บทที่ 10
อาการป่วย
หลังจากผ่านพ้นวันนั้นไป
ลู่จื่อได้มีอาการผิดปกติหลังจากพบองค์ชายห้า ในตอนนี้ลู่จื่อนอนหดตัวอยู่ภายในห้องของตนเอง
นำเอาผ้าห่มมาปกคลุมตนเองหลายต่อหลายชั้น ร่างกายหนาวสั่นเพราะความเย็นที่แทรกแซงเข้าไปถึงกระดูกด้านใน
“ นี่มันอะไรกันทำไมลูกของข้าถึงเป็แบบนี้ ” บิดาของลู่จือกล่าวขึ้นด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธ
[ ผู้มีสายเืของราชวงศ์ ลู่ผิง บิดาของลู่จื่อ ]
คนผู้นี้มีตำแหน่งภายในราชสำนักเป็ขุนนางขั้นสูง มันมองบุตรชายของมันที่กำลังหนาวสั่นด้วยความผิดปกติ
ลู่จื่อั้แ่เมื่อวานตัวของมันเองก็ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้หลังจากที่กลับมา ทั่วทั้งร่างกายมีไอเย็นตรวจปล่อยออกมา
ในตอนนี้เมื่อตรวจสอบดูแล้วทั้งกระดูกและก็เืล้วนแล้วมีความเย็นแฝงเอาไว้ทั่วทั้งร่างกาย ลู่จื่อไม่สามารถทำอะไรได้เลยนอกจากนอนหดตัวอยู่ภายใต้ผ้า
แม้ว่าจะพยายามทำให้ภายในห้องนั้นอุ่นขึ้นก็ไม่สามารถช่วยขจัดความเย็นภายในร่างกายได้ ลู่ผิงบิดาของลู่จื่อนำเอายาเลื่องชื่อหลายยามาให้บุตรชายของตนเอง
แต่ว่ามันเองก็ไม่สามารถทำให้บุตรชายของตนเองอาการดีขึ้นได้ ในตอนนี้ความเย็นมันยังเย็นมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย
“ ท่านพ่อ…ข้าหนาว ” เสียงที่แ่เบาราวหมดแรงปล่อยออกมาจากปากของลู่จื่อ
ดวงตาของลู่จื่อในตอนนี้กำลังบ่งถึงความอ่อนเพลียของร่างกาย ราวกับว่าร่างกายโดนความเย็นพวกนั้นกัดกินไปทั่วทั้งร่างกายแล้ว
“ อดทนเอาลู่จื่อ ” ผู้เป็บิดากล่าวปลอบใจบุตรชายของตนเองที่กำลังเ็ป
“ เ้าบอกว่าองค์จักรพรรดิปล่อยจิตสังหารออกมาอย่างนั้น ”
“ ใช่แล้วขอรับเพราะว่าท่านชายได้เข้าไปหาเื่องค์ชายห้า หรือว่านี่จะเป็ฝีมือขององค์จักรพรรดิครับ ” ทหารผู้ติดตามกล่าวขึ้นอย่างไม่รู้
เมื่อได้ยินทหารผู้ติดตามกล่าวออกมาแบบนั้น ลู่ผิงหันไปใช้ฝ่ามือของตนเองตบใบหน้าของผู้นั้นอย่างเต็มแรง “ ผัวะ!!! ”
ทหารผู้นั้นโดนฝ่ามือฟาดเข้าไปอย่างเต็มแรง ร่างกายของมันล้มลงไปนั่งแน่นิ่งอยู่กับพื้น ลู่ผิงกล่าวขึ้นด้วยใบหน้าจริงจัง “ เ้าบัดซบ ”
“ เ้ากล้าดีอย่างไรพูดออกมาแบบนั้น หรือว่าตัวของเ้าไม่อยากจะรักษาหัวของเ้าเอาไว้แล้วถ้าเกิดว่าคำพูดของเ้าพูดออกไปด้านนอกละก็ ”
“ เ้าคงจะไม่สามารถรักษาหัวของตนเองได้อย่างแน่นอน จักรพรรดิเป็ผู้ฝึกฝนที่อยู่ในขอบเขตราชันิญญา ”
“ ถ้าเกิดว่าจักรพรรดิจะลงมือกับลู่จื่อจริงๆเพียงแค่ลมหายใจหายใจเดียวจักรพรรดิสามารถปิดชีพที่บุตรชายของข้าได้แล้ว ”
“ นี่ไม่ใช่ฝีมือของจักรพรรดิอย่างแน่นอน ” ลู่ผิงไม่ใช่คนโง่มันรู้ดีถึงขอบเขตพลัง
ขอบเขตพลังที่แตกต่างกันออกไปผู้ที่อยู่ในขอบเขตราชันย์ิญญา เพียงแค่กระพริบตาเพียงแค่ครั้งเดียวลมหายใจของเขาก็สามารถปิดชีพคนที่มีระดับต่ำกว่าได้อย่างง่ายดาย
เพราะแบบนั้นถ้าเกิดองค์จักรพรรดิจะลงมือสังหารจริง ก็คงจะไม่ใช้วิธีเช่นนี้อย่างแน่นอน
“ ขออภัยขอรับ ”
“ ไปเลือกหมอมาข้า้าหาหมอที่เก่งที่สุดมารักษาโรคของบุตรชายของข้าจะต้องรักษาให้หายให้รวดเร็วที่สุด ”
“ เข้าใจแล้วขอรับ ”
ในขณะเดียวกัน
ที่ตำหนักบ่มเพาะนอกเมือง
ลู่เฟิ่งกำลังนั่งขับเคลื่อนพลังบ่มเพาะภายในร่างกายของตนเอง หลังจากที่ทำการฝึกฝนขอบเขตของตนเองมาเป็เวลาสักพัก
ลู่เฟิ่งเองก็ได้เวลาหยุดพักตัวของเขาเปิดตาทั้งสองข้างขึ้น “ เฮ้อมันคงจะเริ่มออกฤทธิ์แล้ว ”
“ ลู่จื่อในตอนนี้คงนั่งสั่นไปทั่วทั้งร่างกาย ”
“ เ้านั่นมีระดับขอบเขตอยู่ในระดับขอบเขตบ่มเพาะก่อตัวขั้น 9 อีกเพียงแค่นิดเดียวก็สามารถทะลวงได้แล้ว ”
“ แต่ถึงแม้ว่าจะมีระดับที่สูงกว่านั้นก็ไม่สามารถต้านทานไอความเย็นของหนอนเยือกแข็งได้หรอก ”
ใช่แล้วคนที่ลงมือให้ลู่จื่อเป็เช่นนั้นนั่นก็คือลู่เฟิ่ง ใน่จังหวะที่อีกฝ่ายออกมาและก็ลู่เฟิ่งสามารถัักับร่างกายของคนผู้นั้นได้
่เวลาที่ฝากเบอร์เข้าไปัักับิั ความเย็นของสัตว์อสูรที่ซ่อนอยู่ภายในร่างกายของลู่เฟิ่งมันก็ปล่อยออกมา
ทันทีที่ปล่อยออกมาแทรกแซงเข้าไปภายในร่างกายของลู่จื่อ เพียงแค่ไอความเย็นเพียงแค่เล็กน้อยแทรกแซงเข้าไปก็ทำให้อีกฝ่ายที่อยู่ในสภาพปางตายได้
“ ฮ่าๆๆ เพียงแค่คิดถึงหน้าของมันแค่นั้นก็หัวเราะแล้ว ” ลู่เฟิ่งอดที่จะหลุดหัวเราะออกมาไม่ได้
ในตอนนี้เขาจินตนาการออกเลยอีกฝ่ายคงจะนั่งหนาวสั่นอยู่ภายในห้องของตนเองอย่างแน่นอน
และเ้าพวกคนภายในครอบครัวของมันคงจะไม่รู้วิธีการรักษาไปอีกสักพัก กว่าที่จะค้นหาวิธีรักษาได้ก็คงจะอยู่ในสภาพปางตาย
ลู่เฟิ่งรู้ดีว่าพวกมันคงจะคาดไม่ถึงว่าเป็พิษจากสัตว์อสูร เป็เพราะว่าลู่จื่อยังไม่ได้ออกไปพบเจอสัตว์อสูรที่ใด
เพราะแบบนั้นปุ๊บเองก็คงจะคิดว่านี่เป็พิษทั่วไป พวกมันจึงหาวิธีการรักษาแบบมนุษย์ กว่าที่พวกมันจะตระหนักรู้ได้ลู่จื่อก็คงจะเกือบตาย “”
“ เอาล่ะในตอนนี้ขึ้นมาอยู่ในระดับขอบเขตก่อตนขั้นที่ 3 แล้ว”
“ อีกไม่นานก็คงจะสามารถทะลวงขึ้นไปอยู่ในระดับขั้นที่ 4 ได้ ” ลู่เฟิ่งไม่ได้ฝึกฝนเพียงแค่ลำพังเขายังมีสัตว์อสูรอีก 2 ตัวที่ช่วยในการฝึกฝน เลยทำให้สามารถทะลวงระดับได้อย่างรวดเร็ว
และแล้วลู่เฟิ่งก็ฝึกอยู่ภายในห้องใช้ยารวบรวมปราณ ให้กับสัตว์อสูรทั้งสองตนของตนเองกินพร้อมกับฝึกฝนบำเพ็ญอย่างรวดเร็ว
และแล้วในที่สุดเมื่อผ่านเวลาไปประมาณ 3 วัน ลู่เฟิ่งก็สามารถพัฒนาระดับของตนเองจนมาอยู่ในขอบเขตก่อตัวขั้นที่ 7 ได้สำเร็จ
“ สำเร็จแล้วผ่านมาถึงระดับก่อตัวขั้นที่ 7 ยืนอยู่ในจุดเดิมก่อนที่จะสูญเสียพลังไปก่อนหน้านี้ ”
“ หลังจากที่อยู่ในระดับก่อตัวครั้งที่ 7 ก็ต้องพัฒนาไปในระดับของตัวขั้นที่ 8 จากนั้นก็จะขึ้นไปยังก่อตัวขั้นที่ 9 เมื่อถึงขั้นที่ 9 จะถึงระดับคอขวด ”
“ พัฒนาไปถึงอิสระมันเองก็คงจะไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้นการทะลวงเป็เื่ที่ยากเย็นมากกว่าที่จะทะลุขอบเขตบ่มเพาะแต่ละขอบเขต ”
“ ชิ!! หงุดหงิดชะมัดถึงแม้ว่าภายในตำหนักบ่มเพาะแห่งนี้จะมีทรัพยากรลมเพาะที่น่าเหลือเชื่อก็เถอะ ” ลู่เฟิ่งแสดงใบหน้าไม่พึงพอใจแม้ตนเองจะกลับมายืนอยู่ในระดับเดิมได้แล้ว
“ ถ้ามันมีสัตว์อสูตรให้สังหารมากกว่านี้ระดับของค่าก็คงจะเพิ่มขึ้นเร็วกว่านี้ พวกของช่วยเพิ่มการบ่มเพาะมันก็เป็ของที่ช่วยส่งเสริมการบ่มเพาะของคนทั่วไป ”
“ ใช่คนที่มีร่างกายพิเศษแบบข้า ”
ลู่เฟิ่งนั่งนิ่งขมวดคิ้วพร้อมกับคิดบางอย่างในใจ “ คิดสิ ข้าจำเป็จะต้องออกไปจากตำหนักบนเพราะแห่งนี้ถ้าเกิดว่าให้พวกสัตว์ได้สังหารสัตว์อสูรแล้วก็ ”
“ ขอบเขตของพวกมันจะเพิ่มขึ้นรวดเร็ว ”
“ ใกล้ๆนี้ก็มีป่าอสูรอยู่แต่มันเป็เพียงแค่ป่าอสูรระดับหนึ่งส่วนใหญ่ก็เป็หมาป่า ลึกเข้าไปกว่านั้นก็จำเป็จะต้องใช้เวลาอาจจะกลับมาไม่ทัน ”
“ นึกออกแล้ว ” ลุ่เฟิ่งนึกแผนการบางอย่างขึ้นมาได้
จากนั้นตัวเขาได้นำเอากระดาษแผ่นนึงพร้อมกับพู่กันมาตั้งวางบนโต๊ะพร้อมกับเขียนจดหมายบางอย่างไปยื่นให้กับองค์จักรพรรดิ
งานจดหมายนั้นได้ถูกส่งไปจากตำหนักดงเพราะมุ่งตรงไปหาจักรพรรดิลู่
เมื่อจดหมายนั้นถึงมือของจักรพรรดิ จักรพรรดิได้เปิดจดหมายอ่านพร้อมกับแสดงใบหน้าที่ประหลาดใจ “ เอ๋ เหมือนบุตรชายของข้าจะเติบโตขึ้นแล้วจริงๆ ”
จบบท