ไม่มีหนทางแล้ว สิ้นหวังอย่างที่สุดไม่หลงเหลือความหวังแม้เพียงนิด
ตลอดห้าวันนี้ นอกจากลอบเข้าไปในสวนสัตว์อสูรเพื่อสูบกลืนสัตว์อสูรในยามค่ำคืนแล้ว เฉินฉางอันก็ขังตัวเองอยู่ในห้องลับเพื่อหลอมโอสถ พยายามอย่างหนักเพื่อหาวิธีประสานฤทธิ์โอสถของบัวขาวเมฆาวารีและเม็ดบัวอัคคีโลกันตร์
ทว่าตลอดห้าวันเต็มกลับต้องสูญเสียบัวขาวเมฆาวารีสามสิบต้น เม็ดบัวอัคคีโลกันตร์สามสิบเม็ดและดอกมู่หลานม่วงอีกสามสิบต้นไปโดยเปล่าประโยชน์ ทุกอย่างล้วนจบลงด้วยความล้มเหลว
น้ำกับไฟไม่ลงรอยกัน ไม่ว่าเขาจะพยายามเพียงใด ก็ไม่สามารถประสานฤทธิ์โอสถที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงนี้ได้เลย
แม้แต่เตาหลอมโอสถก็เกือบจะะเิไปหลายรอบ ทว่าเฉินฉางอันกลับยังนึกหาวิธีที่จะนำไปใช้ตบตาคุณหนูใหญ่ไม่ได้เลยแม้แต่แผนเดียว
หากเป็การใส่ความผู้ดูแลรอง คุณหนูใหญ่ต่อให้จะสงสัยแต่ก็ไร้หลักฐาน
ทว่าเื่การหลอมโอสถเช่นนี้ วิธีการที่เขาพูดออกมาคุณหนูใหญ่ย่อมสามารถทดลองทำได้ทันทีในตอนนั้น เมื่อถึงตอนนั้นนอกจากคำโกหกจะถูกเปิดโปงต่อหน้าทุกคนแล้ว ยังเป็การทำให้สมุนไพรล้ำค่าสิบกว่าต้นต้องสูญเปล่าไปเฉย ๆ ความผิดของเขาเฉินฉางอันย่อมต้องทวีคูณขึ้นไปอีก
แม้จะนึกวิธีไม่ออกและมีความเป็ไปได้สูงว่าจะต้องตาย แต่ในยามนี้เฉินฉางอันไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว เขาทำได้เพียงหวังว่าคุณหนูใหญ่จะเห็นแก่พร์ในการฝึกตนที่ฝืนลิขิตฟ้าของเขาแล้วเกิดความเสียดายยอดฝีมือจนยอมไว้ชีวิตเขาสักครั้ง
ใน่หลายวันที่ผ่านมาเขาเพียรฝึกฝนอย่างถวายหัว ยอมเสี่ยงอันตรายสูบกลืนสัตว์อสูรในสวนสัตว์อสูร นอกจากเพื่อใส่ความผู้ดูแลรองแล้วก็เพื่อเพิ่มพละกำลังให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เดิมพัน! เฉินฉางอันยังคงเลือกที่จะเดิมพัน!
เขาไม่ชอบความรู้สึกที่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงดวงเช่นนี้เลย แต่โชคชะตาช่างเล่นตลก นอกจากจะยอมแลกทุกอย่างเพื่อเดิมพันแล้ว เขาก็ไม่มีหนทางอื่นให้เดินอีก
"เฉินฉางอัน เ้าช่างบังอาจนัก!"
เมื่อเห็นเฉินฉางอันยอมรับออกมาจากปากตนเองว่าไม่รู้วิธีประสานฤทธิ์โอสถ ผู้ดูแลใหญ่ที่เดิมทียังมีความเศร้าสลดและท้อแท้อยู่บ้างก็พลันเกิดกำลังใจขึ้นมาทันที เขาก้าวขึ้นหน้าไปก้าวหนึ่ง ประสานมือคำนับจีเฟิ่งเหยียนบนบัลลังก์ก่อนจะชี้นิ้วมาที่เฉินฉางอันแล้วตวาดลั่น
"เมื่อห้าวันก่อน เ้าเด็กนี่ป่าวประกาศปาว ๆ ว่ารู้วิธีประสานฤทธิ์โอสถ แต่ในยามนี้กลับบอกว่าไม่รู้ นี่คือการหลอกลวงคุณหนูใหญ่ ตามกฎของตระกูลจีย่อมต้องถูกปะา!"
สิ้นคำพูดโดยไม่รอให้เฉินฉางอันได้เอ่ยปาก ผู้ดูแลใหญ่ก็สะบัดชายเสื้อตวาดสั่งการ
"ศิษย์คุมกฎอยู่ที่ใด! รีบจับตัวเฉินฉางอันเอาไว้แล้วปะาชีวิตเสียตรงนี้ทันที!"
์เท่านั้นที่รู้ว่ายามนี้ผู้ดูแลใหญ่มีความสุขเพียงใด หลายวันที่ผ่านมาเขาถูกไอ้เด็กนี่กดหัวจนแทบหายใจไม่ออก
เมื่อเห็นสหายเก่าต้องสิ้นชีพและพิการไปทีละคน วันคืนที่แสนสุขของเขาก็เกือบจะจบสิ้นลงแล้ว เขาได้แต่เฝ้ารอคอยให้นายน้อยจีอู๋เซี่ยงรีบกลับมาเพื่อที่วันหน้าจะได้ไม่ต้องกลายเป็ศพที่ไม่มีใครเก็บกู้
แต่ไม่นึกเลยว่าเฉินฉางอันจะขุดหลุมฝังตัวเองรนหาที่ตายเสียก่อน ในตระกูลจีการหลอกลวงคุณหนูใหญ่ถือเป็โทษตายที่ต่อให้ตายร้อยครั้งก็ไม่อาจชดใช้ได้!
แม้แต่นายน้อยจีอู๋เซี่ยงยังไม่กล้าทำเช่นนี้ คราวนี้คงไม่มีใครช่วยไอ้เด็กนี่ได้อีกแล้ว นึกไม่ถึงจริง ๆ ว่าไม่ต้องให้นายน้อยลงมือ ตัวเขาเองก็สามารถจัดการเฉินฉางอันเพื่อล้างแค้นให้ผู้ดูแลรองและผู้ดูแลสามโม่เซิ่งได้!
ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ!
องครักษ์นับสิบที่ถือดาบอยู่ในมือ ทันทีที่ได้ยินเสียงสั่งการของผู้ดูแลใหญ่ก็พุ่งกรูเข้าสู่ตำหนักหลักตรงเข้าไปหาเฉินฉางอันทันที
เฉินฉางอันขมวดคิ้วแน่นแต่เขากลับไม่ได้ขัดขืน เขารู้ดีว่าการขัดขืนต่อหน้าคุณหนูใหญ่มีแต่จะทำให้ตายเร็วขึ้นเท่านั้น
ส่วนลวี่จูเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ข้างกายคุณหนูใหญ่นั้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
"ไสหัวไป!"
ในขณะที่คมดาบขององครักษ์ใกล้จะพาดลงบนลำคอของเฉินฉางอัน เสียงตวาดแ่เบาก็ดังขึ้นกะทันหัน บนตำหนักพลันะเิกระแสพลังิญญาวนเวียนที่ทรงพลังออกมา เพียงชั่วพริบตาเดียวก็ซัดร่างขององครักษ์นับสิบที่บุกเข้ามาจนกระเด็นออกไปไกล
ตู้ม!
ทันทีที่จีเฟิ่งเหยียนเอ่ยปากแรงกดดันอันน่าหวาดหวั่นก็ปกคลุมไปทั่วทั้งตำหนักทันที องครักษ์และคนรับใช้นับสิบคนรวมถึงผู้ดูแลใหญ่สูงสุด ลวี่จูเอ๋อร์ และเฉินฉางอันต่างก็ถูกแรงกดดันที่ยิ่งใหญ่ดุจอาณัติแห่ง์กดทับลงกับพื้นอย่างไม่มีข้อยกเว้น
ท่ามกลางตำหนักที่กว้างใหญ่ ผู้ที่ยังคงยืนหยัดอยู่ได้มีเพียงจีเฟิ่งเหยียนเพียงผู้เดียวเท่านั้น
ผู้ดูแลใหญ่ที่ถูกกดทับอยู่ถึงกับมึนงง ในเมื่อเฉินฉางอันมีความผิดเหตุใดพวกตนจึงถูกสยบไปด้วย
"คุณ... คุณหนูใหญ่ ทำเช่นนี้เพื่อ…"
จีเฟิ่งเหยียนไม่ได้ใส่ใจผู้ดูแลใหญ่เลยแม้แต่น้อย นางกลับทอดสายตาที่นิ่งสงบมองมาที่เฉินฉางอัน ใบหน้าที่งดงามนั้นเ็าดุจน้ำค้างฤดูใบไม้ร่วง
"เฉินฉางอัน วันนี้เ้าช่างซื่อสัตย์นัก! เ้าไม่กลัวว่าข้าจะฆ่าเ้าหรือ?"
ทุกถ้อยคำดั่งคมมีด ทุกครั้งที่จีเฟิ่งเหยียนเอ่ยออกมาแรงกดดันที่เฉินฉางอันได้รับกลับทวีคูณขึ้นเป็เท่าตัว
"เรียนคุณหนูใหญ่ ข้าน้อยไม่รู้วิธีประสานฤทธิ์โอสถของบัวขาวเมฆาวารีและเม็ดบัวอัคคีโลกันตร์จริง ๆ ขอรับ หากข้าน้อยแต่งเื่หลอกลวงออกไป นอกจากคุณหนูใหญ่จะหลอมโอสถไม่สำเร็จแล้ว กลับยัง... กลับยังเป็การสิ้นเปลืองสมุนไพรไปสิบกว่าต้นโดยเปล่าประโยชน์ด้วย เมื่อห้าวันก่อนข้าน้อยเคยกล่าวว่ารู้วิธีประสานฤทธิ์โอสถ นั่น... นั่นไม่ใช่ว่าข้าน้อยตั้งใจจะหลอกลวงคุณหนูใหญ่"
"ดอกมู่หลานม่วงสามารถประสานฤทธิ์โอสถได้จริง ๆ ทว่าบัวขาวเมฆาวารีแต่ละต้น เม็ดบัวอัคคีโลกันตร์แต่ละเม็ดต่างก็บรรจุพลังโอสถที่ไม่เท่ากัน ข้าน้อยทำไม่ได้… ข้าน้อยคิดเื่นี้ง่ายเกินไป ข้าน้อยไม่กล้าหลอกลวงคุณหนูใหญ่ขอรับ!"
ตู้ม ตู้ม ตู้ม!
ในระหว่างที่พูด แรงกดดันที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันทำให้กระดูกทั่วร่างของเฉินฉางอันเริ่มบิดเบี้ยวเสียรูปทรงจนใกล้จะะเิออกเพราะไม่อาจต้านทานแรงกดดันที่น่าหวาดหวั่นเช่นนี้ได้
เจ็บ! เจ็บเหลือเกิน เจ็บจนเฉินฉางอันมีความรู้สึกอยากจะปลิดชีพตนเองเสียตรงนี้ เขาอยากจะหนีไปจากโลกใบนี้
เขาไม่กล้าเผชิญหน้ากับตัวตนที่น่าหวาดหวั่นถึงขีดสุดอย่างคุณหนูใหญ่ผู้นี้เลย… เขาอยากจะตาย!
วึ่ง วึ่ง วึ่ง~
ในขณะที่จิติญญาของเฉินฉางอันเจียนจะพังทลาย แผ่นทองแดงาที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของห้วงจิตสำนึกกลับเปล่งรัศมีสีขาวออกมาอีกครั้ง
ภายใต้การโอบอุ้มของรัศมีสีขาว เฉินฉางอันที่ราวกับคนใกล้สิ้นสติกลับรู้สึกเหมือนถูกน้ำเย็นสาดเข้าใส่จนร่างกายสั่นสะท้านและกลับมาแจ่มใสอีกครั้ง
ตายไม่ได้! ตายไม่ได้เด็ดขาด! ข้ายังไม่ได้หลุดพ้นจากฐานะข้ารับใช้
ข้ายังไม่ได้เปิดเทือกเขาฝึกบำเพ็ญ
ข้ายังไม่ได้เป็เซียนเหมือนอย่างคุณหนูใหญ่
ข้ายังไม่ได้ลิขิตชะตาชีวิตของตนเอง!
ครืน!
ด้วยความไม่ยินยอมอันแรงกล้ากลิ่นอายรอบกายของเฉินฉางอันพลันะเิออกมาอย่างรุนแรงพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า ปราณโลหิตของสัตว์อสูรจำนวนมหาศาลที่สูบกลืนเข้าไปใน่หลายวันนี้ภายใต้การแทรกแซงจากแรงกดดันมหาศาลกลับถูกร่างกายดูดซับไปจนหมดสิ้นในพริบตา
ร่างกายของเขาในขณะหนึ่งหนักอึ้งนับพันจิน ทว่าในชั่วขณะต่อมากลับเบาหวิวดั่งปุยฝ้าย ยามที่กำหมัดทั้งสองข้างแน่นประหนึ่งมีม้าพยศห้าร้อยตัวกำลังพุ่งทะยานแต่ในขณะเดียวกันก็ดูนุ่มนวลดั่งสายน้ำที่ไหลผ่านขุนเขาไร้พละกำลังแต่ชุ่มชื่นไปทั่วทุกสรรพสิ่ง
ขอบเขตสามัญระดับเจ็ดขั้นแข็งอ่อนสอดผสาน... ทะลวงสำเร็จ!
"ถึงกับทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสามัญระดับเจ็ดได้ ตระกูลจีของข้าให้กำเนิดยอดฝีมือการบำเพ็ญเพียรขึ้นมาจริง ๆ !"
จีเฟิ่งเหยียนชำเลืองมองกระบี่ข้างกายที่ส่งเสียงขานรับ แววตาดุจสายน้ำนั้นเต็มไปด้วยความตกตะลึง
การบีบคั้นถึงเพียงนี้ยังไม่สามารถช่วยให้เ้าเด็กนี่ปลุกกายากระบี่ให้ตื่นขึ้นได้เลย กายากระบี่ของเขานี้แท้จริงแล้วคือกายาศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งระดับใดกันแน่?
เฉินฉางอันหลังจากทะลวงเข้าสู่ระดับเจ็ดแล้ว เจตจำนงกระบี่รอบกายเขาก็พุ่งสูงขึ้นจนสังเกตได้ชัด มันถึงขั้นลุกขึ้นต่อต้านแรงกดดันที่จีเฟิ่งเหยียนปลดปล่อยออกมาเพื่อปกป้องเฉินฉางอันโดยทันที
กายากระบี่โดยกำเนิด เจตจำนงกระบี่ปกป้องเ้านาย แม้กายากระบี่จะยังไม่ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์แต่ก็สามารถปกป้องเ้านายได้เองแล้ว นิมิตเช่นนี้ต่อให้เป็จีเฟิ่งเหยียนเองก็ยังคาดไม่ถึง
‘นี่กลับทำให้... ข้าเกิดความเสียดายยอดฝีมือขึ้นมาเสียแล้วสิ’
จีเฟิ่งเหยียนสะบัดมือครั้งหนึ่งแรงกดดันที่ปกคลุมทั่วตำหนักก็มลายหายไปในพริบตา ทุกคนรวมถึงเฉินฉางอันต่างก็พากันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ฟึ่บ!
ท่ามกลางความหวาดผวาของเฉินฉางอัน จีเฟิ่งเหยียนสะบัดมืออีกครั้งประกายไฟดวงหนึ่งพลันมุดหายเข้าสู่ร่างกายของเขา
ในตอนที่เฉินฉางอันคิดว่าเส้นชีพจรของตนกำลังจะถูกเผาทำลาย ประกายไฟที่เข้าสู่ร่างกลับกลายเป็สายน้ำทิพย์คอยบำรุงร่างกายของเขา
เปรี๊ยะ!
กระดูกที่หักสมานตัวกันในพริบตาร่างกายที่าเ็ถูกเยียวยาจนหายสนิท เพียงชั่วพริบตาาแทั้งหมดบนตัวเฉินฉางอันก็หายเป็ปลิดทิ้งกลับมามีชีวิตชีวาและแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม ประกายไฟดวงเล็ก ๆ เหมือนกัน แต่พลังชีวิตและการทำลายล้างกลับขึ้นอยู่กับความคิดเพียงหนึ่งเดียวของจีเฟิ่งเหยียน
"ขอบพระคุณ คุณหนูใหญ่ที่เมตตาไว้ชีวิตขอรับ!"
เฉินฉางอันรีบประสานมือกล่าวขอบคุณจีเฟิ่งเหยียนบนบัลลังก์ทันที แววตาของเขาไม่มีร่องรอยของความไม่พอใจแม้เพียงนิดเดียว
"คุณหนูใหญ่ เฉินฉางอันหลอกลวงท่าน… ขอท่านจงลงโทษมันเพื่อให้เป็เยี่ยงอย่างด้วยเถิด"
ผู้ดูแลใหญ่มึนงงไปหมด เมื่อเห็นว่าเฉินฉางอันนอกจากจะไม่ตายแล้วกลับยังทะลวงเข้าสู่ระดับเจ็ด มีพลังฝีมือเหนือกว่าตนเองไปเสียแล้ว เขาจึงเริ่มลนลานจนทำอะไรไม่ถูก
"การจะประสานฤทธิ์โอสถของบัวขาวเมฆาวารีและเม็ดบัวอัคคีโลกันตร์นั้น แม้แต่ปรมาจารย์หลอมโอสถผู้ชำนาญในตำหนักเก้าชั้นฟ้าไท่ซ่างยังทำไม่ได้ เฉินฉางอันเป็เพียงปุถุชนทำไม่ได้ย่อมเป็เื่ปกติ แต่การที่เขากล้ายอมรับความจริงว่าทำไม่ได้เพื่อหลีกเลี่ยงการสิ้นเปลืองสมุนไพรก็นับว่ามีความดีความชอบอยู่บ้าง"
จีเฟิ่งเหยียนมองเฉินฉางอันด้วยสายตาชื่นชม ตระกูลจีให้กำเนิดยอดฝีมือผู้กายากระบี่ขึ้นมา
นางย่อมไม่มีทางสังหารทิ้งด้วยมือตนเองแน่นอน? การบีบคั้นก่อนหน้านี้ก็เพียงเพื่อ้าช่วยเฉินฉางอันปลุกกายากระบี่ให้ตื่นขึ้นเท่านั้น
"ยิ่งไปกว่านั้น ภายในเวลาเพียงห้าวันเขาสามารถทะลวงจากขั้นสองเข้าสู่ขั้นเจ็ดได้ตระกูลจีของข้าได้ให้กำเนิดลูกรัก์ขึ้นมาแล้ว!"
ลูกรัก์? หัวใจของเฉินฉางอันเต้นระรัว ‘ตึก ตึก ตึก’ ในสายตาของคุณหนูใหญ่ เขาเฉินฉางอันคือลูกรัก์ที่สามารถทัดเทียมกับบรรดายอดฝีมือเ่าั้ได้แล้วอย่างนั้นหรือ?
เฉินฉางอันประสานมือคำนับ "ขอบพระคุณคุณหนูใหญ่ที่เมตตา!"
ใบหน้าชราของผู้ดูแลใหญ่ซีดเผือดดุจกระดาษในทันที เมื่อเขาอ้าปากเตรียมจะพูดสิ่งใดต่อกลับต้องเผชิญกับดวงตาที่เ็าดุจน้ำค้างแข็งของจีเฟิ่งเหยียน จนต้องสะดุ้งตัวโยนและรีบหุบปากลงทันที
สิ่งที่เรียกว่ากฎ สิ่งที่เรียกว่าระเบียบ สิ่งที่เรียกว่าการลงโทษเพื่อเป็เยี่ยงอย่าง
เมื่ออยู่ต่อหน้าความแข็งแกร่งที่เด็ดขาด ทุกอย่างล้วนเป็เพียงเื่ตลก!
ในตระกูลจีในเทือกเขาเฟิ่งหวง คุณหนูใหญ่จีเฟิ่งเหยียนคือตัวตนสูงสุดที่เป็ผู้ทำลายกฎและเป็ผู้บัญญัติกฎเ่าั้ขึ้นมาเอง สิ่งที่นางตัดสินใจแล้วไม่มีผู้ใดเปลี่ยนได้หากจะเปลี่ยนผลลัพธ์ย่อมมีเพียงความตาย!
"สวนสัตว์อสูรจะขาดผู้ดูแลไม่ได้เพียงวันเดียว เฉินฉางอันั้แ่วันนี้เป็ต้นไป สวนสัตว์อสูรข้าจะยกให้เ้าเป็ผู้จัดการด้วย"
จีเฟิ่งเหยียนมองดูเฉินฉางอันที่แสดงท่าทางนิ่งเฉยไม่ยินดียินร้าย แล้วเอ่ยเรียบ ๆ
"เ้าเห็นว่าเป็อย่างไร?"
สิ้นคำพูดนี้ร่างกายของผู้ดูแลใหญ่ที่อยู่ข้าง ๆ ถึงกับสั่นสะท้าน เขารู้ดีว่ายุคสมัยของเขาจบสิ้นลงแล้ว
ยามนี้เฉินฉางอันกลายเป็คนโปรดข้างกายคุณหนูใหญ่ เขาจะไปเอาอะไรไปสู้?
แม้แต่ระดับพลังยังเหนือกว่าตนเอง เขาที่แก่ชราและร่างกายอ่อนแอนอกจากจะฝากความหวังไว้ที่นายน้อยจีอู๋เซี่ยงแล้ว จะทำอย่างไรได้อีก? การกุมอำนาจทั้งสวนสมุนไพริญญาและสวนสัตว์อสูรพร้อมกันเกรงว่าั้แ่วันนี้เป็ต้นไป… เฉินฉางอันย่อมกลายเป็ผู้ที่อยู่ใต้คนเพียงผู้เดียวทว่าอยู่เหนือคนนับหมื่นอย่างแท้จริง!
"เรียนคุณหนูใหญ่ ข้าน้อยเพิ่งจะรับหน้าที่ดูแลสวนสมุนไพรได้ไม่นาน เกรงว่าจะไม่มีเวลาไปจัดการสวนสัตว์อสูรได้ขอรับ"
ท่ามกลางความเหลือเชื่อของผู้ดูแลใหญ่ เฉินฉางอันกลับเอ่ยปากปฏิเสธออกมา
"ขอคุณหนูใหญ่โปรดเลือกผู้อื่นเถิด"
ทันทีที่คำนี้หลุดออกมาแววตาชื่นชมของจีเฟิ่งเหยียนก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น นางจึงกล่าวต่อ
"ลวี่จูเอ๋อร์ เช่นนั้นสวนสัตว์อสูรเ้าจงเป็คนดูแล!"
"ขอบพระคุณคุณหนูใหญ่เ้าค่ะ!"
ลวี่จูเอ๋อร์ชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นเฉินฉางอันแอบขยิบตาให้นางก็เข้าใจความหมายทันที นางพลันนึกถึงคำพูดที่เฉินฉางอันเคยบอก
"ห้าวันให้หลังจะมีของขวัญชิ้นใหญ่มามอบให้"
ที่แท้ของขวัญชิ้นใหญ่นี้ก็คือ…
"แยกย้ายกันไปได้แล้ว! เื่ในวันนี้ให้จบลงเพียงเท่านี้ หากเกิดความวุ่นวายขึ้นอีก ข้าจะลงโทษโดยไม่ละเว้น!"
จีเฟิ่งเหยียนลุกขึ้นจากบัลลังก์ นางเหยียบย่างไปบนความว่างเปล่าที่ไร้ขอบเขต เดินมุ่งหน้าเข้าสู่ส่วนลึกของตำหนักหลักทีละก้าว แต่ว่าเดินไปได้ไม่กี่ก้าวจีเฟิ่งเหยียนกลับหันมามองเฉินฉางอันราวกับตัดสินใจบางอย่างได้กะทันหัน นางจึงเอ่ยขึ้นทันที
"เฉินฉางอัน เ้าจงตามข้ามา!"