บทที่ 44 จะจัดแจงยังไง (รีไรท์)
ปริมาณเท่านี้ไม่ต่างกับตัวเลขที่เสิ่นทิงหงประเมินไว้สักเท่าไหร่ เธอจึงไม่รู้สึกแปลกใจ
“เนื้อตั้งมากมายขนาดนี้พวกเรากินกันไม่หมดหรอกครับ” เสิ่นทิงอู่ถามถึงประเด็นสำคัญ
หลิวเยว่เหลือบมองเขา
“มีบ้านไหนบ้างที่รังเกียจว่ามีเนื้อเยอะเกิน”
จากนั้นทุกคนก็หันมามองที่เสิ่นทิงหง แล้วหลิวเยว่ก็เป็นฝ่ายพูดขึ้น
“นีเอ๋อร์ ลูกลองตัดสินใจดูสิว่าจะทำยังไงกับเนื้อพวกนี้ดี”
ในใจของหลิวเยว่ ของที่พวกลูกชายหามาได้ถือเป็นของส่วนรวมของทั้งบ้าน แต่ของที่ลูกสาวหามาได้ก็ให้เป็นของลูกสาวคนเดียว
เสิ่นทิงหงพยักหน้า เพราะคิดไว้แล้วว่าจะจัดแจงเนื้อพวกนี้ยังไงบ้าง
“ไว้เอาไปให้ปู่ย่าสองจินละกันค่ะ นี่ไม่ใช่เพราะว่าไม่อยากให้นะ แต่เพราะตอนนี้พวกเขายังอยู่รวมกันกับครอบครัวลุงใหญ่และลุงรอง ถึงตอนนั้นจะอธิบายยากเอา แบ่งให้สองจิน จะได้บอกได้ว่า ไปเจอคนเอาหมูป่ามาขายที่สหกรณ์เลยขอซื้อมาบางส่วน ก็ถือว่าไม่เกินจริงนัก”
“จากนั้นก็แบ่งออกมาซักสามสิบจิน เอาไปให้บ้านคุณยายค่ะ พวกป้าสะใภ้เขาตัวเบาแทบจะปลิวได้อยู่แล้ว อีกอย่างพวกคุณยายก็ไม่มีทางเอาไปพูดต่ออยู่แล้ว”
“ส่วนบ้านเราก็เก็บไว้เองห้าสิบจิน ยังมีหัวหมูกับพวกเครื่องในด้วย เท่านี้ก็มีให้กินกันไปจนข้ามปีแล้ว ที่นี้ยังเหลืออีกประมาณเจ็ดสิบจิน พวกเราเอาไปวางแผงขายก็แล้วกันค่ะ”
เสิ่นทิงหงพูดจบก็หันไปมองหน้าทุก ๆ คน “ทุกคนคิดว่าจัดการอย่างนี้เป็นยังไงบ้างคะ”
ทุกคนต่างพยักหน้า เสิ่นทิงหงเน้นมองไปที่ปฏิกิริยาของคุณพ่อ เพราะว่าเธอแบ่งให้คุณปู่คุณย่าแค่ 2 จิน แต่แบ่งไปให้บ้านคุณยายถึง 30 จิน ทำแบบนี้ยากที่จะเลี่ยงไม่ให้คิดมาก
ยังดีที่เสิ่นต้าเฉียงรู้จักหนักเบา เขาก็รู้ดีว่าเรื่องทางบ้านหลักนั้นซับซ้อนจึงไม่พูดอะไรออกมา
อีกอย่าง 2 จินนั้นก็แบ่งให้เฉพาะพ่อแม่ตัวเองสองคนกิน แต่ทางฝั่งแม่ภรรยาเป็นจำนวนสำหรับทั้งครอบครัว อย่างไรคนคนหนึ่งก็กินได้ไม่มาก
เรื่องนี้เลยจัดการลงได้อย่างน่าพึงพอใจ
หลิวเยว่คิดดูแล้วว่าจะไปยืมตาชั่งจากเพื่อนที่คุ้นเคยกันดี จึงรีบร้อนออกไป เสิ่นต้าเฉียงไม่วางใจให้ภรรยาออกไปข้างนอกเพียงลำพังด้วยเกรงอันตราย จึงตามออกไปด้วย
ในบ้านจึงเหลือเพียงพี่น้องสามคนที่มองกันไปมา
ความสงสัยในใจของสองพี่น้องแทบทำให้พวกเขาหายใจไม่ออก เมื่อตอนเที่ยงก็ไม่มีโอกาสได้ถามให้สิ้นสงสัย เมื่อครู่ก็มัวแต่ยุ่งกันอยู่ ตอนนี้ถือว่าว่างแล้ว สองพี่น้องจึงจับเสิ่นทิงหงมานั่งลงบนเก้าอี้ในห้องโถง แล้วเริ่ม ‘สอบปากคำ’
“พูดมาเถอะ ไปเอาหมูป่ามาจากไหน ฉันไม่เชื่อหรอกว่าหมูป่าจะโง่ถึงขนาดวิ่งชนหินตายเอง”
เสิ่นทิงอู่แกล้งทำท่าขึงขังจริงจัง ท่าทีเปลี่ยนไปกลายเป็นพี่ชายจอมดุ
เสิ่นทิงเหวินก็มีสีหน้าไม่เชื่อถือ ถึงแม้เขาจะไม่เคยเจอหมูป่ามาก่อน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนในหมู่บ้านจะไม่เคยเห็น
โดยเฉพาะช่วงขึ้นปีใหม่ที่พวกเขาต้องพากันขึ้นเขาไปล่าหมู เพื่อที่จะได้มีเนื้อมาแบ่งให้ทุกคน ก่อนเสิ่นทิงอู่อายุสิ 18 เขาเอาแต่ปฏิเสธไม่ยอมขึ้นเขาไปล่าหมู และตั้งแต่อายุครบ 18 จนถึงปัจจุบันก็เคยล่าหมูได้แค่สองครั้ง แต่เขาก็ไม่เคยเจอหมูป่าเลยซักครั้ง
พวกเขาเคยได้ยินคนเฒ่าคนแก่พูดถึงอยู่บ้างว่า ก่อนหน้านี้เคยมีหมูป่าลงจากเขามาหาของในไร่ในสวนกิน หมูป่ามีทั้งพละกำลังและความเร็วที่ดีมาก โดยเฉพาะเขี้ยวของมันที่คมกริบ ต่อให้สู้กับเสือตัวต่อตัวก็สู้ได้
มีบางครั้งที่คนงานช่วยกันล้อมหมูป่าเอาก็ใช่ว่าจะสำเร็จ ให้บอกว่าเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ อย่างเสิ่นทิงหงล่ามาเองได้นั้นพวกเขาเชื่อได้ แต่ให้เธอแบกหมูป่าที่หนักว่า 200 จินกลับมานั้น พวกเขาเองก็ไม่ใช่คนโง่ ย่อมต้องเกิดความสงสัยขึ้น
เสิ่นทิงหง “...”
เสิ่นทิงเหวินพูดขึ้น “ต่อให้หมูป่ามันจะตายของมันเอง แต่เธอเอามันกลับมาได้ยังไงนั้นไหนอธิบายมาซิ อย่าบอกนะว่าเด็กสาวที่ไม่มีแรงแม้แต่จะฆ่าไก่อย่างเธอ แบกหมูทั้งตัวกลับมาเองคนเดียว แต่ไม่ถูกใครพบเห็นเลย นี่ออกจะเกินไปหน่อย ฉันไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด”
เสิ่นทิงหงรู้สึกเหมือนถูกรุม “หนูเอากลับมาเอง พวกพี่ต้องเชื่อหนูนะ”
“ไม่เชื่อ!” ณ จุด ๆ นี้พวกเขาทั้งคู่ต่างแสดงออกถึงใจที่สื่อถึงกันได้ของฝาแฝด ถึงทั้งสองจะมีสีผิวต่างกันหนึ่งขาวหนึ่งดำ แต่สีหน้าที่แสดงออกนั้นกลับเหมือนกันจนน่าประหลาดใจ
เสิ่นทิงหง ‘ … ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ม้างงง’
ในที่สุดเธอก็ทนต่อไปไม่ไหว “ความจริงหนูไปเจอเยี่ยเสิ่นเหยียนมา เขากำลังปฏิบัติภารกิจอยู่ พอดีผ่านมาทางเขาลูกนี้น่ะค่ะ แต่หมูป่านี่หนูทำให้ตายเองนะ หลังจากนั้นเขาก็ช่วยเอากลับมาให้ เสร็จแล้วเขาก็กลับเลย ท่าทางดูยุ่งมากทีเดียว”
ในเมื่อจะหนีก็หนีไม่พ้น งั้นก็ขอเอาสามีในอนาคตมาเป็นโล่กำบังหน่อยก็แล้วกัน
เวลานี้เสิ่นต้าเฉียงและหลิวเยว่ที่ไปยืมตาชั่งได้กลับมาแล้ว ทันดีได้ยินประโยคนี้เข้าพอดี
หลิวเยว่ก้าวเข้ามาด้านในแล้วพูดกับเสิ่นทิงหงว่า “เด็กคนนี้นี่ ทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้ ถ้างั้นพวกเราก็ไม่ต้องเอาเนื้อหมูป่าส่วนนั้นออกไปขายแล้ว เสี่ยวเยี่ยเขาก็ลงแรงไม่น้อย พวกเราเอามาทำเป็นเนื้อหมักเกลือละกัน ยังไงก็ใกล้จะหนาวแล้ว จะได้เก็บไว้ได้นานหน่อย เผื่อเขากลับมาพอดีหลังปีใหม่จะได้เอาให้เขาไป ถ้าไม่กลับมาค่อยเอาไปส่งให้ที่กรมทหาร”
เธอแจกแจงออกมาอย่างละเอียด แต่เสิ่นทิงหงฟังแล้วถึงกับเหงื่อตก
“แม่คะ เขาเคยบอกไว้แล้วว่าปีนี้เขาไม่น่าจะได้กลับ แล้วตอนนี้เขาก็ยังอยู่ในกรมทหารด้วย”
หลิวเยว่คิดไปคิดมา “ตอนนี้เขาจะอยู่หรือไม่อยู่ที่กรม ยังไงก็ต้องกลับมาอยู่ดีใช่ไหมล่ะ พวกเราเอาไปฝากไว้ยังไงก็ต้องได้รับ”
เสิ่นทิงหงรีบพูดยั้งเอาไว้ “แม่คะ ไปส่งซี้ซั้วไม่ได้นะคะ ที่กรมเขาตรวจสอบเข้มงวดมาก เนื้อของพวกเรานี้ก็ไม่ได้ได้มาอย่างตรงไปตรงมาแต่แรก จะไม่เป็นการผลักเยี่ยเสิ่นเหยียนเข้าไปในกองไฟหรอคะ”
หลิวเยว่หยุดคิดแล้วก็เห็นด้วยตามนั้น แต่เธอก็ยังรู้สึกว่าบ้านตัวเองเป็นฝ่ายเอาเปรียบคนอื่นอยู่ดี
“เอาตามที่นีเอ๋อร์ว่าเถอะ เอาไปขายซะ ถึงตอนนั้นค่อยเอาไปแลกเป็นเงิน พอเด็กนั้นกลับมา พวกเราค่อยเอาไปให้ก็ได้ หรือเอาไปซื้อของอะไรให้ไปก็ได้ เมียจ๋าคุณคิดว่ายังไง” เสิ่นต้าเฉียงพูดเอาใจหลิวเยว่ เขารู้นิสัยหลิวเยว่ดีว่าไม่ชอบติดค้างน้ำใจใคร จึงพูดแบบนี้ออกไป
หลิวเยว่พยักหน้า “แบบนี้ก็ได้”
เสิ่นทิงหงมองเสิ่นต้าเฉียงด้วยความรู้สึกชื่นชม คงไม่ใช่ว่าหลังจากแยกบ้านออกมาแล้ว พ่อของเธอก็สามารถกรุยเส้นลมปราณหยินหยางได้สำเร็จหรอกนะ อีคิวตอนนี้ถึงได้สูงเอามาก ๆ
เสิ่นต้าเฉียงแอบแสดงสีหน้าอวด ๆ ไปทางเสิ่นทิงหง จนเธอหัวเราะคิกคักออกมา
จากนั้นทุกคนก็ช่วยกันแบ่งเนื้อหมูออกเป็นส่วน ๆ มีทั้ง 1 จิน 2 จิน 5 จิน เพื่อให้สะดวกต่อการซื้อขาย มีตาชั่งแล้วก็ไม่ลำบากอะไร
และแล้วเสิ่นทิงหงก็คิดไม่ถึงเลยว่า การตบหน้าตัวเองจะมาถึงเร็วขนาดนี้
เนื้อหมูป่าไม่นานก็ขายเกลี้ยง ได้เงินมาทั้งหมด 20 หยวนแล้วตั๋วแลกซื้ออีกนิดหน่อย ยังไงเนื้อหมูป่าก็เทียบไม่ได้กับเนื้อหมูบ้าน ต่อให้ราคาที่ตลาดมืดจะได้ราคาดีกว่าเล็กน้อย แต่ก็ได้แค่ 8 เหมาต่อ 1 จิน
แต่สำหรับคนชนบทเงินจำนวนนี้ก็ถือว่าไม่เลว ก็เหมือนกับตอนที่เสิ่นต้าเฉียงแยกบ้าน แม้จะไม่รวมเงินเดือนของเสิ่นทิงเหวินทั้งปี ก็ไม่แน่ว่าจะแบ่งเงินมาได้ขนาดนี้
หลิวเยว่ยังคงรู้สึกดีใจที่ขายออกและค่อนข้างได้ราคาดี
คุณป้าที่มีความสัมพันธ์ที่ดีด้วยคนหนึ่งก็วิ่งมาบอกเธอว่า “บ้านต้าเฉียงเอ๋ย ลูกเขยคุณบาดเจ็บกลับมาน่ะ หัวหน้าเป็นคนพามาส่งด้วยตัวเองเลยนะ แต่เด็กนั่นไม่มีครอบครัวที่ไหน หัวหน้าหมู่บ้านเลยให้มาเรียกพวกคุณไปดูหน่อยน่ะ”