ปรมาจารย์ผู้ใช้อสูรมายา

สร้างความขัดแย้ง

        ต้าหมิงไม่คิดจะปล่อยพวกหยางเซิ่นไปแต่อย่างใด สำหรับต้าหมิงหยางเซิ่นและกู่หลางนั้นสังหารง่ายกว่าพวกหมิงเย่เสียอีก

        “ในเมื่อพวกเจ้ามันรนหาที่ก็อย่าได้โทษข้าเลย” ต้าหมิงกล่าวพร้อมกับยิงศรออกไปอีกครั้ง

        “ตูม!!!!!!!!!!”

        ศรเวทย์ที่อัดแน่นไปด้วยพลังเวทย์ธาตุลมถูกยิงออกไปอีกครั้งและครั้งนี้เป้าหมายคือกู่หลาง กู่หลงหน้าถอดสีและใช้เวทมนต์สร้างกำแพงวายุขึ้นมาก่อนจะเคลื่อนใหวหลบหนีอย่างบ้าคลั่ง

        “คิดว่าจะรอด” ต้าหมิงปล่อยศรดอกที่สามออกไป

        “ม่ายยยยยยยยย”

        กู่หลางไม่สามารถหลบได้ทันและถูกศรเวทย์ทะลวงหน้าอกทันที ตอนนี้ทั้งกู่หลางและหยางเซิ่นต่างก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสและไม่สามารถเคลื่อนใหวได้

        “บัดซบ ข้าไม่สามารถระบุตำแหน่งของอีกฝ่ายได้เลย เจ้านั่นมันอยู่ที่ใหนกัน” ผู้อาวุโสทั้ง 6 คนต่างเดือดขึ้นมาทันที พวกเขาในตอนนี้กำลังถ่วงเวลาให้นายน้อยทั้งสองหลบหนีไปแต่ใครจะคิดว่าจะถูกลอบโจมตี

        แต่ในตอนนั้นเองทั้ง 6 คนกลับเห็นว่าศรเวทย์ได้เล็งมาที่พวกตนบ้างแล้วทำให้ใบหน้าของทั้ง 6 ถอดสีทันที

        “แย่แล้วพวกเราจะต้องเสียสละกันบ้างแล้วเพื่อนำนายน้อยทั้งสองหนีไป” หนึ่งในผู้อาวุโสกล่าว

        “พวกเจ้าไปซะข้าจะถ่วงเวลาเอาไว้เอง” ในตอนนั้นเองผู้อาวุโสที่ชราที่สุดกล่าวพร้อมกับระเบิดพลังเวทย์ที่แข็งแกร่งกว่าเดิมหลายเท่าออกมา

        “เผาผลาญอายุขัย นี่ท่านต้องการที่จะตายงั้นเหรอ” ผู้อาวุโสคนอื่นๆกล่าวด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

        “ขอแค่ช่วยชีวิตของนายน้อยทั้งสองได้มันก็คุ้มค่า” ชายชรากล่าว

        อีก 5 คนที่เหลือไม่รอช้ารีบนำร่างของกู่หลางและหยางเซิ่นออกไปทันที จากนั้นชายชราก็ได้ระเบิดร่างของตัวเองทำให้เกิดคลื่นพลังเวทย์ที่ที่ทรงพลังกวาดล้างสัตว์เวทจำนวนมาก

        “ใจเด็ดจริงๆถึงกับยอมเสียสละเพื่อเจ้าสองคนนั้น น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสแล้ว” ต้าหมิงกล่าวพร้อมกับถอนหายใจก่อนจะเคลื่อนใหวไปยังจุดที่ระเบิด ต้าหมิงนำร่างของสัตว์เวทจำนวนมากที่ตกตายเข้าไปในแหวนมิติและรีบจากไปทันที

        เนื้อของสัตว์เวทพวกนี้เป็นอาหารของพวกสัตว์เวทของต้าหมิงเช่นลวี่น้อย แมงป่องโลหิตและกระทิงมังกร และชิ้นส่วนอื่นๆยังไปสามารถขายได้ แต่ที่สำคัญคือแก่นเวทย์มันเป็นสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดสำหรับต้าหมิง

        “แผนการของนายท่านชั่งยอดเยี่ยมแบบนี้พวกหยางเซิ่นจะต้องเข้าใจผิดว่าเป็นฝีมือของเผ่าภูติแน่” หมิงเฉียนกล่าวชม

        “ถ้าเป็นแต่ก่อนแผนนี้คงใช้ไม่ได้” ต้าหมิงกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา

        ถ้าเป็นแต่ก่อนและตัวตนของต้าหมิงยังไม่ตายพวกหยางเซิ่นคงไม่ถูกหลอกแน่ แต่ตัวตนของต้าหมิงแห่งอาณาจักรอัคคีได้ตายไปแล้วทำให้พวกหยางเซิ่นเชื่อสุดใจว่าเป็นฝีมือของเผ่าภูติ

        “เจ้าพวกเผ่าภูติหนี้แค้นในวันนี้ข้าจะจำเอาไว้” หยางเซิ่นคำรามด้วยความโกรธแค้น

        ตอนนี้ความเกลียดชังที่หยางเซิ่นมีให้กับเผ่าภูติมีมากกว่าต่ออสูรคลั่งเสียอีก ด้วยการสูญเสียผู้อาวุโสที่สนับสนุนตัวเองไป 1 คนทำให้หยางเซิ่นรู้สึกปวดใจ ต้องรู้ว่าในเมืองวิหคซึ่งเป็นที่อยู่ของจักรพรรดิวิหคนั้นมีอัจฉริยะมากมายที่แข่งขันกันเพื่อที่จะสืบทอดตำแหน่งของจักรพรรดิวิหคและแต่ละคนก็มีผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังโดยเฉพาะระดับจอมพลนั้นสำคัญต่อพวกเขาอย่างมาก แต่ตอนนี้หยางเซิ่นได้สูญเสียผู้สนับสนุนที่แข็งที่ไปย่อมทำให้อำนาจของหยางเซิ่นลดลง

        ต้าหมิงได้เดินทางผ่านต้นไม้โบราณขนาดใหญ่ไปเรื่อยๆ ต้าหมิงได้จดจำเส้นทางที่ตนและจักรพรรดิหญิงได้เดินทางร่วมกันอย่างระเอียดและไม่มีทางผิดพลาด

        “อีกไม่นานพวกเราก็จะออกจากป่าลึกลับแล้ว” ต้าหมิงกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

        ขณะเดินทางในหัวของต้าหมิงมันอดไม่ได้ที่จะปรากฎภาพของตนและจักรพรรดิหญิงปรากฎขึ้นมา

        หลังจากนั้นอีกหลายวัน ข้าวที่เผ่าภูติได้รับความเสียหายจากอสูรคลั่งก็โด่งดังออกไปทำให้เผ่าครึ่งอสูรค่อนข้างภูติใจอย่างมาก แต่ข่าวต่อมาคือพวกหยางเซิ่นได้ถูกพวกภูติซุ่มโจมตีก็ทำให้พวกครึ่งอสูรพากันโกรธแค้น

        นี่ทำให้ภายในมิติลับปรากฏความขัดแย้งที่รุนแรงอย่างมาก ทั้งสองเผ่าต่างก็เริ่มต่อสู้กันทันทีที่พบหน้า มีเพียงมนุษย์ที่ออกหาสมบัติอย่างสงบ โดยเฉพาะอาณาจักรเหมันต์ซึ่งไม่มีใครกล้าไปหาเรื่อง

        เพราะเมื่อสองปีก่อนราชินีเหมันต์พึ่งจะเปิดเผยพลังที่แท้จริงของนางทำให้เหล่าจักรพรรดิของสามดินแดนพากันหวาดกลัวและไม่กล้าไปยั่วยุง่ายๆ

        อีกด้านหนึ่ง ตอนนี้กลุ่มของสี่จอมพลหญิงและพวกอัจฉริยะของอาณาจักรอัคคีกำลังเข้าต่อสู้กับพวกเหล่ยอิงอยู่ หลังจากตกลงสู่กับดักของเหล่ยอิงทำให้พวกจ้าวหลานสูญเสียคนไปจำนวนมากจนสุดท้ายก็เหลือแค่พวกนางสี่จอมพลหญิง เสี่ยวเตี่ยและอัจฉริยะทั้ง 4 คน

        “เหล่ยอิงดูเหมือนหลายปีมานี้เจ้าจะได้รับสืบทอดความไร้ยางอายมาจากบิดาของเจ้าสินะ” เสี่ยวเตี่ยคำรามด้วยความโกรธ

        “บังอาจกล้าดูหมิ่นท่านจักรพรรดิสมควรตาย” ผู้อาวุโสตระกูลเหล่ยคำรามด้วยความโกรธ

        “แล้วพวกข้ากล่าวผิดตรงใหน พวกข้านั้นได้ท้าทายเจ้าในสนามรบหลายครั้งแต่เจ้ากลับไม่ปรากฎตัวและมุดหัวอยู่แต่ในรัง แต่คราวนี้กลับวางแผนลอบโจมตีพวกเรานี่มันแสดงให้เห็นว่าพวกเจ้ามันไร้น้ำยาเหมือนจักรพรรดิของพวกเจ้า” จ้าวโยวหลันกล่าวด้วยน้ำเสียงดูถูก

        “พวกเจ้าจะดูดอะไรออกมาขาก็ไม่สนใจ สำหรับข้าวิธีการนั้นไม่สำคัญ ผลลับต่างหากคือสิ่งที่ข้าต้องการ” เหล่ยอิงกล่าวพร้อมกับยกยิ้ม

        ตอนนี้พวกจ้าวหยูซินนั้นได้รับบาดเจ็บจากกับดักของเหล่ยอิงแล้วทำให้พลังต่อสู้ลดลงอย่างมากและถ้าต้องต่อสู้เป็นตายกับอีกฝ่ายเกรงว่าพวกนางคงจะต้านรับไม่ใหว

        “พวกเจ้าทั้งสี่เตรียมหาโอกาสหลบหนีไปซะ” หยางเฟยหรูหันไปทางพวกเย่สุ่ยแล้วกล่าวขึ้น

        “หนีไปงั้นเหรอ พวกเรานั้นไม่มีทางทำแบบนั้นแน่ อย่างมากก็แค่สู้จนตัวตายเท่านั้น” เย่สุ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา

        สองปีมานี้เย่สุ่ยฝึกฝนอย่างหนัก ผ่านการต่อสู้เป็นตายมานับครั้งไม่ถ้วนทำให้พวกนางแข็งแกร่งอย่างมากในระดับเดียวกัน ตอนนี้พวกนางเป็นจอมพลขั้นต้นแล้วและเมื่อเทียบกันแล้วพวกนางแข็งแกร่งกว่าเหล่ยเฟิงในตอนนี้เสียอีก

        “พวกเจ้าอาณาจักรอัคคีจิตใจแข็งแกร่งมากจริงๆข้านับถือๆ” เหล่ยอิงกล่าวเย้ยหยัน

        “ในเมื่อพวกเจ้าตัดสินใจที่จะต่อสู้จนตัวตายแล้วข้าก็ไม่มีอะไรจะกล่าว” จ้าวหยูเฟยกล่าว

        “โลกที่ไม่มีเขา ข้าไม่สนใจจะอยู่นานนัก” จ้าวหลานกล่าวพร้อมกับใบหน้าของนางปรากฎความเศร้าโศก

        “ดี ในเมื่อพวกเจ้าพร้อมจะตายแล้วข้าก็จะไม่ทำให้พวกเจ้าผิดหวัง” เหล่ยอิงกล่าวพร้อมกับระเบิดพลังของตัวเองออกมา ตอนนี้ความแข็งแกร่งของเหล่ยอิงเทียบเท่ากับกึ่งจักรพรรดิได้แล้วทำให้นางมั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะพวกจ้าวหยูซินได้