คำเตือน
เนื้อหาบทนี้มีการสปอยล์
ถ้าไม่อยากอ่านก็ดองไว้ก่อนได้ค่ะ
……………………
ตอนพิเศษ
ขอพรเทพสมุทร
ทุติยเพ็ญ (blue moon) หมายถึงดวงจันทร์ปรากฏตัวบนเวิ้งฟ้าเต็มดวงในหนึ่งปีจะเกิดขึ้นเดือนละครั้ง ทุกสองหรือสามปีทุติยเพ็ญจะเพิ่มขึ้นหนึ่งครั้งที่เพิ่มขึ้นมานี้ถูกเรียกว่า ดวงจันทร์สีน้ำเงิน หรืออธิบายง่ายๆ ก็คือการเต็มดวงครั้งที่สองในเดือนนั้น เรียกว่าดวงจันทร์สีน้ำเงินนับเป็ค่ำคืนพิเศษของชาวเกาะยูจิน สามารถขอพรจากเทพสมุทรได้
คฤหาสน์จ้าวคึกคักเป็พิเศษ เนื่องจากมีงานฉลองวันคล้ายวันเกิดครบรอบแปดสิบปีเต็มของท่านผู้เฒ่าจ้าว จ้าวเถียนอ้ายและยังเป็ค่ำคืนทุติยเพ็ญอีกด้วย ตระกูลจ้าวจึงจัดงานอย่างยิ่งใหญ่บัตรเชิญถูกแจกจ่ายไปแล้วหลายร้อยใบ
ยังไม่ทันเริ่มงาน ลานจอดรถหน้าคฤหาสน์ ก็เรียงรายไปด้วยรถหรูหลายสิบคัน
คนรับใช้และบอดี้การ์ดของตระกูลจ้าวต่างมีงานล้นมือต้องรับผิดชอบ เพราะได้เหรินซวงอิ๋นเป็แม่งานควบคุมทุกอย่างในงานจึงเรียบร้อยไม่มีที่ติ ผู้ใหญ่ฝั่งตระกูลจ้าวออกปากชมเปาะใครได้คุยกับคุณนายเล็กจ้าว ก็เป็อันต้องยกยออย่างน้อยก็ประโยคสองประโยค
“ดูเหมือนสะใภ้ใหญ่ของบ้านจ้าว จะเป็ที่รักและชื่นชมไม่เสียเปล่าที่พวกคุณขายที่ผืนนั้นให้พวกเขา ยินดีด้วยนะคะคุณนายเหรินการค้าครั้งนี้กำไรแล้ว”
พูดเหมือนตระกูลเหรินเอาลูกหลานมาเป็ของแถม (ถึงจะจริงก็เถอะ)แต่คนบ้านเหรินฟังทีไรก็ขัดหูทุกที
เหรินม่ายหม้าย คุณนายเหรินแม่ของเหรินซวงอิ๋นเป็คนที่ใครก็บอกว่าโกรธไม่เป็ ประชดใครก็ไม่ได้ ทั้งยังขวัญอ่อนดูจากยิ้มอ่อนโยน เหมือนสายลมยามเย็นที่ติดหน้าตลอดเวลาจนน่าหมั่นไส้นั่นก็รู้
“ขอบคุณค่ะคุณนายหง อิ๋นอิ๋นของดิฉันนิสัยเอาแต่ใจได้การขัดเกลาหลังแต่งงาน ทำให้เป็ผู้เป็คนขึ้น”
เธอมองลูกชายพร้อมพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวาน “เด็ก ๆเมื่อถึงเวลาเติบโตก็ควรเติบโต ขืนไม่ยอมโต อาจจะไม่มีโอกาสได้โตอีก”แล้วก็ทำเหมือนพึ่งนึกขึ้นได้
“เอ๊ะ ดูเหมือนคุณชายหงยังไม่ได้หมั้นหมายแม่หนูคนนั้นเมื่อไหร่จะผ่านด่านแม่ยายล่ะคะ ยิ่งแต่งช้าก็จะโตช้า เสียเวลานะคะ”
หงผูเหย่ยิ้ม แต่จิกสายตามองแรง ไหนว่าแม่นี่ไม่สู้คนไง ใครใครมันกล้าปล่อยข่าวลือไม่จริง
“เหมินเหมินของเราไม่รีบร้อน” เธอป้องปากหัวเราะพองาม
“รายนั้นเขารู้ความั้แ่เด็กแล้ว เลือกเมียต้องให้ดีพร้อมจะสุ่มสี่สุ่มห้าเลือกคงไม่ดี”
“ใช่ ๆ คุณนายหงพูดถูกต้อง คุณชายหงตาถึงต้องเลือกสะใภ้ที่ถูกใจแม่ได้แน่นอน"
คนฟังยิ้มแทบไม่เป็ยิ้ม เลือกสะใภ้ถูกใจอะไรกันเ้าหงเหมินคว้าผู้หญิงแต่ละคน หญิงงามเมืองทั้งนั้น
เหรินม่ายหม้าย กวนโมโหหงผูเหย่พอสมควรแล้ว ก็รีบบอกลา
"แย่จริง ดิฉันก็มัวแต่คุยลืมไปเลยว่าเมื่อครู่คุณนายจ้าวให้เด็กมาตาม ขอตัวก่อนนะคะ ว่าง ๆเชิญคุณนายหงมาจิบชาที่บ้านเหริน เราได้ชาดีมาจากเมืองหลงโต้วบ้านเข่อส่งมาเยอะเชียว”
“ขอบคุณค่ะ ไว้ว่าง ๆ ดิฉันจะแวะไปรบกวน”
"ยินดีอย่างยิ่งค่ะ"
พูดจบคุณนายเหรินก็เดินเหมือนเหาะไปโน่นแล้วพอได้ยินชื่อตระกูลเข่อคุณนายหงพลันหงุดหงิดขึ้นมาใบหน้าที่แต่งเติมมาเป็อย่างดีไม่อาจปกปิดความไม่พอใจถ้าไม่ใช่เพราะนังคณิกาดาเร็น ยุยงให้ลูกชายเธอไปผิดใจกับคุณชายเล็กตระกูลนั้นป่านนี้ทั้งสองตระกูล คงไม่ถึงกับร่วมธุรกิจไม่ได้ ยิ่งตอนนี้ตระกูลเข่อกับตระกูลเหรินมีความสัมพันธ์แแ่โดยไม่ทราบสาเหตุเช่นนี้ ยิ่งไม่น่าไว้ใจ
คิดดูหากเข่อซิงนับถือเหรินซวงอิ๋นเป็พี่สะใภ้ก็ไม่เห็นต้องใส่ใจขนาดนี้ หรือมีใจตีท้ายครัวตระกูลจ้าวถ้างั้นตระกูลจ้าวกับตระกูลเข่อก็ญาติดีกันได้อีกไม่นาน
นี่ก็นับเป็เื่ดีต่อพวกเธอ หรือเปล่านะ
ถ้าเธอกำจัดยัยแฟนลูกชายได้ ฟื้นฟูความสัมพันธ์ของพวกเขาใหม่ยังไงซะทั้งเข่อซิงและหงเหมินก็คือว่าที่ประมุขตระกูลแค่เื่ผู้หญิงหลายใจคนเดียว ย่อมไม่ควรค่าให้ใส่ใจ
ถึงวันที่ตระกูลเข่อกับตระกูลจ้าวตีกันเองแย่งเหรินซวงอิ๋นพวกเธอก็แค่แสดงออกว่าสนับสนุนฝั่งเข่อซิงร่วมมือกับตระกูลเข่อโค่นล้มอำนาจของจ้าวจิงถิง
คุณชายรองและคุณชายเล็กตระกูลจ้าวไม่ได้ความหากตระกูลจ้าวได้สองคนนี้เป็ผู้นำ เกรงว่าจะรักษาอำนาจไว้ได้อีกไม่นานหรอกสุดท้ายตระกูลหงค่อยรับผลประโยชน์ โดยไม่ต้องลงแรงมากมาย
ลองนึกภาพวันที่ตระกูลหงเป็ตระกูลเดียวที่มีอำนาจบนเกาะแห่งนี้สิ
ช่างเป็เื่ราวดี ๆ
ในใจเกิดความยินดีปรีดา คุณนายหงก็หน้าบานขึ้นมาอีกรอบเธอจัดผ้าคลุมไหล่เสร็จ ก็ก้าวเดินไปด้านหน้ายิ้มหวานทักทายคุณนายตระกูลหนึ่งที่เดินผ่านมาพอดี พูดคุยเื่ไม่เป็เื่แล้วเสแสร้งชื่นชมกันไปมา
เหรินซวงอิ๋นเดินตรวจความเรียบร้อยในงาน จนคุณย่าจ้าวให้คนมาตามบอกว่าบ้านเหรินมาถึงแล้ว เขากำชับหยาหยาอีกสองสามอย่างแล้วค่อยไปหาคนในครอบครัวของตน พอไปถึงพบว่าคนบ้านเหรินมีคุณชายใหญ่จ้าวดูแลอยู่พ่อ แม่ ปู่ ย่า และทนายไป๋พ่อลูก อยู่กันพร้อมหน้าขาดแค่พี่ชายอีกสองคนของเขาที่อยู่บนแผ่นดินใหญ่ไม่ได้มา
“เหล้านี้อิ๋นอิ๋นหมักเองเลยครับ ทุกท่านลองชิมดูคุณปู่ของผมชอบมาก”
ไป๋เหลียงถาม “แล้วคุณชายใหญ่ชอบด้วยไหมครับ”
จ้าวจิงถิงยังไม่ทันได้ตอบ เหรินซวงอิ๋นก็เดินมาถึงเสียก่อนเหรินเชียงซินเห็นหลานรัก ก็เรียกหาทันที “ซวงอิ๋นหลานมาแล้ว”จ้าวจิงถิงหุบปากทันที แล้วกลืนคำตอบที่คิดไว้ลงคอ
เหรินซวงอิ๋นคาระวะผู้ใหญ่ในบ้านตัวเอง“มากพิธีแบบนี้ั้แ่เมื่อไหร่กันลูกคนนี้”เหรินเวินสือว่าลูกชายคนเล็กแต่แววตาเขาพอใจมากที่เหรินซวงอิ๋นโตเป็ผู้ใหญ่ได้ก่อนเขาตาย ์ท่านช่างเมตตาพวกเรา
เหรินม่ายหม้าย กับเหรินเชียงซิน แม่และย่าแทบจะลุกมาจับเขาหมุนดูั้แ่หัวจรดเท้า ย่าถามเื่กิน แม่ถามเื่นอนเหรินเส้าต้าผู้เป็ปู่ยังอยากรู้ด้วยว่าอยู่ที่นี่มีใครรังแกไหม
ประมุขเหรินมองซ้ายมองขวากลัวคนอื่นได้ยินจะคิดว่าพวกเขาไม่ไว้ใจให้ลูกแต่งเข้าตระกูลนี้ ถึงจะเป็ความจริงก็ไม่ควรพูดให้โจ่งแจ้ง เหรินเวินสือกระแอม
“ทุกคนครับ นั่งก่อนดีไหม”
หลังจากนั้นรอบโต๊ะกลมก็มีเพียงจ้าวจิงถิงนั่งเป็ใบ้อยู่ฝ่ายเดียวเขาจะอ้าปากก็ไม่ทันคนอื่น และไม่มีใครส่งบทพูดให้เขาเลยด้วยสุดท้ายก็เลยได้แต่นั่งมองภรรยาเงียบ ๆ
กระทั่งคนบ้านเหรินซักถามเหรินซวงอิ๋นจนพอใจแล้ว ก็เริ่มรู้สึกตัวว่ายังมีคนนอก?อยู่ด้วย“คุณชายจ้าวมีอะไรก็ไปทำเถอะค่ะ ขอบคุณมากที่ต้อนรับพวกเราอย่างดี”เหรินเชียงซินกล่าวกับเขา
จ้าวจิงถิงรีบเสนอหน้าเมื่อได้โอกาส “ไม่ครับ ผมไม่มีอะไรทำให้นั่งคุยเป็เพื่อนคุณพ่อคุณแม่ คุณปู่คุณย่าทั้งคืนก็ได้”
คนบ้านเหรินนึกสงสัย มองเหรินซวงอิ๋นไหนว่าสัญญาแค่สามปีจะเลิกไง นี่ก็ใกล้จะครบแล้ว ละครก็ไม่ต้องเล่นแล้วมั้ง
เหรินซวงอิ๋นไม่รู้จะอธิบายยังไงเหมือนกันจ้าวจิงถิงคนนี้กลับกลอกนัก เปลี่ยนไปมาเดายากยิ่งกว่าแต้มไฮโล สองปีหลังแต่งงานเขายิ่งไม่ปรกติ อาจเพราะโดนพิษตะขาบโลหิตทำร้ายสมอง
“สวัสดีค่ะทุกท่าน ขออภัยพวกเราเพิ่งปลีกตัวได้ จิงถิงซวงอิ๋นไปเตรียมตัวเถอะ ทางนี้ย่ากับแม่จะดูแลเอง”
จ้าวหลันหรูควงคู่มากับวิกตอเรียที่เดินตามมีป้าจูและสาวใช้ข้างกายของคุณนายจ้าว ซึ่งเหรินซวงอิ๋นฝึกฝนมากับมือไม่นานประมุขจ้าวก็ตามมา ทั้งบ้านจ้าวและบ้านเหรินจึงได้ร่วมโต๊ะกันอีกครั้ง
สองปีมานี้ทั้งสองตระกูลแม้จะรู้แก่ใจดีเื่สัญญาสามปีที่ฝั่งบ้านจ้าวอยากฉีกทิ้งแต่ยังหาโอกาสไม่ได้ พวกเขาได้ร่วมงานใหญ่กันหลายหนทุกงานบ้านจ้าวก็จะใช้อิทธิพลของตน รวมโต๊ะสองตระกูลเป็โต๊ะเดียวมาตลอด
ด้วยท่าทีรักใคร่เอ็นดูสะใภ้ใหญ่ของคนบ้านจ้าวหากจ้าวจิงถิงชัดเจนว่ารักเหรินซวงอิ๋น ทางบ้านเหริน คงวางใจได้มากกว่านี้
“เตรียมตัวอะไรลูก” เหรินซวงอิ๋นตอบคำถามของแม่
“ของขวัญวันเกิดให้คุณปู่ครับถ้างั้นผมกับจิงถิงขอตัวสักครู่นะครับ”
ไป๋เหลียงตาไว ทันเห็นว่าคุณชายจ้าวยิ้มก่อนจะลุกแต่รอยยิ้มอยู่ไม่นานก็อันตรธานไป เขาอยากขยี้ตาใหม่เพราะคิดว่าตาฝาด
“เป็อะไรของแก ยังไม่คารวะผู้ใหญ่บ้านจ้าวอีก เ้าลูกคนนี้นับวันจะยิ่งใช้ไม่ได้”
ทนายไป๋ดุลูกชาย ไป๋เหลียงรีบทำตามทำสั่งพ่อพวกผู้ใหญ่หัวเราะไม่ได้ถือสาเขา บ้านเหรินให้ความสำคัญกับสองพ่อลูกไป๋พวกเขาก็ให้เกียรติตาม ไป๋เหลียงเป็คนสนิทของซวงอิ๋น พวกเขาก็ไว้ใจด้วยไป๋เหลียงรู้สึกว่าคุณหนูแต่งเข้าตระกูลนี้ ถ้าไม่นับศัตรูพวกเขาตามมาทำร้ายบ้าง
นอกนั้นก็...ไม่เลว
ด้านเ้าของวันเกิดจ้าวเถียนอ้ายนั่งโต๊ะร่วมกับแขกคนสำคัญเป็เพื่อนวัยเดียวกันสองสามคนนายผู้เฒ่าของแต่ละตระกูลใหญ่แวะเวียนมาดื่มอวยพรให้ไม่ขาดถ้าไม่ได้เหล้าที่เหรินซวงอิ๋นหมัก ทำให้เมาช้า ป่านนี้เ้าของงานคอพับนานไปแล้วก็เล่นดื่มจริงจังหมดจอกให้ทุกคนซะขนาดนั้น
เหรินเส้าต้าปู่ของเหรินซวงอิ๋นถูกเชิญไปนั่งโต๊ะนั้นแต่ท่านไม่ไปอ้างว่าดื่มไม่เก่ง แต่ความจริงทุกคนต่างรู้กันดีตราบใดที่สองตระกูลยังไม่ดองกันอย่างแท้จริง สัญญาสามปีนั้นยังไม่ถูกยกเลิกก็ยากที่คนบ้านเหรินจะสนิทใจกับคนบ้านจ้าว อย่างแท้จริง
เสียงขิมหยางแสนไพเราะที่กำลังบรรเลงอยู่หยุดลงพิธีกรคนสวยซึ่งรับค่าจ้างก้อนโตไปแล้ว ขึ้นมาทำหน้าที่
“ทุติยเพ็ญค่ำคืนนี้งดงามเกินบรรยายขอเชิญทุกท่านชมการแสดงของคุณนายเล็กและคุณชายใหญ่จ้าวเพลงนี้ทั้งสองตั้งใจให้เป็คำอวยพร เนื่องในวันสำคัญของท่านผู้เฒ่าจ้าวค่ะ”
ไฟบนเวทีหรี่แสง ไม่นานก็สว่างอีกครั้งปรากฏชายคู่หนึ่งที่เหมาะสมดั่งกิ่งทองใบหยก ทั้งคู่สวมชุดฮั่นฝูแบบร่วมสมัย
จ้าวจิงถิงสวมชุดสีขาวขอบแดง นั่งอุ้มพิณพระจันทร์เหรินซวงอิ๋นสวมชุดสีแดงขอบขาว ใส่ต่างหูเงินยาวระย้าข้างหนึ่งเข้ากับใบหน้าที่มองไม่เบื่อของเขาเป็อย่างยิ่งเขายื่นมือรับไมค์ไร้สายจากพิธีกรสาว แล้วก็เดินไปยืนตรงกลางเวที สบตากับคนทั้งงาน
“สุขสันต์วันเกิดครับคุณปู่ ผมกับจิงถิงไม่มีของขวัญล้ำค่าแต่ทุกคำอวยพรของพวกเราล้วนกลั่นออกมาจากใจ เชิญคุณปู่รับชมและรับฟัง...”
เหรินเส้าต้าพยักหน้าตั้งใจรอชม แม้แต่จอกเหล้าในมือก็ถูกวางลงเป็ครั้งแรก
ไฟในงานดับลง มีเพียงสองดวงที่ส่องสว่างหนึ่งดวงส่องไปที่จ้าวจิงถิง อีกหนึ่งส่องไปทางเหรินซวงอิ๋น นอกจากจันทราบนฟ้าที่แห่งนี้นอกจากพวกเขา ก็ไม่มีใครแล้วที่เปล่งประกายมีค่าควรให้มอง
เสียงติ๊งแรกดังขึ้น หลังชายหนุ่มสะบัดก้านนิ้วััเส้นสายของพิณเหรินซวงอิ๋นเป็คนสอนให้เขาเล่นพิณนี้ ฝีมือของเขายังไม่เข้าขั้นแต่พอทนฟังไหวปู่จ้าวยิ้มจนปากแทบจะถึงหู ทั้งตื้นตันทั้งยินดี หลานชายคนโตยอมเรียนดนตรีขัดเกลาจิตใจกลายเป็คนลึกซึ้งขึ้น ไม่ว่าในฐานะปู่หรือในฐานะอดีตประมุขก็ยินดีทั้งนั้น
เหรินซวงอิ๋นเริ่มร่ายกวีคอลเสียงพิณเสียงดนตรีชวนล่องลอยเร่งเร้าสลับเบาช้า คล้ายคำกล่าวที่เอื้อนเอ่ยออกมาฟังแล้วให้รู้สึกว่ารื่นหู
“ดาวระดาษเต็มนภาไม่สู้หนึ่งจันทราเต็มดวง ตระกูลจ้าวแห่งนี้ยังสง่าน่าเกรงขามเพราะมีบารมีของท่านผู้เฒ่า ต่อหน้าดวงจันทร์สีน้ำเงินบนฟ้าขอท่านปู่อายุยืนยาว แข็งแรงไร้โรค หมื่นเื่ราวให้สมปรารถนาเป็ผู้นำพาร่มเย็น......”
คำอวยพรที่ร้อยเรียงมาเป็อย่างดี ทั้งน่าฟังทั้งชวนให้ชื่นบาน บวกกับน้ำเสียงเป็หนึ่งเดียวกับดนตรีฟังแล้วไม่ต่างจากเพลงอวยพร เพลงหนึ่ง คนทั้งงานตกอยู่ในภวังค์บ้างเงยหน้ามองพระจันทร์ บ้างใจลอยไปในความมืด ของขวัญชิ้นนี้เรียกว่าไร้ค่าช่างถ่อมตัวเหลือเกิน
“เพราะจับใจ ใครแต่งให้กันนะ” แขกในงานถามคนที่นั่งข้างกันคนถูกถามส่ายหน้า แล้วยกนิ้วจรดริมฝีปาก “ชู่ว์ ฟังให้จบ อย่าเพิ่งขัด”
หลังจากนั้นในงานนอกจากเสียงพิณและการร่ายกวีของเหรินซวงอิ๋นแล้วก็ไม่มีเสียงอื่นกล้าดังขึ้นแทรก
เมื่อการแสดงจบลง คนดีดพิณยังไม่อาจถอนสายตาจากนักกวีได้เหรินซวงอิ๋นโค้งตัวลง ถอยหลังจะลงจากเวที
ผู้คนปรบมือให้ ดังสนั่น คุณปู่เ้าของคำอวยพรกล่าวเสียงดัง“ดี ดี ดี” อยู่หลายรอบเหมือนว่ากี่รอบก็ไม่เพียงพอคำชื่นชมดังขึ้นจากโต๊ะนั้นโต๊ะนี้นั่นแหละ...คุณชายใหญ่จ้าวถึงรู้ตัวว่าตนมองตามภรรยา จนเหลียวหลัง
“เอ่อ..คุณชาย จะบรรเลงอีกสักเพลงหรือเปล่าคะ”พิธีกรเห็นเขายังไม่ลงก็เลยถาม
“ไม่ ๆ คุณทำหน้าที่ต่อเถอะ” แล้วคุณชายใหญ่ก็ลุกออกไปได้สักที
พอจ้าวจิงถิงลงมาจากเวทีก็เจอกับเข่อซิงที่ยังทำหน้าเหมือนคนฝันหวานยังไม่ตื่นเมื่อเห็นเขาก็พุ่งเข้ามาจับแขน แล้วเริ่มเพ้อ
“พี่สะใภ้ช่างล้ำค่า พี่รู้ไหมว่าตัวเองเป็อัญมณีมีราคาควรค่าให้หวงแหน พี่ใหญ่ท่านต้องรักษาไว้ให้ดี อย่าให้หลุดมือ”
คุณชายใหญ่จ้าวยืดหลังที่ตรงอยู่แล้ว ให้ตรงได้อีก “เมียของฉันฉันย่อมรู้ดี ไม่ต้องให้นายมาบอก”
“อ้อ..ครับ ๆ ผมสอนลิงเก็บมะพร้าว แส่ไม่เข้าเื่เองขอโทษครับ ว่าแต่พี่ใหญ่รู้มั้ย พี่สะใภ้เขาซื้อที่ของตระกูลผมไว้แปลงหนึ่งเป็ที่บนเขา เห็นว่าจะเอาไว้ปลูกสมุนไพร อนาคตจะให้พวกเราตระกูลเข่อเป็คนกลางส่งออกให้ด้วยไม่ ๆ ผมถามผิด พี่ต้องรู้ก่อนผมอีกใช่ม้า”
เข่อซิงพอเมา ก็เริ่มบ้าน้ำลาย“เื่นี้พ่อแม่ของผมชื่นชมพี่ซวงอิ๋นมาก บอกว่าเป็คนรุ่นใหม่ที่มองการณ์ไกล...”
เข่อซิงเล่าไปเล่ามา เล่ามาเล่าไปแต่จ้าวจิงถิงได้ยินถึงแค่นั้น ซื้อที่อะไร สมุนไพรอะไร ทำไมไม่เห็นภรรยาปรึกษาเลย
ทิ้งเข่อซิงไว้ บอกจะไปเปลี่ยนชุด แต่เดินตามหาเมียไปทั่วยังไงก็ต้องถามให้รู้เื่
ด้านเหรินซวงอิ๋นไม่ได้เปลี่ยนชุดเช่นกันเขาว่าใส่ชุดนี้สบายกว่าใส่สูท ก็เลยว่าจะใส่จนจบงานไม่เปลี่ยนแล้วลงจากเวทีก็มีเื่ให้จัดการ บอดี้การ์ดบ้านจ้าวมีบางคนเมาแล้วเผลอตัวลวนลามสาวใช้ ฮุ่ยหนี่ว์ไม่รู้ว่าควรจัดการยังไงจึงมารายงานคุณนายเล็ก
ฝั่งจ้าวจิงถิงเจอใครก็ตามถึงภรรยาจนได้ความว่าเหรินซวงอิ๋นไปจัดการเื่ในบ้านที่เรือนหลัง (เรือนนอนคนรับใช้)เขารีบตามไป ทันเห็นตอนที่บอดี้การ์คนนั้นกำลังคุกเข่ากล่าวขอโทษดูกลัวเหรินซวงอิ๋นเอามาก ๆ คุณชายใหญ่จ้าวคิด
‘ั้แ่เมื่อไหร่กันนะ ที่คนทั้งบ้านจ้าวเกรงและกลัวเมียของเขา’
เสียงของเหรินซวงอิ๋นดังขึ้น...
“คุณยังไม่บุบสลาย เขาก็แค่ขาดสติเื่นี้นับว่าผิดแต่ยังลงมือไม่สำเร็จ เอาแบบนี้ ผมให้หัวหน้าคุณตัดสินเองว่าจะลงโทษเขายังไง”
สาวใช้ใส่ชุดสีดำ เป็ลูกน้องอู่ซีห่าว ฝ่ายทำงานทั่วไปไม่ได้ก้มหน้าก้มตาอับอาย กลับกันเธอมองคนทำผิดคล้ายอยากจะสับเขาเป็ร้อยชิ้น
อู่ซีห่าวก้าวขึ้นมา ชายคนนี้ยังอ่านยากไม่เปลี่ยนเขาก้มหัวให้คุณนายเล็ก “ผมไม่กล้าครับ คุณนายเล็กลงโทษได้เลย แค่ให้ลูกน้องของผมได้รับความเป็ธรรมก็พอ”
เหรินซวงอิ๋นถามย้ำ “แน่ใจนะ ที่ให้ผมตัดสิน”
“ครับ”
“งั้นให้คุณ” เขาชี้ไปที่บอดี้การ์ด “ออก”
บอดี้การ์ดตาโตแทบถลนออกมา “ไม่นะครับ คุณนายเล็กละเว้นผมด้วยผมขอโทษ ผมรู้ผิดแล้ว ผมจะไม่ทำอีกแล้ว ผมจะไม่ทำอีก ผมสาบาน ผมขาดสติเพราะเมาลดเงินเดือนก็ได้ ตัดเงินเดือนก็ได้ แต่ได้โปรดอย่าไล่ผมออกเลยครับ”
“พอ ๆ ไม่ต้องพูดมาก ก่อนทำไม่คิดให้ดีกล้ามาก่อเื่ในวันงานท่านผู้เฒ่าแล้วยังรบกวนคุณนายเล็กต้องมาวุ่นวายเพราะเื่ไม่เป็เื่อีก”หัวหน้าบอดี้การ์ดง้างมือจะตบลูกน้อง
เหรินซวงอิ๋นไม่ได้ห้าม หัวหน้าจึงจำเป็ต้องตบจริงเพราะไม่มีใครห้าม จ้าวจิงถิงเคยเห็นเมียจัดการปัญหาในบ้าน ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกแต่ทุกครั้งก็ยังหวั่นไหว อดมองสายตาเด็ดขาดของเหรินซวงอิ๋นให้นานอีกหน่อยไม่ได้
ส่วนคนทำผิด โดนตบไปแล้ว ก็ยังไม่เลิกอ้อนวอนขอความเมตตา หลังๆ พวกบอดี้การ์ดหลายคนก็มาขอร้องแทนคนผิดอีกด้วย คุณนายเล็กคงเริ่มรำคาญจึงกล่าวตัดบท
“ความจริงความผิดของคุณไม่น่าให้อภัย ไม่รู้เวลาไม่รู้จักควบคุมตัวเอง ไม่รู้กฎ ถามหน่อยคุณรู้อะไรบ้าง”
“เอ่อ..อา”
“อา ๆ เอ่อ ๆ ถามก็ตอบไม่ได้ งั้นให้คุณไปทำงานแทนเธอหนึ่งเดือนถ้าทำได้ไม่ดี ก็ทำแทนเธอไปตลอดเลย”
“คุณนายเล็ก”
“ไม่ทำก็ไล่ออก”
“.....”
บอดี้การ์ดต้องไปทำงานทั่วไป เหมือนถูกลดตำแหน่ง ไม่พอต้องโดนสายตาทุกคนเหยียดหยาม ดีนะไม่ไปลวนลามคนครัวไม่งั้นคงได้ล้างจานจนมือเปื่อย หั่นหอมจนตาบอดแน่ โหดกว่าโดนไล่ออกอีกนะนั่น
“ว่าไง”
“ครับ ผม..ยอมรับโทษครับ”
คนส่วนใหญ่คิดว่าเ้านี่คงมีภาระทางบ้าน ตกงานก็คงลำบาก เลยยอมทุกอย่างคนหนอคน จนแล้วยังจะกล้าสร้างเื่
เหรินซวงอิ๋นลุกขึ้น “หมดเื่แล้ว อาเหลียงไปกันเถอะ”ไป๋เหลียงลุกตามคุณหนู แต่พอพ้นจากพวกคนใช้ ก็ถามขึ้นด้วยความสงสัย
"คุณหนูเื่เมื่อกี้ทำไมไม่ไล่เขาออกล่ะครับ"
"อาเหลียงเราอยู่ด้วยกันมาขนาดนี้คุณลองเดาดู ว่าผมมีเหตุผลอะไร ต้องทำให้เื่มันยุ่งยาก"
ไป๋เหลียงคิด จ้าวจิงถิงที่แอบฟังก็คิด ตอนไป๋เหลียงเดาออกไปคุณชายใหญ่ก็ได้คำตอบเช่นกัน
"เป็แผนเหรอครับ"
"ใช่"
"เพราะคุณหนูสงสัยหัวหน้างานคนนั้นเลยวางแผนให้มีคนไปจับตาดูเขาอย่างใกล้ชิด"
เหรินซวงอิ๋นพยักหน้า ชมคนสนิท"ไม่ผิดหวังที่ฉันไว้ใจนายที่สุด"
ยามนี้นอกจากไป๋เหลียงแล้ว อีกคนที่เดาเหตุผลออกเหมือนกันก็ยืดอกยิ้มภูมิใจ
ไป๋เหลียงอยากเข้าห้องน้ำจึงขอเลี่ยงไปอีกทางเหรินซวงอิ๋นก้าวขาต่อไป เพื่อกลับเข้าไปในงาน แต่ถูกใครบางคนขวางไว้
“คุณชายจ้าว มีธุระกับผมเหรอ”
“มี”
“ครับ?”
"ขอบใจที่ช่วยสอนเล่นพิณ"
"ไม่ต้องเกรงใจผมทำเพื่อท่านผู้เฒ่า" เหรินซวงอิ๋นคิดว่าหมดเื่แล้วก็ทำท่าจะไปอีกคนก็พูดขึ้นมาอีก
"กวีของนายใช้ได้"
"จะดีกว่านี้ถ้าคุณดีดพิณให้ถูกจังหวะ"
"ฉัน..ยังผิดอีกเหรอ"คุณชายใหญ่รู้สึกห่อเหี่ยว เขาก็ตั้งใจฝึกมากแล้วนะ เมื่อกี้ใครจะฟังออกว่าเพี้ยนถ้าไม่ใช่คนที่เป็นักดนตรีและชำนาญเครื่องดนตรีชนิดนี้ นับว่าเขาเก่งมากแล้วเถอะคู่ควรกับคำชื่นชม สักคำก็ยังดีนะ
เมื่อสามีเงียบ คงหมดเื่คุยแล้วจริง ๆเหรินซวงอิ๋นจะก้าวขาอีกครั้ง แต่ก็ถูกเขารั้งไว้อีกรอบ คราวนี้เื่ใหม่
“นายซื้อที่ของตระกูลเข่อทำไม ไม่บอกฉัน”
เหรินซวงอิ๋นเห็นว่าเื่นี้น่าจะคุยนาน เลยหาที่นั่งจ้าวจิงถิงเดินตามมานั่งข้าง ๆ เขาเขยิบรักษาระยะห่าง คุณชายจ้าวก็ขยับตาม
ได้!! นั่งติดกันก็ได้
“คุณไม่พอใจ?”
“เปล่า” จ้าวจิงถิงดูยังสับสนกับตัวเองอยู่ “ไม่ได้ไม่พอใจแต่อยากรู้ว่าทำไม นายจะทำอะไรไม่เคยบอกกันเลย”
“ถ้าคุณชายกลัวผมแอบทำสิ่งที่ไม่ดีกับตระกูลจ้าวขอยืนยันว่าไม่มีแน่นอน ผมแค่จะเอาไว้ปลูกสมุนไพร เพราะที่ตรงนั้นในฤดูหนาวเหมาะกับการปลูกพวกมันขอเรียนให้ทราบ ผมใช้เงินส่วนตัวซื้อ และใช้ชื่อของพี่ชายเป็เ้าของไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลจ้าวแต่อย่างใด”
จ้าวจิงถิงมองเงาของพวกเขาที่นั่งข้างกัน “ไม่ใช่ประเด็นนั้นเฮ้อ..คิดว่าฉันไม่ได้ถามแล้วกัน”
“งั้นก็หมดเื่แล้วนะครับ ผมขอตัว”
“เดี๋ยว”
“คุณชายมีอะไรจะถามอีก”
“เื่ปลูกสมุนไพร มีอะไรให้ช่วยก็บอกได้นะ” เขาถึงกับอ้าง
“ฉันพอมีความรู้อยู่บ้าง”
เหรินซวงอิ๋นอยากจะขำ“ความรู้ระดับแยกผักกูดกับเฟิร์นยังไม่ออกนั่่นเหรอครับ ไม่รบกวนคุณดีกว่า”
คุณชายใหญ่จ้าวผู้โดนตอกหน้าแน่นิ่งไปภรรยาขอตัวแล้วก็เดินหายไปอย่างรวดเร็ว จ้าวจิงถิงจิ๊ปากขัดใจ
โธ่โว้ย!!! ต้นไม้ก็เหมือนๆ กันหมด
เป็ครั้งแรกที่เขาหมดปัญญา เงยหน้าบึ้ง ๆขึ้นมองท้องฟ้าเจอดวงจันทร์เต็มดวง คืนจันทร์สีน้ำเงิน ขอพรกับเทพสมุทรได้คุณชายใหญ่มองซ้ายมองขวา ที่นี่ปลอดคน เอามือซ้ายกุมมือขวายกขึ้นระดับปากแล้วหลับตา เปล่งวาจาขอพร
“ท่านเทพสมุทรครับ ท่านช่วยเราั้แ่งานแต่งแปลว่าท่านเห็นด้วยกับชีวิตคู่ของผมกับเขา นี่ก็ใกล้จะครบสัญญาสามปีแล้วผมขอร้องให้ท่านดลใจให้เขาเปลี่ยนใจด้วยเถอะ อย่าเพิ่งรีบทำตามสัญญาเลยขอเวลาผมอีกหน่อย จะทำให้เขารักผมให้ได้ สักห้าปี ไม่ ๆ เอาใหม่ครับ สักสามสิบปีสาาาาาธุ”
“จิงถิง หลานทำอะไรอยู่น่ะ!!”
“.....” คุณชายจ้าวรีบดึงมือลง หันไปมองปู่สี่
ผู้เฒ่าสี่อยากจะขำให้ท้องแข็ง “แค่มัดใจเมียถึงกับต้องรบกวนเทพสมุทรเลยเรอะ!!”
................................
ความในใจเทพสมุทร
ถิงถิง :เขาจะทิ้งผมแล้วท่านทำอะไรอยู่
เทพสมุทร : เกี่ยวอะไรกับข้า
ถิงถิง :ท่านประทานเปลวไฟส่องสว่างในงานแต่งของเราท่านอวยพรเรา คราวนี้ท่านก็ต้องช่วยพวกเราสิ
เทพสมุทร : ขอโทษนะพ่อหนุ่มเื่นั้นไม่ใช่ผลงานข้า
ถิงถิง :..........................