“เป็เช่นที่กูคิดไว้ไม่มีผิด หากมันแจ้งมาแต้เนิ่น ๆ มีหรือที่จะต้องสูญเสียกันถึงเพียงนี้ มึงให้สายสืบเสือดำจับตาดูไว้ แล้วรายงานมาเป็ระยะ หากคับขัน กูจะไปด้วยตนเอง”
“มิได้เป็อันขาด หากมึงไปร่วมทัพ ทางนี้จะว่างเว้นคนดูแลงานราชการ ยิ่งพ่อเ้ามหาชีวิตฝนแสนห่ากำลังป่วยไข้ หาใช่เื่ที่มึงจะละทิ้งอำนาจทางนี้ไปได้ มีอีกเื่ ที่กูกับพระบิดาคิดดูแล้ว เห็นทีควรแจ้งแก่มึง”
เ้าราชบุตรขุนอินทร์ถวายจ้องมองหน้าเ้าแสนเมืองสิงห์แน่นิ่ง “ว่ามา…มึงอยากเตือนเื่ใดแก่กู”
เ้าแสนเมืองสิงห์เหลือบตามองซ้ายขวา ก่อนที่จะเอ่ยความกังวลที่อยู่ในใจออกมา “มึงอย่าได้ไว้วางใจในตัวไอ้เ้าขุนอินทร์สรง แลมารดาของมัน”
คำพูดแ่เบาราวกระซิบแต่หนักแน่นดั่งขุนเขา หลุดออกมาจากปากของผู้ที่เป็ดั่งพระญาติและสหายคนสำคัญ
มุมพระโอษฐ์ยกแย้มขึ้น “กูมิเคยไว้ใจในตัวอีจันทร์แดง แต่ที่ผ่านมาไร้ซึ่งหลักฐานเอาผิด กูทำได้แค่จับตามองมันอยู่เงียบ ๆ โชคดีนักที่พระแม่เ้า หาใช่คนที่จะคอยสุงสิงกับผู้ใด ทำให้มันเองก็พลอยมิกล้าข้องแวะยุ่งเกี่ยวกับพระแม่กูจึงวางใจ แต่กับทางพระบิดา เห็นทีกูคงต้องให้มึงช่วยเหลือ”
“ว่ามาเถิด มึง้าให้กูทำสิ่งใด ขอเพียงออกคำสั่ง กูแสนเมืองสิงห์ พร้อมเป็ขี้ข้ารองบาท ขอเพียงแต่มึงอย่าได้วางใจ งูพิษต่อให้มักลอกคราบ มันก็ยังเป็งูพิษมิเสื่อมคลาย”
“มึงไปจัดหาคนฝีมือดี แลมีไหวพริบมาให้กูสักสองคน กูจะแสร้งให้มันเป็บ่าวของท่านหมอยาใจชุ่ม แฝงตัวเข้าไปเฝ้ายังพระที่บรรทม ด้วยไอ้อินทร์สรง มันได้รับอนุญาตให้เฝ้าถวายงานใกล้ชิด มึงเตือนกูเช่นนี้ทำให้กูนึกหวั่นใจนัก”
“ได้ เอาเช่นที่มึงว่า กูจะจัดคนให้ แล้วรีบส่งมาให้มึงก่อนพลบค่ำ ห้าวันนี้กูจะอยู่ในสุวรรณโคมคำ หากมีอะไรเร่งด่วน กูจักรีบมาแจ้งแก่มึง แต่ตอนนี้กูขอรีบกลับคุ้มไปดูหน้าลูกหล้าก่อน”
“ว่าอย่างไรนะ…” เ้าขุนอินทร์ถวาย ถึงกับปรับอารมณ์แทบไม่ทันกับเื่ที่ได้ยิน
“ได้ยินมิผิดดอก เมียสามกู เพิ่งคลอดลูกชายให้กู ที่เร่งกลับมา หนึ่งคือเื่ศึกสองก็คือเื่ลูกนี้แล”
“เหตุใดเพิ่งบอกต่อกู ดูฤา กูต้องเดือดร้อนจัดหาข้าวของไปรับขวัญหลาน”
เ้าแสนเมืองสิงห์ มองดูสีหน้าดีอกดีใจของสหายแล้วให้ขบขัน
“หากกูมิใช่พ่อเด็ก กูคงคิดว่ามึงเป็พ่อมัน ดีใจปานนี้ มิมีเองสักห้าหกคนเล่าอินทร์ถวาย อายุปีนี้เท่าไหร่แล้ว มิพอใจอีนางน้อยคนใดบ้างเลยฤา เ้าพี่คำหลวงล่วงหน้ามึงไปนานแล้วหนา สมควรที่มึงเองควรเอาเมียได้แล้ว”
“กูยังไม่เจอคนที่พึงใจ เช่นนั้นแล้ว จะให้เอาลูกมาจากที่ใดกันเล่า”
“ไม่มีก็มีสิวะ บ่าวในเรือนพิมานหน้าตางาม ๆ ก็มีอยู่ไม่น้อย จะให้มันเดินผ่านลอยหน้าไปไย เอ๋…ช้าก่อนสหาย กูได้ยินแว่ว ๆ มาว่า หลานสาวคนงามของเ้านางจันทร์แดง พึงใจในตัวมึงมิใช่ฤา เหตุใดไม่เรียกมันผู้นั้นมาถวายงานเสีย บางทีได้สตรีในสายวงศ์เ้านางจันทร์แดง เภทภัยอันใดที่พึงเกิด อาจไกลห่างตัวมึงไปได้บ้าง”
“มึงเพิ่งบอกกูว่าอีจันทร์แดงเป็อสรพิษ นี่กระไร จะให้กูเอาลูกหลานนางงูพิษมาทำเมีย หาเื่ให้กูตายเร็วขึ้นสิไม่ว่า พอเลยไอ้แสนเมืองสิงห์ กูไม่มีเมียยามนี้ หาใช่จะไม่มีตลอดไป กูแค่ตั้งใจมั่นว่าหากมิเจอคนที่พึงใจ ก็จะมิแต่งผู้ใดเป็ชายา กูไม่อยากทำบาปต่อผู้อื่น ไม่รักตัวเขา เอาเขามาร่วมอภิรมย์สมสู่ดั่งสัตว์เดรัชฉานหาใช่กูไม่ สตรีทุกคนมีค่า ถูกนำพาถวายตัวรับใช้เป็บาทจาริกาอยู่ทุกปี จะมีสักกี่นางได้ถวายงานรับใช้หน้าพระแท่นบรรทม ที่เหลือล้วนว่างเปล่าเปลี่ยวเหงา หากจะรับ กูจะรับเอาแต่คนที่มีจิตสิเน่หาด้วยเท่านั้นดอกหนา”
“พระเ้าข้า…ข้าพระบาทเป็สหายมาแต่เล็กแต่น้อย ย่อมรู้ใจพระองค์ดี ข้าก็แค่เหย้าหยอกพระองค์เล่นเท่านั้นดอกหนา มิชอบมิพอใจก็ไม่ต้องสนใจ ตั้งมั่นเช่นนี้กูจักรอดูหน้าพระชายามึง คงงามราวนาง์ชะลอมาแต่เมืองแถนเป็แน่แท้”
คุณท้าวบัวแก้ว เข้ามานั่งข้างไอ้แสนเป็ง ชะเง้อชะแง้มองเข้าไปด้านในห้องทรงงาน เ้าขุนอินทร์ถวายเห็นเช่นนั้น ก็มองออกไปด้านนอกหน้าต่าง ขอบฟ้าเริ่มมีแสงสว่างของวันใหม่แล้ว เพียงเท่านี้ก็รู้ได้ในทันทีว่านางมาด้วยเื่ใด
“ได้เพลาเสวยแล้วเ้าข้า” นางพูดแล้วส่งยิ้มให้แก่ผู้เป็นาย
“ไอ้แสนเมืองสิงห์ มึงอยู่กินข้าวกับกูก่อน”
“ไม่หล่ะ กูออกมาจากกองรบเสือดำ ก็แล่นมาที่นี่ก่อนเป็ที่แรก ขอกลับคุ้มกลับเรือนก่อนเถิดหนา ลูกคนหล้านี้กูยังไม่ได้เห็นหน้ามันเลย”
“เออ ๆ ตามแต่ใจมึงเถิด อย่าลืมเื่ที่กูร้องขอ เช้านี้กูจะเร่งไปเฝ้าพระบิดาก่อน แลยามเย็นได้คนแล้วจะเข้าไปอีกครา”
สองสหายสั่งเสียการงานจบ ก็เร่งแยกย้ายกันไป ไอ้แสนเป็งเดินตามไปส่งเ้าแสนเมืองสิงห์ถึงหน้าซุ้มเรือนพิมาน ด้วยมีความในใจอยากแจ้งต่อกัน
“เ้าแสนเมืองสิงห์ รอข้าประเดี๋ยวก่อนเถิด”
เ้าแสนเมืองสิงห์ชะลอฝีเท้าลง เมื่อได้ยินไอ้แสนเป็งเอ่ยรั้ง “ว่าอย่างไร”
“เ้าแสนเมืองสิงห์ พอจะทราบหรือไม่ ว่าเ้าอินทร์สรง ไปร่ำเรียนของดำมาจากสำนักใด”
เื่ที่ไอ้แสนเป็งเอ่ยถาม ทำเอาแสนเมืองสิงห์ถึงกับหยุดชะงัก “เื่นี้กูมิรู้มาก่อน มึงไปรู้มาจากที่ใด”
อ้ายแสนเป็งเหลียวมองรอบตัวจนแน่ใจ ว่าจะไม่มีผู้ใดได้ยิน แล้วจึงก้าวเท้าเข้าใกล้สหายเพื่อจะได้พูดกันให้ได้ยินเพียงสองคน
“กูเพียงเฉลียวใจ หลายวันก่อน กูรู้สึกได้เหมือนลมเพลมพัด ดีที่พอจะมีวิชาปัดป้องได้ กลับเรือนเพ่งกสิณดู ถึงรู้ว่ามันมาจากที่ใด เื่นี้ไม่ชอบมาพากล แต่กูมิกล้ารายงานต่อองค์อินทร์ถวาย เห็นมึงกลับคืนสุวรรณโคมคำ จึงแจ้งแก่มึงก่อน”
เ้าแสนเมืองสิงห์ยกยิ้มขึ้นมุมปาก “ไอ้แสนเป็ง ทั้งมึงแลกูแม้นเป็สหาย แต่ก็ล้วนเป็ขี้ข้ารองบาทด้วยกันทั้งสิ้น แต่เล็กแต่น้อยก็ร่ำเรียนศึกษาวิทยาอาคม แลศิลปะการต่อสู้ มาจากสำนักเดียวกัน มึงรู้ตัว คิดฤาว่าเ้าขุนอินทร์ถวายจะมิรู้องค์ รอดูเอาเถิด อีกไม่นานดอก เื่ใดมิเคยเกิด ก็จะเกิดขึ้นบนแผ่นดินสุวรรณโคมคำ หากว่ามึงไม่สบายใจ กูจะไปขอให้พระอาจารย์ทำน้ำมนต์มาให้ แลจะส่งคนไปสืบว่าไอ้อินทร์สรง ไปร่ำเรียนวิชานอกรีตพวกนี้มาจากที่ใด วิชาพวกนี้มิได้ห้ามศึกษา แต่ห้ามใช้ในทางผิด ปล่อยของมาทางพิมานเ้าขุนอินทร์ถวาย เจตนาเช่นไรเดาได้มิยากเลย”
กล่าวจบ เ้าแสนเมืองสิงห์ก็จับเชือกบังเหียนโหนตัวขึ้นหลังม้า แล้วควบจากไป ไอ้แสนเป็งมองออกไปด้านทิศตะวันออก แสงแรกของวัน เริ่มขยับจับขอบฟ้า เห็นเป็สีทองเรืองรอง ไล่ความมืดจากเมื่อราตรีกาลให้ขยับล้นขึ้นไป ภายใต้ขอบเขตขันฑสีมาแห่งสุวรรณ์โคมคำ ทุกชีวิตดำเนินไปด้วยความสงบร่มเย็น เปรียบเสมือนคลื่นลมเหนือผิวสายน้ำโขง ที่แลดูสงบเงียบ แต่ใต้น้ำกลับขุ่นมัวด้วยโคลนตะกอน จากแรงน้ำที่เชี่ยวกราก ไม่ต่างกับคลื่นลมแห่งแรงริษยา ที่กำลังก่อตัวขึ้นอยู่ในขณะนี้
เ้าราชบุตรขุนอินทร์ถวาย นุ่งผ้าต้อยทิ้งชายข้างหนึ่ง ท่อนบนเปลือยเปล่ามีเพียงผ้าสไบผืนบางพาดบ่า สวมสร้อยลูกปัดทองและหินสีสวยงาม แลสวมกำไลทองปักปิ่นห้อยสายสังวาลทองคำ งามสมองค์เ้าราชบุตรแห่งสุวรรณโคมคำ เดินเข้ามาด้านในห้องบรรทมของผู้เป็บิดา กลิ่นยาสมุนไพรแลควันกำยานส่งกลิ่นหอมประหลาดไปทั่วห้อง นานหลายเพลาแล้ว ที่พระบิดาเ้าป่วยไข้ สามวันดีสี่วันร้าย นับแต่พระชนมายุเริ่มสูงวัย ความชราเหมือนเข้ามากัดกินพลังชีวิตให้ถดถอย ความเจ็บไข้ที่สะสมมานานปี จึงสำแดงให้ร่างกายล้มหมอนนอนเสื่อ จนสุดท้ายก็ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง
เหล่าข้าราชบริพารและหมอยาผู้ดูแลพระอาการ เงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือนผ่านพระวิสูตร เมื่อเห็นเป็เ้าราชบุตรขุนอินทร์ถวาย ต่างก็ทำท่าจะเลื่อนถอยหลบออกไป
เ้าขุนอินทร์ถวายเห็นเช่นนั้น ก็รีบยกมือขึ้นห้ามเอาไว้ ด้วยเห็นว่าเป็เื่ยุ่งยาก ที่จะให้คนที่กำลังปฏิบัติงานต้องถอยห่างแค่ตนเพียงคนเดียว