เสียงคนพูดคุยกันดังระดมไปทั่วท้องถนนในเมือง พ่อค้าแม่ค้าะโโฆษณาสรรพคุณของสินค้าตนแข่งกันอย่างไม่ลดละ เหยียนชิงและลุงของเขาบัดนี้เดินทางมาถึงเมืองหยาดตะวัน เมืองเพียงเมืองเดียวที่มีถนนติดต่อกับหมู่บ้านทะเลไผ่อันห่างไกล ชายหนุ่มเหลียวมองซ้ายทีขวาทีด้วยท่าทางตื่นเต้น เขาไม่เคยเห็นคนจำนวนมากขนาดนี้มาก่อน ชาวบ้านที่หมู่บ้านทะเลไผ่ อย่างมากก็มีกันสี่สิบถึงห้าสิบคนเท่านั้น
“ผู้คนในเมืองใหญ่ช่างมากมายนัก บ้านเรือนก็ดูเรียงรายสวยงามไปหมด ข้าว่าต่อให้มีเวลาทั้งวันก็คงเดินไม่หมดทั่วเมืองแน่”ชายหนุ่มรำพึงรำพันกับตัวเอง
“ฮะฮะฮะ...... นี่แค่เมืองเล็กๆในจักรวรรดิเองไอ้หนู ยังมีเมืองที่กว้างใหญ่และคนพลุกพล่านมากกว่านี้นัก” หลี่เคอมองไปยังหลานของเขาก่อนยิ้ม เ้าเด็กนี่ไม่เคยเข้าเมืองมาก่อนในชีวิต ย่อมจะต้องตื่นตะลึงเป็ธรรมดา
“เมืองใหญ่กว่านี้? มีเมืองที่ใหญ่กว่านี้ด้วยเหรอท่านลุง?” เหยียนชิงถาม เขาคิดว่านี่คงเป็เมืองที่ใหญ่ที่สุดแล้วกระมัง
มีแน่นอน! เมืองที่เ้าอยู่นี่คือเมืองหยาดตะวัน เป็แค่เมืองเล็กๆในจักรวรรดิที่เราอาศัยอยู่ ถ้าเ้ามีโอกาสได้ไปยังเมืองหลวงของจักรวรรดิ เ้าจะรู้ว่าที่นั่นมีคนมากกว่าเมืองนี้เป็สิบเท่า!”
“สิบเท่า......!!.” เหยียนชิงตะลึงงัน แค่ผู้คนในเมืองนี้ก็มากมายแล้ว เมืองหลวงที่มีคนมากกว่าเป็สิบเท่าจะเป็เช่นไรกัน
“เ้าจะไปใส่ใจอะไรกับจำนวนผู้คน? เ้าควรสนใจเงินในกระเป๋าตัวเองมากกว่า! คนเหล่านี้ซื้อขายกันด้วยเงินเสียเป็ส่วนใหญ่ หากเ้าไม่มีเงิน ย่อมจะอดตายอยู่ในเมืองนี้!!”
“เงินที่ข้าให้เ้าเมื่อเช้าห้าชั่ง เป็เงินตราแลกเปลี่ยนของทั้งโลก ร้อยตำลึงเท่ากับหนึ่งชั่ง ถ้าพันชั่งก็เท่ากับหนึ่งเหรียญทองจักรวรรดิ เ้ามีห้าชั่งก็เท่ากับห้าร้อยตำลึง น่าจะพอกินและหาโรงเตี๊ยมพักได้วันหนึ่งพอดี”
“ชั่ง? ตำลึง? เหรียญทอง? ...........ถ้าร้อยตำลึงเท่ากับหนึ่งชั่ง พันชั่งเท่ากับหนึ่งเหรียญทอง... ถ้าเช่นนั้นหนึ่งเหรียญทองย่อมต้องเท่ากับหนึ่งแสนตำลึง! อา......ช่างยุ่งยากวุ่นวายนัก อีกอย่าง ข้าคงไม่มีวาสนาได้ถือเงินแสนกับเขาหรอก....จะไปคิดให้รกสมองทำไมกัน” เหยียนชิงคิดในใจพลางโยนเหรียญเหรียญเงินห้าเหรียญในมือตัวเองเล่นไปมา
“แล้วทั้งจักรวรรดิใช้หน่วยเงินเดียวกันรึเปล่าท่านลุง?” ชายหนุ่มยังคงมีข้อสงสัย
“ใช้....เพียงแต่ชื่อเรียกต่างกัน ในเมืองนี้พวกเขาเรียกเหรียญทองแดงเป็ตำลึงส่วนเหรียญเงินเรียกว่าชั่ง เหรียญทองก็เรียกคล้ายกัน ถ้าจะให้ดีเ้าควรใช้เป็หน่วยเหรียญเงิน เหรียญทองแดงจะดีกว่า ถ้าวันใดที่เ้าได้มีโอกาสไปเมืองใหญ่กว่านี้จะได้ชิน” หลี่เคอกล่าว
ทั้งคู่เดินพูดคุยไปตามท้องถนน สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย แม่ค้าบางคนะโร้องขายอาหาร บ้างก็ะโเรียกลูกค้าเข้าโรงเตี๊ยม จนกระทั่งเข้าสู่ยามบ่ายของวัน หลี่เคอหยุดฝีเท้าลงที่ร้านค้าที่หมาย แล้วหันไปบอกกับ เหยียนชิง
“ข้าจะเข้าไปขายของกับทำธุระข้างในก่อน เ้าจะเข้าไปกับข้ารึไม่?
เหยียนชิงมองซ้ายมองขวาอย่างตื่นเต้น “ข้าขอเดินเที่ยวอยู่ข้างนอกได้รึไม่ท่านลุง ข้าให้สัญญาว่าจะไม่ไปไกลจากร้านนี่”
หลี่เคอยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆอยู่ครู่หนึ่งพลางคิด “ย่อมได้ แต่อย่าไปไกลให้มากนัก และเมื่อตะวันตกดิน เ้าต้องกลับมารอข้าที่หน้าร้านค้านี่ เข้าใจรึไม่?”
“ขอรับ!” ชายหนุ่มรีบตอบทันที แล้วจึงออกเดินหายไปท่านกลางฝูงชนที่คลาคล่ำบนถนน
........................
เหยียนชิงเดินเล่นอยู่แถบชายถนนรอบนอก ที่นี่เป็ตลาดที่มีผู้คนสัญจรไปมามากที่สุดในเขตเมือง รถม้าหลายคันวิ่งสวนกันไปมาอย่างฉุกละหุก เสียกจ้อกแจ้กของผู้คนยังคงดังอยู่ไม่ขาดสาย
“เร่เข้ามา! เร่เข้ามา! ข้ามีสมุนไพรหญ้าหกนิมิตจากป่าตะวันออก มันจะช่วยหล่อเลี้ยงเส้นชีวิตเ้า เืลมไหลเวียนดีกว่าเดิม กำลังวังชาเพิ่มขึ้น! สนนราคาแค่ต้นละหกสิบตำลึงเท่านั้น!”
“หมั่นโถวจ้า หมั่นโถวร้อนๆเพิ่งออกจากเตา ต้นตำหรับสูตรโบราณประจำตระกูลข้า ราคาลูกละสิบตำลึงเท่านั้น!”
เหยียนชิงเดินมองพ่อค้าแม่ค้าะโโหวกแหวกแข่งกันทั้งสองข้างทาง ชายหนุ่มสาวเท้าเดินไปเรื่อยๆตามท้องถนนจนกระทั่งได้ยินเสียงใสลอยเข้ามาหาเขา
“นี่น้องชาย! ลองหมั่นโถวของพี่สาวหน่อยมั้ย? ลูกละห้าตำลึงเท่านั้นเอง” เสียงหญิงสาวคนหนี่งดังเข้ามาหาเหยียนชิง
“หมั่นโถว? พี่สาวมีอาหารอย่างอื่นอีกรึไม่?” เหยียนชิงลอบมองยังหญิงสาวผู้ใส่ชุดคลุมสีขาวที่เต็มไปด้วยคราบเขม่าฟืน นางอยู่ในวัยแรกแย้ม หน้าตาประดับไปด้วยรอยยิ้มแม่ค้า คล้ายอายุจะไม่เกินยี่สิบปี แต่นางน่าจะแก่กว่าเขาที่อายุสิบเจ็ดปีแน่นอน
“อืมมมมม.........ข้ายังเหลือซาลาเปาอยู่อีกสามลูก มีไส้ถั่วแดงสองลูก ไส้หมูอีกลูก เ้าอยากได้ไส้อะไรล่ะ?” หญิงสาวพูดพลางเปิดหม้อนึ่งซาลาเปาขึ้นมาให้เหยียนชิงดู
“สามลูก? ข้าว่าท่านเหลืออยู่ตั้งห้าลูกนะ” เหยียนชิงพูดพลางส่งยิ้มทะเล้นให้หญิงสาว พร้อมๆกับมอง”ซาลาเปา”อีกสองลูกที่เด้งขึ้นเด้งลงบนร่างกายนาง
ไม่ทันได้คิดอะไรขึ้นมา หญิงสาวหน้าแดงขึ้นทันที “เ้า....ไอ้เด็กแก่แดด คิดจะลวนลามข้าทางสายตาเรอะ”นางหยิบไม้ขึ้นมาตั้งท่าจะตีเหยียนชิงทันที
“ไอ้หยา!! พี่สาวใจเย็นๆ ข้าแค่หยอกเล่นนิดหน่อยเอง งั้นข้าเหมาซาลาเปาทั้งสามลูกหมดเลยก็แล้วกัน ถือซะว่าแทนคำขอโทษของข้านะ?” เหยียนชิงปัดป้องไม้พลางส่งสายตาอ้อนวอนคล้ายกับลูกสุนัขตัวน้อยๆที่้าความเมตตา
“เ้า...........หึ! ก็ดี อย่างน้อยเ้าก็รู้ผิดชอบชั่วดีที่เ้าทำไป สามลูกยี่สิบตำลึง! ไม่มีลด โทษฐานที่เ้าลวนลามข้าทางสายตาและคำพูด!” หญิงสาวสะบัดหน้าแดงก่ำหนีด้วยความขวยเขิน ....อ้า!...เ้าเด็กนี่จะน่ารักน่าชังเกินไปแล้ว ตัวก็โตแต่ดันทำท่าทางเช่นนี้ขึ้นมาได้ ใช่แล้ว!ข้ายังไม่รู้จักชื่อของเขาเลย!
“ข้าจะลดให้เหลือสิบห้าตำลึงหากเ้ายอมบอกชื่อของเ้า......”นางพูดขึ้นอย่างอายๆอีกครั้ง
“ชื่อข้า? ....อืมม......ข้าชื่อเหยียนชิง” ชายหนุ่มกล่าวอย่างตรงไปตรงมา เขาไม่มีเหตุผลที่จะต้องปิดบังชื่อตัวเองอยู่แล้ว
“เหยียนชิง?......วาจาอันบริสุทธิ์? แต่ที่เ้าพูดเกี้ยวข้ามาเมื่อครู่มันไม่เข้ากับชื่อของเ้าเอาเสียเลยนะ~”หญิงสาวได้ทีจึงแกล้งเขากลับ
“อ้ายยย.... พี่สาวนี่ก็ ข้าอาศัยอยู่หมู่บ้านห่างไกล ไม่ค่อยได้เห็นหญิงสาวที่งดงามเช่นท่านมาก่อนก็อดจะแกล้งไม่ได้เป็ธรรมดาอยู่แล้ว” ชายหนุ่มหน้างอ ั้แ่อดีตจนถึงปัจจุบัน เขารักชื่อที่ป้าหลี่ตั้งให้เขามาก
“ฮะ? เ้ามาจากหมู่บ้านห่างไกล ข้าก็นึกว่าเ้าเป็คุณชายมาจากตระกูลใหญ่ซักตระกูลในเมืองอื่น” หญิงสาวคิ้วขมวดเป็ปม ชายหนุ่มข้างหน้าดูดีเกินกว่าที่จะเป็พวกบ้านนอกเข้ากรุงธรรมดาๆ เอ๊ะ! หรือว่าจะเป็ดอกไม้งามที่อยู่ในป่าลึก เหมือนกับสุภาษิตที่ใครๆต่างพูดกัน?
“ข้าน่ะรึคุณชาย? พี่สาว พี่มองผิดคนแล้วล่ะ ข้าเกิดมาในครอบครัวพรานป่า ไม่ได้มีซักเศษเสี้ยวของความเป็ลูกคุณหนูอะไรนั่นเลยนะ”ชายหนุ่มส่ายหัวทันที ตัวเขาไม่มีท่าทางที่แสดงถึงความเป็คุณชายตระกูลใหญ่แม้เพียงนิดเดียว
“ที่เ้าพูดมาดูคล้ายจะจริง สงสัยว่า่นี้ข้าค่อนข้างเลอะเลือน เอ้านี่! ซาลาเปาสามลูกทั้งหมดสิบห้าตำลึง จ่ายมาซะดีๆ”หญิงสาวยกถุงที่บรรจุซาลาเปาสามลูกให้แก่เหยียนชิงก่อนแบมือรอรับเงิน
เหยียนชิงรับถุงซาลาเปาไว้ในมือแล้วจึงจ่ายเงินให้แก่นาง “อย่าพูดเช่นนั้นสิพี่สาว พี่อายุยังน้อยจะมาเลอะเลือนอะไรกัน ท่านก็แค่เบลอเพราะหลงรูปร่างกับใบหน้าอันสง่างามของข้าก็เท่านั้นเอง ฮี่ๆ”
“จะ....เ้า! ช่างหลงตัวเองนัก รีบไปไกลๆข้าเดี๋ยวนี้ วันนี้มันวันอะไรกัน ทำไมข้าต้องมาเจอเด็กแก่แดดอีกทั้งยังหลงตัวเองในคนๆเดียวกันด้วย!” หญิงสายทั้งอับอายทั้งมีโทสะ นางก็แค่คิดว่าเ้าหนุ่มนี่ยังดูดีอยู่บ้าง ไม่คิดเลยว่าจะโดนตอกกลับมาแบบนี้
ดวงอาทิตย์เริ่มเคลื่อนไปยังขอบฟ้าคล้ายเป็สัญญาณว่าใกล้จะหมด่เวลากลางวัน
อ่า.......ใกล้มืดแล้ว ข้าคงต้องรีบกลับไปที่ร้านก่อนที่ท่านลุงจะออกมา เหยียนชิงมองไปยังขอบฟ้าที่บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็สีแดงเพลิง “ไว้เจอกันครั้งหน้านะพี่สาว ถ้ามีวาสนาเราคงได้กลับมาเจอกันอีกแน่! โอ้! ใช่แล้ว!ข้ายังไม่ทราบชื่อของท่านเลย ท่านบอกข้าได้หรือไม่?”
“.........ซูฉี คือชื่อของข้า เ้าคุยสนุกดี ปกติแล้วข้าไม่เอ่ยชื่อตัวเองขึ้นพล่อยๆเช่นเ้าแน่” หญิงสาวที่ชื่อซูฉีกล่าวตอบ
“โอ้....! ซูฉี? เป็ชื่อที่ดีนะ ลาก่อนพี่สาว!” เหยียนชิงวิ่งออกไปทันที
“เหยียนชิงอย่างนั้นรึ........ถ้าข้าได้เจอเ้าอีกครั้งก็คงจะดีไม่น้อย” ซูฉียิ้มพลางส่ายหัวของนางไปมาก่อนจะเดินไปเก็บหม้อนึ่งที่อยู่บนแผงลอย
เหยียนชิงไม่รู้เื่รู้ราวว่ามีหญิงสาวบ่นถึง เขาเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าร้ายค้าที่ลุงของเขาบอกให้มารอ แต่ดูเหมือนว่าหลี่เคอจะยังทำธุระไม่เสร็จ เหยียนชิงจึงเดินวนไปเวียนมาอยู่หน้าร้านพลางกัดซาลาเปาที่ซื้อมาไปด้วย
“เอ หรือข้าจะขอท่านลุงอยู่ต่ออีกซักวันดี?”