ชายชราคนหนึ่งล้มลงกับพื้น เด็กชายสวมชุดขาดรุ่งริ่งคนหนึ่งพยายามพยุงเขาขึ้น พร้อมกับเอาแต่ก้มหัวร้องขอความเมตตา เจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่สนใจคำพูดของพวกเขา สะบัดแส้ในมือฟาดลงบนร่างของชายชรา “ผลัดผ่อน? หากข้าผลัดผ่อนให้พวกเจ้าแล้วผู้ใดจะผลัดผ่อนให้ข้า! การเก็บภาษีเป็นหน้าที่ของทางการ หากไม่มีเงินจ่ายก็จงไปทำงานใช้หนี้!”
เสียงแส้ดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่นานร่างกายของชายชราก็เต็มไปด้วยรอยแผล นอนร้องครวญครางอยู่บนพื้น
“เพื่อจ่ายภาษี พวกข้าต้องขายบ้าน! ตอนแรกบอกว่าจะจัดงานเทศกาลโคมไฟ ตอนนี้เทศกาลโคมไฟจบลงแล้ว เหตุใดถึงยังมาเก็บเงินอีก! เด็กชายคนนั้นใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตา เงยหน้าขึ้นตะโกนเสียงดัง แม้จะยังเด็ก แต่น้ำเสียงของเขากลับเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ราวกับนกกาเหว่าร่ำไห้เป็นเลือด หมิงหยวนเห็นความคับแค้นใจบนใบหน้าของเด็ก ทำให้เขานึกถึงบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาได้ ราวกับมีคมดาบพุ่งเข้าใส่หัวใจ
หมิงหยวนหันไปถามคนที่อยู่ข้างๆ ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น เขาแต่งกายด้วยชุดผ้าฝ้ายธรรมดา ดูเป็นมิตร คนแถวนั้นจึงเล่าให้เขาฟังด้วยความเต็มใจ
“ก็นายท่านเซี่ยฉลองวันเกิดครบรอบหกสิบปีอย่างไรเล่า ทางการจึงมาเก็บเงินค่าสินน้ำใจตามบ้านเรือน บอกว่าจะนำไปมอบให้ร่วมเฉลิมฉลอง ไม่นานก็มาเก็บเงินอีก บอกว่าจะนำไปจัดงานเทศกาลโคมไฟ เก็บบ้านละสิบอีแปะ นายท่านเซี่ยจะฉลองวันเกิด พวกเราจะทำอย่างไรได้ นอกจากยอมจ่ายเงิน แต่พึ่งจ่ายไปไม่นาน ก็มาเก็บเงินค่าเทียน ค่าเช่าสถานที่ ค่าดนตรี ค่าเครื่องดื่ม พวกเราไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเงินที่เก็บไปก่อนหน้านี้หายไปไหนหมด ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายเหล่านี้อีกหรือ? แต่ทางการจะเก็บเงิน พวกเราจะพูดอะไรได้? ไม่จ่าย? หากไม่จ่ายก็ต้องถูกจับไปทำงานใช้หนี้ พวกเราไม่มีทางเลือก นอกจากต้องขายหมูขายแกะ ขายบ้าน เพื่อหาเงินมาจ่ายภาษี ใครจะไปคิดว่าในงานเทศกาลโคมไฟจะเกิดไฟไหม้ เผาบ้านเรือนชาวเมืองไปหลายหลังคาเรือน ทำให้หลายคนต้องกลายเป็นคนไร้บ้าน ตอนนี้ทางการให้บริจาคเงินซ่อมแซมบ้านเมือง ผู้ใดจะไปมีเงิน!”
หยางจวินขมวดคิ้ว “ไม่ใช่ว่าให้บริจาคตามกำลังศรัทธาหรือ?”
“ชายหนุ่มอย่างเจ้ายังเด็กนัก ไม่รู้เรื่องรู้ราวใดใด ต่อให้เรียกว่าบริจาคตามกำลังศรัทธา แต่ผู้ใดเล่าจะกล้าไม่บริจาค!”
ขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกัน เจ้าหน้าที่คนนั้นก็โมโหคำพูดของเด็ก จึงฟาดแส้ลงบนตัวเด็กอย่างแรง เด็กผอมแห้งแรงน้อย ถูกฟาดเพียงครั้งเดียวก็เกิดบาดแผลเหวอะหวะตั้งแต่ไหล่จรดหลัง เด็กชายร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดก่อนจะล้มลงกับพื้น ปู่รีบพุ่งเข้าไปกอดตัวหลานชายไว้แน่น “ท่านเจ้าหน้าที่! อย่าทำอันใดหลานข้าเลย! ข้าจะไปทำงานกับพวกท่านเอง! อย่าทำร้ายหลานข้าอีกเลย!”
“หึ! รู้ความแบบนี้ตั้งนานก็ไม่ต้องเจ็บตัว” เจ้าหน้าที่แสยะยิ้ม ยกแส้ขึ้นเตรียมฟาดลงไปอีกครั้ง
“หยุดนะ!” หยางจวินโกรธจนตัวสั่น รีบพุ่งฝ่าฝูงชนออกไป “ผู้เฒ่าคนนี้จะไปทำงานให้แล้ว เหตุใดถึงยังทำร้ายกันอีก!”
เจ้าหน้าที่เห็นหยางจวินแต่งกายด้วยชุดผ้าไหมอย่างดี ท่าทางสง่างาม จึงไม่กล้าทำสิ่งใดบุ่มบ่าม รีบเก็บแส้ในมือ ค้อมศีรษะให้หยางจวิน “คุณชายท่านนี้ ท่านไม่ทราบหรอก ชาวบ้านเหล่านี้มันต่ำต้อย หากไม่สั่งสอนให้หลาบจำ พวกมันก็ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ข้าย่อมต้องสั่งสอนพวกเขาบ้าง”
หยางจวินโกรธจนตัวสั่น ใบหน้าบึ้งตึง ทันใดนั้นก็มีคนมาสะกิดแขนเสื้อเขา
ส่วนหมิงหยวนกลับทำสีหน้าเรียบเฉย เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “พวกข้ามิได้ตั้งใจขัดขวางพวกท่าน แต่บังเอิญข้ากำลังหาเด็กไปทำงานที่บ้านพอดี เห็นเด็กคนนี้ดูฉลาดเฉลียวดี ไม่ทราบว่าครอบครัวนี้ติดหนี้เท่าใด พวกข้ายินดีจ่ายให้ ถือว่าชดเชยค่าแรงก็แล้วกัน”
“อย่างนั้นหรือ...” เจ้าหน้าที่ครุ่นคิด แล้วโก่งราคาสูงกว่าปกติ “ไม่มากหรอก เดิมทีสิบอีแปะ ผลัดผ่อนมาหลายวันแล้ว คิดรวมดอกเบี้ยเป็นยี่สิบอีแปะก็แล้วกัน”
หมิงหยวนมองหยางจวิน “สหายอี้...”
หยางจวินยิ้มให้เขา “สหายหยวน...”
หมิงหยวนจ้องหยางจวินตาเขม็ง แต่หยางจวินกลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ สุดท้ายหมิงหยวนจึงได้แต่ส่ายหัวอย่างจนใจ ควักถุงเงินออกมา นับเหรียญทองแดงยี่สิบเหรียญ
หยางจวินยังคงยื่นมือออกมา หมิงหยวนจึงต้องนับเพิ่มให้อีกห้าเหรียญ
หยางจวินโน้มตัวมาหาเขา ควานหาบางสิ่งในถุงเงินของเขา ก่อนจะหยิบเศษเงินให้เจ้าหน้าที่ “พวกท่านทำงานหนักแล้ว เอาไปดื่มสุราให้ผ่อนคลายก็แล้วกัน”
“ขอบพระคุณคุณชายทั้งสองที่เข้าใจพวกเราขอรับ” เจ้าหน้าที่รับเงินด้วยความยินดี ก่อนจะเตะชายชราและเด็กชายคนนั้น แล้วถ่มน้ำลายลงพื้น "วันนี้เห็นแก่หน้าคุณชายทั้งสอง ข้าจะไว้ชีวิตคนชั้นต่ำพวกเจ้าก็แล้วกัน”
เจ้าหน้าที่จากไปแล้ว ส่วนคนที่มุงดูอยู่ก็แยกย้ายกันไป หยางจวินกับหมิงหยวนส่ายหน้าพลางนั่งลง หมิงหยวนควักขวดยาสีขาวใบเล็กๆ ออกมาจากอกเสื้อ ข้างในมียาที่เฉาอู๋จิ่วใช้ไม่หมด เขาจึงนำมาใช้ ก่อนจะบรรจงทายาลงบนบาดแผลของปู่หลานคู่นี้ ยานี้ได้ผลดีจริงๆ ไม่นานเลือดก็หยุดไหล รอยแส้สีแดงก็ค่อยๆ จางหายไป
“ผู้เฒ่ารีบพาหลานชายไปเถิด หลบไปให้ไกล”
ทั้งสองคนลุกขึ้นเตรียมจะจากไป ทันใดนั้นเด็กชายคนนั้นก็พยายามพยุงตัวเองขึ้น แล้วกอดขาของหยางจวินไว้แน่น “นายท่านจ่ายเงินซื้อตัวข้าไว้ ข้ายอมเป็นวัวเป็นม้ารับใช้ท่านไปชั่วชีวิต!”
หยางจวินมองเด็กคนนั้น ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงชี้ไปที่หมิงหยวน “เขาเป็นคนจ่ายเงิน”
เด็กชายคนนั้นจึงหันไปคุกเข่าให้หมิงหยวนแทน หมิงหยวนได้แต่ถอนหายใจ “เมื่อครู่ข้าแค่พูดไปอย่างนั้นเพื่อช่วยพวกเจ้า ข้าไม่ได้อยากได้เจ้ามาเป็นบ่าวรับใช้ เจ้ากลับไปอยู่กับปู่ของเจ้าเถิด”
“ไม่ได้หรอกขอรับ ท่านปู่เคยสอนไว้ว่า อย่ารับความช่วยเหลือจากผู้อื่นโดยไม่ตอบแทน หากพวกเราอยู่ในเมืองนี้ต่อไป ไม่รู้ว่าวันไหนจะตายจากกัน ถ้าอย่างนั้นพวกข้าจะเอาโอกาสที่ไหนไปตอบแทนบุญคุณท่าน” เด็กชายคนนั้นเงยหน้าขึ้น ยืนขวางหน้าหมิงหยวนราวกับเสือ หมิงหยวนได้แต่ยิ้มแห้งๆ เมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูดว่าไม่รู้ว่าวันไหนจะตาย ก็รู้สึกสงสารจับใจ จึงยอมใจอ่อน “ข้ามีธุระต้องไปจัดการ เจ้ารู้จักตรอกเป่ยเซี่ยงที่อยู่ใกล้กับสำนักศึกษาหลวงหรือไม่?”
“รู้จักขอรับ!” เด็กชายคนนั้นเชิดหน้าอกอย่างภาคภูมิใจ “ถนนทั้งหมดสองร้อยสามสิบแปดสายในเมืองนี้ ต่อให้ปิดตาข้าก็เดินได้ทั่ว!”
หมิงหยวนบอกสถานที่อย่างละเอียด “เจ้าไปรอข้าที่นั่นก่อน เสร็จธุระแล้วข้าจะรีบกลับไป”
“ขอรับ!” เด็กชายคนนั้นตอบรับเสียงดัง ก่อนจะหันไปคำนับปู่ของตน แล้ววิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
หยางจวินมองตามร่างของเด็กชายคนนั้นไปไกล “เจ้าจะรับเขาเป็นบ่าวรับใช้จริงๆ หรือ?”
หมิงหยวนหันไปมองอีกฝ่าย “คุณชายท่านนี้ โปรดบอกข้าทีว่า ผู้ใดเป็นคนก่อเรื่องนี้ให้ข้า?”
“ข้าทนเห็นเด็กถูกทำร้ายไม่ได้ต่างหาก”
หมิงหยวนกำถุงเงินแน่น “แล้วเหตุใดต้องเป็นข้าที่จ่ายเงิน?”
“ข้าไม่ชอบพกเงิน” หยางจวินตอบอย่างองอาจมีเหตุผล ก่อนจะหันมายิ้มให้หมิงหยวน “อีกอย่างข้าเคยช่วยชีวิตเจ้าไว้ เจ้าไม่คิดจะตอบแทนบุญคุณข้าด้วยการติดตามข้าไปชั่วชีวิตหรือ?”
“ที่เจ้าช่วยชีวิตข้าไว้ ข้าตอบแทนบุญคุณเจ้าจนหมดแล้ว ขอบใจในความหวังดีของเจ้า” หมิงหยวนมองบน ก่อนจะจูงม้าเดินต่อไป
……
พอมาถึงประตูข้างจวนจ้าวอ๋อง หยางจวินบอกให้หมิงหยวนรออยู่ตรงนี้ ส่วนเขามีธุระต้องไปทำ หมิงหยวนจึงเดินเข้าไปแจ้งความประสงค์ขอพบซื่อจื่อกับยามเฝ้าประตู ยามเฝ้าประตูแจ้งว่าซื่อจื่อไม่อยู่
“พี่ชาย อย่าหลอกข้าเลย ข้ามีเรื่องสำคัญ ขอพบซื่อจื่อสักครู่” หมิงหยวนควักถุงเงินออกมา พร้อมกับเจ็บปวดในใจ แม้ว่าเขาจะได้รับเงินช่วยเหลือจากทางการและตระกูลหมิง แต่เพราะเมืองหลวงเป็นเมืองใหญ่ ค่าครองชีพสูง ทุกอย่างล้วนต้องใช้เงิน ทำให้เขามีฐานะไม่ค่อยร่ำรวยนัก
เดิมทียามเฝ้าประตูเห็นว่าเขาเป็นคนไร้ภูมิหลัง คิดจะไล่ตะเพิดไป แต่บังเอิญว่าวันนี้เป็นเวรของทหารยามคนเดิมที่เคยพบหมิงหยวน วันที่หมิงหยวนพาเว่ยชงกลับจวนก็เป็นเขาที่ไปรายงาน วันนั้นซื่อจื่อและท่านอ๋องมีท่าทีแปลกๆ คนที่สามารถทำงานในจวนอ๋องได้ล้วนเป็นคนฉลาด แม้ยามเฝ้าประตูจะไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าเป็นใคร แต่ก็ไม่กล้าแสดงกิริยาไม่ดี จึงรีบห้ามหมิงหยวนไม่ให้มอบเงิน พร้อมกับอธิบายให้เขาฟัง
“บอกให้ทราบก็ได้ พวกข้าไม่ได้ตั้งใจจะกีดกันท่าน แต่ซื่อจื่อไม่อยู่จริงๆ ซื่อจื่อเพิ่งเข้าวังหลวงพร้อมกับท่านอ๋อง ข้าแอบได้ยินมาว่า วันนี้พวกท่านทั้งสองจะเข้าเฝ้าฝ่าบาทและขุนนางคนอื่นๆ เพื่อหารือเรื่องสำคัญ”
“อ้อ...” หรือว่าไปพบเฉาอู๋จิ่ว? หมิงหยวนครุ่นคิด ก่อนจะยิ้มให้อย่างเป็นมิตร “ช่วงนี้ซื่อจื่อสบายดีหรือไม่?”
ทหารยามเห็นว่ารอบข้างไม่มีใคร อีกทั้งหมิงหยวนทั้งรูปงามและเป็นมิตร จึงรู้สึกผ่อนคลาย “สบายที่ไหนกัน ท่านอ๋องสั่งขังซื่อจื่อไว้ในจวน วันนี้เป็นครั้งแรกที่ซื่อจื่อได้ออกจากจวน ข้าได้ยินมาว่า แม้แต่ชายาอ๋องยังถูกตำหนิ จนต้องเก็บตัวอยู่ในตำหนักไม่ออกไปไหน”
“อย่างนั้นหรือ เดิมทีข้าตั้งใจจะชวนซื่อจื่อไปดื่มสุราฟังเพลงที่ภัตตาคารชุนเฟิง ดูท่าทางคงไม่ได้ไปแล้ว” หมิงหยวนยิ้มแห้งๆ แล้วเปลี่ยนเรื่องคุย “ช่างเถิด ไม่ต้องบอกเขาก็ได้ เขากำลังถูกกักบริเวณอยู่ในจวน ถ้ารู้ว่าข้าไปดื่มสุราฟังเพลง เขาต้องโกรธข้ามากแน่ๆ”
“แน่นอนขอรับ ขอบพระคุณที่ท่านเข้าใจพวกเราขอรับ” ยามเฝ้าประตูรีบตอบรับ หากซื่อจื่อไม่มีความสุข พวกเขาก็ไม่มีทางสงบสุขได้ เขาไม่ได้โง่ ย่อมไม่หาเรื่องเดือดร้อนใส่ตนเองเป็นแน่
-----