั่วมีอยู่เต็มไปหมด ย้ายที่ทุกวัน เหนื่อยชะมัด”
“ถ้ามันเข้าไปในเมืองได้ต้องแย่แน่ๆ”
“ใช่... ฉันเคยบอกเธอรึยัง ว่ามันกินวิณญาณเป็อาหาร...”
ฉันขนลุกซู่ั้แ่สันหลังขึ้นไปจนถึงท้ายทอย ฉันจำััแห่งความตายของมันได้แม่น
“ไหนว่าสนธิสัญญาระบุไว้ชัดเจน แล้วทำไมราชินีถึงจงใจทำผิดสัญญาแบบนี้ล่ะ”
“ก็เพราะราชินีไม่พอใจ ที่พิธีกรรมวันขอบคุณธรรมชาติกำลังจะมาถึงน่ะสิ”
“พิธีกรรมวันขอบคุณธรรมชาติ?”
“ในทุกๆ หกสิบปี พวกเาาวเมืองมรกต จะจัดงานเฉลิมฉลองนี้ขึ้น เราจะมีการทำพิธีกรรม และในพิธีกรรมนี้มันมีส่วนที่ไปขัดกับสนธิสัญญา แต่มันเป็พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่ยังไงเราก็ต้องทำ ราชินีไม่พอใจ ก็เลยเอาคืนโดยการปล่อยพวกแบนชีเข้ามาก่อกวน แต่เื่แบนชีไม่ใช่เื่ที่น่าห่วงนักหรอก เพราะพวกมันจะเข้ามาสร้างความรำคาญเฉพาะ่นี้เท่านั้น เมื่อเทศกาลผ่านไป ทุกอย่างก็จะกลับมาเป็ปรกติ” ภาคินมองฉันด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก “แต่ที่น่าเป็ห่วงมากที่สุดก็คือเธอ เอวา...”
ฉันรู้สึกได้ว่ามีความห่วงใย และกังวลอยู่ในสายตาของเขา “นายหมายความว่ายังไง...?”
“จริงๆ อารัญไม่จำเป็ต้องเสียแรงออกไปฆ่าแบนชีให้เหนื่อยเลย แต่เธอรู้ไหม ว่าทำไมอารัญถึงต้องตามไปฆ่ามันในคืนนั้น...” ภาคินหยุด สบตาฉัน แต่เขาไม่ได้หยุดเพื่อให้ฉันตอบ เขารู้อยู่แล้วว่าฉันไม่มีทางรู้ได้ว่าทำไม
ฉันนิ่งเงียบ รอฟัง...
“เพราะว่ามันเห็นเธอ...”
“ฉันไม่เข้าใจ…”
“คืนนั้นอารัญโกรธมาก เขาไล่ฆ่าแบนชีที่หลุดเข้ามาทุกตัว... ไม่อย่างนั้น มันจะกลับไปบอกราชินี แล้วราชินีจะรู้ว่ามีเธออยู่ที่นี่”
“ทำไมราชินีรู้เื่ฉันไม่ได้?”
ภาคินหันไปดูนาฬิกาตั้งพื้นโบราณ ที่ตั้งอยู่ข้างหน้าต่าง “วันหลังนะมนุษย์ ฉันต้องไปแล้ว” แล้วเขาก็ลุกขึ้น
“ระวังตัวด้วยนะ...”
เขายักคิ้วให้ฉัน แล้วก็เดินออกไป
คุณอารัญไม่จำเป็ต้องฆ่าแบนชีให้เสียแรงเปล่า เขาไม่จำเป็ต้องเสี่ยงจนได้รับาเ็ เขาทำเพื่อปกปิดฉันจากราชินี ถ้าการมีอยู่ของฉันมันเป็ปัญหาขนาดนั้น แล้วเขาจะเก็บฉันไว้ทำไม? ทำไมราชินีถึงรู้ไม่ได้ว่ามีฉันอยู่ที่นี่? ความสงสัยเหล่านี้มันกวนใจจริงๆ
……..
หลังจากอาหารเช้า ฉันก็เดินตามหาป้าแพมจนทั่ว คฤหาสน์หลังนี้ใหญ่เหลือเกิน ฉันไม่รู้เลยว่าวันนี้ป้าแพมอยู่ตรงไหน ฉันปฏิเสธที่จะใช้กระดิ่ง เพราะฉันไม่เห็นด้วยกับหลักการของมัน ฉันไม่อยากให้ป้าแพมทิ้งการงานตรงหน้าเพื่อมาหาฉัน เพราะอย่างนั้น กระดิ่งก็เลยถูกแบน และยังคงนอนแอ้งแม้งอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุด ของลิ้นชักโต๊ะหัวเตียง
ฉันเดินมาหยุดที่หน้าห้องทำงานของคุณอารัญ เอาหูแนบประตู เพื่อฟังว่าป้าแพมอยู่ในนั้นหรือเปล่า
“ชีวิตของทุกคนอยู่ในกำมือนาย! และนายก็กำลังจะทำให้ทุกอย่างพังไม่เป็ท่า!” เสียงของภาคินโวยวาย เขาฉุนเฉียวเอามากๆ
“ระวังปากของนายด้วย” คุณอารัญพูดกลับนิ่งๆ
แต่ภาคินไม่นิ่ง “อีกแค่ห้าปี! อารัญ! ถึงเวลานั้นนายจะเอาเธอไปไว้ที่ไหน!!” เขาสวนกลับด้วยคำถาม และในน้ำเสียงของเขาก็มีความกังวลอยู่ไม่น้อย
“ไม่จำเป็ เพราะเราจะหาต้นไม้ให้เจอ ภายในห้าปี ฉันสัญญา...” คุณอารัญตอบอย่างหนักแน่น
“เราหาสร้อยมาห้าสิบปี! ห้าสิบปี!! นายคิดว่ามันจะเป็ไปได้ยังไง ที่เราจะหาต้นไม้นั่นเจอได้ในห้าปี!” เสียงของภาคินฉุนเฉียวขึ้นกว่าเดิม
“ฉันบอกว่ามันต้องเจอ! ก็ต้องเจอสิ!” คุณอารัญตวาดกลับอย่างหมดความอดทน
“ฉัน หวัง ว่า นายจะรู้ตัวนะ ว่านาย กำลังทำอะไรอยู่...” ภาคินเน้นเสียงเกือบจะทุกพยางค์
“ฉันรู้ว่าฉันกำลังทำอะไร... แล้วนายเป็ใครมาสอนฉัน!!!” คุณอารัญคำราม เขาเริ่มโมโห เสียงของเขาดังทะลุประตูออกมา ถึงไม่แอบฟังก็ได้ยินชัดเจน
“นายควรส่งเธอกลับไป!!!” ภาคินขึ้นเสียงสู้ เขาเองก็โมโหไม่ต่างกัน
พวกเขาหมายถึงใคร? ฉันเหรอ? หรือใคร? คุณอารัญปล่อยฉันไปได้งั้นเหรอ?
เสียงเดินดังเข้ามาใกล้ประตู ฉันจึงรีบถอยออกจากประตูมายืนอยู่ห่างๆ ภาคินเปิดประตูออกมาจากห้อง สีหน้าบูดบึ้ง สายตาไม่สบอารมณ์ เขาหยุดชะงักเมื่อเห็นฉัน
“พวกนาย... คุยเื่อะไรกัน...” ฉันถามอย่างไม่ละอายที่แอบฟัง
เขามองฉันด้วยหางตา สีหน้ายังคงบูดบึ้ง “ไม่ใช่เื่ของมนุษย์...” แล้วเขาก็ตึงตังเดินไป
ฉันอยากถามให้รู้เื่จึงเดินตามเขาไป แต่ตามไปได้แค่ไม่กี่ก้าว ภาคินก็หายวับไปกับตา ปล่อยให้ฉันยืนเก้อไปต่อไม่ถูกอยู่ตรงนั้น
“คุณมาทำอะไรตรงนี้...” เสียงคุณอารัญมาจากด้านหลัง
ฉันหันไปหาเขา เขาเพิ่งเดินออกมาจากห้อง เขายิ้มกว้างให้ฉันอย่างอารมณ์ดี อย่างกับว่า เขาไม่ได้ผ่านการมีปากเสียงมา
ฉันกล้าที่จะถามพาคิน แต่ฉันไม่กล้าถามเขา “ฉันกำลังตามหาป้าแพมอยู่ค่ะ คุณเห็นป้าแพมบ้างมั้ยคะ” ฉันรีบยิงคำถามเพื่อกลบพิรุธ
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย “แล้วทำไมไม่สั่นกระดิ่งล่ะ”
ฉันโกหก “เอ่อ… นั่นสิคะ ฉันลืมไป” หัวเราะแหะๆ แล้วรีบถามต่อ “มือเป็ไงบ้างคะ” รีบเปลี่ยนเื่
เขายกมือขึ้นมาให้ดู รอยแผลหายไปแล้ว “ดูเหมือนคุณจะเริ่มปรับตัวเข้ากับที่นี่ได้แล้วนะ” เขาถามฉัน แสดงความใส่ใจ
“ฉันพยายามอยู่ค่ะ”
“อยากทำอะไร หรือ อยากได้อะไรเป็พิเศษมั้ย ถือว่าเป็การตอบแทนสำหรับ” เขายกมือข้างที่เป็แผลขึ้นมาอีกครั้งแบบคร่าวๆ “นี่”
และสิ่งแรกที่แล่นเข้ามาในหัวฉันคือ “ที่นี่มีห้องสมุดมั้ยคะ?” ฉันคิดว่าน่าจะมี แต่ฉันไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน ทั้งๆ ที่ฉันตามป้าแพมไปตรงนั้นตรงนี้ทั่วคฤหาสน์ แต่ก็ยังไม่เคยเห็น
คุณอารัญยิ้ม รอยยิ้มที่มีเสน่ห์ของเขาลบภาพของคนโมโหร้ายในห้องไปจนหมดสิ้น “ตามผมมา...”
ฉันเดินตามคุณอารัญไป เขาพาฉันกลับเข้าไปในห้องทำงานของเขา ที่เดียวในบ้านที่ฉันไม่เคยย่างกรายเข้าไป และฉันก็พบว่า มีห้องห้องสมุดอยู่ในห้องทำงานของเขา
โค้งประตูไม้ขนาดใหญ่ ที่รับกับคิ้วผนังและคิ้วเพดานอย่างลงตัว คือทางเข้าไปในห้องสมุด และเมื่อฉันผ่านมันเข้าไป ฉันก็ต้องตื่นเต้นจนแทบจะเป็ลม เพราะมันคือห้องสมุดที่ใหญ่มาก มีหนังสือเรียงรายจากพื้นจนถึงเพดาน ทั้งชั้นล่าง และชั้นบนซึ่งเป็ชั้นลอย มีบันไดทางขึ้นอยู่ทั้งสองฝั่งของห้อง ราวระเบียงไม้โอ๊คหนาที่เหมือนกันกับราวบันได หนังสือในห้องนี้เยอะมาก อ่านทั้งชาติก็ไม่มีทางหมด ชั้นล่างตรงกลางระหว่างบันได มีโซฟาหนังกลับตัวใหญ่สามตัว จัดวางเป็รูปตัวยู ขั้นด้วยโต๊ะกลมตัวเล็กที่มีโคมไฟแก้วสลับสีวางอยู่ มีโต๊ะกลางตัวสวยทีทำจากรากของต้นไม้ใหญ่ ขัดมันเงาวับ และเตาผิงหินแกะสลักตั้งตระหง่านรอให้ความอบอุ่นใน่ฤดูหนาว
“ผมยกห้องนี้ให้คุณ คุณจะมาที่นี่เมื่อไหร่ก็ได้ และไม่ต้องเกรงใจนะถ้าต้องเดินผ่านห้องทำงานของผม ผมอนุญาตให้คุณเดินเข้าออกได้ตามสบาย”
ฉันยิ้มแก้มปริออกมาไม่รู้ตัว “ขอบคุณมากนะคะ”
“งั้น… ผมไม่กวนแล้ว” คุณอารัญเดินออกจากโซนห้องสมุดไปที่โซนห้องทำงาน เขานั่งลงที่โต๊ะทำงาน ระหว่างสองห้องสามารถมองลอดประตูหากันได้อย่างชัดเจน
ฉันเริ่มสำรวจหนังสืออย่างตื่นตาตื่นใจ หนังสือหลายเล่มดูเก่าและทรงคุณค่า หลายเล่มสวยงามโดดเด่น หลายเล่มน่ากลัวจนฉันไม่กล้าเปิด และหลายเล่มก็เป็ภาษาที่ฉันอ่านไม่ออก ฉันเลือกไม่ถูกเลยจริงๆ ว่าจะหยิบเล่มไหนก่อน หลังจากเลือกอยู่นานฉันก็เจอเล่มที่อยากอ่าน ฉันถือหนังสือมานั่งที่โซฟา เอนหลังพิงลงไปอย่างสบายอารมณ์ แต่ยังไม่ทันจะได้เปิดหนังสือ สายตาก็กวาดไปเห็นบางอย่างบนเพดาน
· • —– ٠ ✤ ٠ —– • ·