หลิวหยุนได้แต่ยิ้มแล้วพยักหน้าเข้าใจ นางยกถ้วยน้ำแกงกลิ่นหอมส่งให้ตงหยาง “นี่น้ำแกงสร่างเมา ข้าเตรียมไว้ให้เ้าโดยเฉพาะ เช้านี้พี่ไป่เยว่เอาสมุนไพรไปตากแดดให้แล้ว แต่วันนี้ท้องฟ้ามืดครึ้ม คงไม่ค่อยมีแสงแดด”
“ขอบคุณท่านพี่ทั้งสอง สมุนไพรนั่นเริ่มแห้งแล้ว อันที่จริงวันนี้ไม่ต้องตากแดดก็ได้ หากถูกฝนจะเป็เชื้อราอันตรายต่อการนำไปปรุงยา ต้องทิ้งทั้งหมด”
“เช่นนั้น ข้าจะออกไปเก็บเข้ามาไว้ที่เดิมน่าจะดีกว่า ตอนนี้ท่านไป๋เยว่น่าจะเอาควายไปทุ่งนาแล้ว ที่นี่เหลือแค่เราสองคน”
พูดจบนางก็หมุนตัวทำท่าจะออกไปเก็บสมุนไพร ตงหยางมองดูท่าเดินของนางแล้วให้รู้สึกไม่สบายใจ
“พี่หลิวหยุน…ไม่เป็ไร เอาไว้เช่นนั้นก่อน รอสักครู่ข้าไปเก็บเอง ขาของท่านยังไม่หายดี อย่าขยับมากจะดีกว่า”
“ไม่เป็ไรองค์ชาย ให้ข้าได้ทำอะไรบ้างเถอะ อยู่เฉย ๆ ข้ารู้สึกไม่ดีเลย”
จ้าวตงหยางวางถ้วยน้ำแกงลง แล้วเหมือนคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “ข้ารู้แล้วว่าท่านพอจะช่วยอะไรข้าได้”
แท่นหินกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ถูกนำมาจัดวางยังลานกลางบ้าน หลิวหยุนยืนดูด้วยความสงสัย
“นี่อะไรกัน”
“อ๋อ…แม่นางหลิวหยุน ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน องค์ชาย เอ่อ…ไม่สิ เ้าหนูตงหยาง เขาให้ข้ายกมันมาที่นี่”
“แต่อุปกรณ์เหล่านี้เป็ของท่านหมอซุนมิใช่รึ ย้ายของเขามาเช่นนี้จะดีหรือ”
“ไม่มีปัญหา ข้ารับผิดชอบเอง” จ้าวตงหยางหอบกระด้งที่เต็มไปด้วยกิ่งไม้ที่ถูกหั่นเป็ท่อนเล็ก ๆ ตากแห้งเรียบร้อย เข้ามายังลานกลางบ้าน
“อ้าว…มา ๆ ข้าช่วย” ลี่ฉุนรีบเข้าไปรับกระด้งตากยาจากตงหยาง นำมาวางลงตรงหน้าหลิวหยุน
ท่านพี่ลี่ฉุน ขอบใจท่านมาก ท่านจะไปทำอะไรก็ไปเถอะ ตรงนี้ข้าจัดการเอง"
“ขอรับ องค์ชาย” ตงหยางหันไปมองหน้าเขาพร้อมส่งสายตาเตือน ลี่ฉุนชายร่างใหญ่ถึงกับยกมือขึ้นตบหน้าตนเอง “ขออภัย ตงหยาง ข้าต้องเรียก เ้าหนูตงหยาง ถึงจะถูก”
“เ้าหนูก็ไม่เอา ข้าไม่ใช่เด็กแล้ว”
“อ๋อ…ได้ ๆ พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ตงหยาง แบบนี้พอใจรึยัง” จ้าวตงหยางยิ้มแล้วพยักหน้าให้เขา ลี่ฉุนถึงกับหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ
“อะไรกัน อยู่ด้วยกันได้ไม่นาน ท่านรองแม่ทัพลี่ฉุนกลายเป็ลูกน้องไปแล้วรึ”
“แม่นางหลิวหยุน ไม่ใช่แค่ข้านะ บรรดาผู้ชายในหมู่บ้าน ตอนนี้ต่างก็ยกย่องลูกพี่เป็หัวหน้ากันหมดแล้ว”
หลิวหยุนมองดูจ้าวตงหยางด้วยความแปลกใจ อะไรที่ทำให้เขากลายเป็ที่ยอมรับได้ในเวลาอันรวดเร็วเช่นนี้ เดิมทีอยู่ในวัง จ้าวตงหยางแม้จะโดดเด่นในหมู่องค์ชาย แต่ก็ไม่ได้ถูกหมายตาให้เป็องค์รัชทายาท หรือแม้แต่รับหน้าที่สำคัญ แต่เวลานี้ ที่นี่ เขากลับได้เป็ที่ยอมรับของชาวบ้าน และเหล่าทหารในกองกำลังของไป๋เยว่
“ข้าเริ่มสงสัยแล้วสิ ที่เ้าหายออกไปจากบ้าน คงไม่ใช่ไปอยู่ที่บ้านท่านหมอซุนที่เดียวถูกหรือไม่ เ้าไปทำอะไร ทำไมพวกเขาถึงยอมรับเ้าเช่นนี้”
ตงหยางกับลี่ฉุนส่งยิ้มให้กันด้วยความภูมิใจ “เอาไว้แผลท่านพี่หายดีแล้ว ข้าจะพาท่านไปดู แต่ตอนนี้ข้า้าให้พี่หลิวหยุนช่วยข้าบดยาก่อน”
“บดยา นี่คือเครื่องบดยาเช่นนั้นรึ”
“ถูกแล้ว มาข้าจะทำให้ท่านดูเป็ตัวอย่าง”
จ้าวตงหยางหยิบกิ่งไม้แห้งที่ถูกตัดเป็ชิ้นเล็ก ๆ ตากจนแห้งวางลงบนแท่นหิน แล้วใช้แท่งหินขนาดเท่าแขน ค่อย ๆ กลิ้งบดลงบนกิ่งไม้แห้งพวกนั้น จากกิ่งไม้เล็ก ๆ กลายสภาพเป็ฝุ่นผง แล้วกวาดลงใส่ในอ่างไม้
“ตงหยาง เรามาอยู่ที่นี่เพียงไม่กี่วัน ทำไมเ้าทำเื่ทั้งหมดนี้ได้อย่างคล่องแคล่ว เหมือนดั่งเป็ผู้ฝึกฝนเรียนรู้มาแรมปี”
“ไม่ใช่แค่เื่พวกนี้นะ แม่นางหลิวหยุนรีบ ๆ หายเถอะ เ้าจะรู้เองว่า เอ่อ…พี่ใหญ่ ใช่พี่ใหญ่ของพวกเราร้ายกาจขนาดไหน”
หลิวหยุนเหล่ตามองดูเด็กชายที่ผ่านความตายร่วมกันมาด้วยความแปลกใจ “ข้าอยู่กับเ้ามาตลอด ทำไมไม่รู้เลยว่าองค์ชายจ้าวตงหยางมีความสามารถมากมายเช่นนี้”
“พี่หลิวหยุน ในวังหาใช่สถานที่ ที่ข้าควรแสดงออกถึงความรู้ความสามารถไม่ หากเป็เช่นนั้นข้าคงไม่ต่างกับกระเรียนในฝูงไก่ ตามปรัชญาของท่านสวินจื่อ หากข้าเอาแต่เปิดเผยสิ่งที่รู้สิ่งที่เป็ เพื่อหวังให้ตนเป็ที่โปรดปราน เช่นนั้นพวกเสด็จพี่คงหมายตาข้าเป็ศัตรูมิใช่พี่น้อง ”
หลิวหยุนย่อตัวนั่งลงข้างองค์ชายแห่งเมืองล่มสลาย มองดูเขาด้วยความชื่นชมและเวทนาไปพร้อมกัน “ท่านคิดถึงพวกเขาบ้างไหมตงหยาง”
จ้าวตงหยางหยุดมือที่กำลังโกยผงยาลงอ่างไม้ เงยหน้าขึ้นมองดูหญิงสาวตรงหน้า ที่ก่อนนี้เคยเป็นางกำนันดูแลตนเอง มาั้แ่ครั้งยังเป็เด็กน้อย จนกลายมาเป็พี่สาวร่วมสาบานในเวลานี้
“คิดถึง…แล้วเช่นไร ข้าหนีเอาชีวิตรอดมาได้ เพราะท่านนะพี่หลิวหยุน พวกเขาบางคน ลืมไปเสียด้วยซ้ำว่ายังเหลือพวกเราอยู่ในห้องนั้น”
ภาพวันเกิดเหตุย้อนกลับมาอีกครั้ง บรรดาเชื้อพระวงศ์ถูกเรียกตัวให้ไปรวมกันยังท้องพระโรง เว้นแต่จ้าวตงหยางเพียงผู้เดียวที่ถูกจับแยกจากพระมารดา ให้ไปที่ตำหนักบูชาบรรพชน โดยมีนางกำนันพี่เลี้ยงอย่างหลิวหยุนเท่านั้น ที่ได้รับอนุญาตให้ติดตามไปด้วย
แสงจากประทีปน้ำมันที่ตั้งอยู่หน้าป้ายบรรพชน ถูกจุดขึ้นทีละดวง ในขณะที่ภายนอกกำแพงวังมีแต่เสียงการสู้รบ ควันไฟเริ่มเกิดขึ้นทีละจุดทั่วทั้งเมือง หลิวหยุนหวาดกลัวตัวสั่น ได้แต่มองดูเหตุการณ์ผ่านช่องตะแกรงหน้าต่าง เนื่องด้วยห้องเคารพบรรพชนตั้งอยู่ในตำแหน่งที่สูงพอจะมองเห็นเหตุการณ์จากภายนอกได้อย่างชัดเจน
“พี่หลิวหยุน เ้ามาช่วยข้าทางนี้จะดีกว่าหรือไม่ ด้านนอกมีอะไรน่าสนใจกัน”
หลิวหยุนมองผู้เป็นาย เวลานี้แทนที่เขาจะตื่นตระหนกตามประสาเด็ก แต่จ้าวตงหยางกับนิ่งสงบเยือกเย็น มือที่กำลังจุดต่อเปลวประทีปน้ำมัน ไม่มีอาการสั่นไหวเลยแม้แต่น้อย
“องค์ชาย ท่านไม่กลัวเหรอ ด้านนอกนั่นกำลังมีการสู้รบกัน สถานะการณ์เช่นนี้ ข้ากลัวนัก หากพวกข้าศึกบุกเข้ามาได้อะไรจะเกิดขึ้น”
“เ้ากำลังคิดไปเองหลิวหยุน กี่ครั้งแล้วที่เคยเกิดเื่เช่นนี้ อย่าได้วิตกกังวลไปเลย เมืองเราหาได้ไร้ซึ่งผู้มีฝีมือไม่”
“ท่านพูดเช่นนั้นก็ถูก แต่…องค์ชายท่านรู้บ้างหรือไม่ เหล่าแม่ทัพมากฝีมือ ล้วนแต่ถูกส่งตัวออกไปประจำชายแดน เป็ตายเช่นไรก็หารู้ไม่ เวลานี้ข้าศึกประชิดกำแพงเมือง ท่านคิดว่าเราเหลือใครมีฝีมือคุ้มภัยได้บ้าง”
ตงหยางคิดตามนางกำนันประจำกาย ถูกของหลิวหยุน คนมีฝีมือล้วนถูกวางตัวให้ออกไปยังชายแดน แต่เวลานี้หน้าด่านคงแตกแล้ว ข้าศึกถึงบุกเข้ามาถึงที่นี่ได้ ในความสงบของเด็กชาย สมองของเขากลับครุ่นคิดถึงทางหนีทีไล่ เตรียมพร้อมเอาไว้ภายในใจ หากสถานะการณ์ด้านนอกรั้งไว้ไม่อยู่ขึ้นมาจริง บุคคลแรกที่เขาต้องรีบไปให้ถึงตัว ก็คือพระมารดา
- มี e book - https://shorturl.asia/mT8gu