22.ตำราอักขระเซียน
วิทย์ตั้งเต็นท์อยู่ไม่ไกลจากต้นมะยมนัก เขายืนอยู่ใต้ต้นมะยมที่ขึ้นอยู่ข้าๆถนนเส้นหลักด้านหลังของเขาเป็นเสาหลักเมืองของหมู่บ้านหนองถาวร หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านขนาดเล็ก และ เล็กกว่าหมู่บ้านของเขา มีประชากรอยู่ไม่ถึง 200 หลังคาเรือน มีโรงเรียนประถม ที่มีนักเรียนราวๆ 50 คน ขณะที่เขายืนมองทอดสายตาออกไปตามถนนหลักทางด้านทิศตะวันตกของหมู่บ้าน แสงแดดยามเย็นส่องออกมาจากดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับยอดไม้ตัดกับฝุ่นผงที่ลอยขึ้นมาจากถนนลูกรังที่ลอบฟุ้งขึ้นมาในอากาศหลังจากคนและสัตว์สรรจรไปมา มีเด็กเล็กๆสามสี่คนวิ่งไล่จับกันอยู่บนถนนฝุ่นผงสีส้มฟุ้งขึ้นตามหลังของเด็กเมื่อเขาวิ่งผ่านไปบนถนนลูกรัง ฝูงวัวควายของชาวบ้านถูกต้อนให้เดินไปตามถนนเพื่อกลับบ้านและกลับเข้าคอกของพวกมัน มีลูกควายเผือกตัวน้อยส่งเสียงร้องกระโดดไปมาตามหลังตัวแม่ของมันไปท่าทางซุกซนเหมือนเด็กๆ คนเฒ่าคนแก่ถือไม้เรียวเดินตามหลังคอยปรามความซนของพวกมันไม่ให้ ยื่นหน้าออกไปกินต้นผักที่อยู่ริมรัวของชาวบ้านร้านรายทาง หมาบ้านตัวสีน้ำตาลตัวเล็กๆ เห่าเสียงดังร้องขู่ออกมาจากตัวบ้านเมื่อฝูงวัวควายเดินผ่านไป ควันไฟจากการหุงหาอาหารคลุ้งฟุ้งออกมาจากชาญเรือนหลายหลัง กำแพงรัวไม้ซี่เล็กๆที่เรียงรายทอดไปตามถนนที่มีต้นฝักสวนครัวจำพวกตำลึง ถั่วพู เลื้อยขึ้นเป็นเถาบ้างมีดอกกำลังบานสะพรั่งบ้างมีฝักมียอดให้เก็บกินได้แล้ว เป็ดไก่หลายตัวหากินอยู่ริมสองข้างทาง แม่ไก่ร้องเรียกลูกตัวเล็กๆของมันให้วิ่งตามเข้าไปในบ้านเพื่อกลับไปยังคอกของพวกมัน ดวงตะวันสาดแสงตัดกับหมอกควันมองเห็นเป็นไอลอยเอื่อยๆตามสองข้างทาง บรรยากาศดูมีชีวิตชีวาไม่น้อย เด็กชายตัวเล็กๆที่เล่นอยู่ละแวกใกล้ๆเดินเข้ามาหาเขาด้วยความสงสัย“อ้ายๆอ้ายมาเฮ็ดหยังอยู่นี้ (พี่ๆพี่มาทำอะไรอยู่ที่นี้)”เด็กน้อยถามออกมาเป็นภาษาอีสาน“มาพักรถซือๆมันค่ำแล้วเลยว่าสินอนนี้(มาพักรถเฉยๆมันมืดแล้วพี่เลยพักที่นี้)” เขาตอบไปเป็นภาษาถิ่นเหมือนกัน“คึดว่าอ้ายมาฉายหนังขายยาติ ว่าสิบอกให้อีแม่พามาเบิ่งอยู่ คั่นเป็นหนังขายยาสิมีคนมาขายขนมนำข่อยสิไดขอเงินอีแม่จัก 10 บาทมาซื้อขนม(นึกว่าพี่มาฉายหนังขายยา ว่าจะให้แม่พามาดูซะหน่อย ถ้าเป็นหนังขายยา จะมีคนมาขายขนมด้าย หนูจะขอเงินแม่ 10 บาทมาซื้อขนม)”เด็กน้อยตอบออกมาทำหน้าตาผิดหวัง“เอานี้บ่อต้องขออีแม่ดอกอ้ายให้ไปซื้อขนม(เอานี้ไม่ต้องไปขอแม่หรอกพี่ให้ไปซื้อขนม)” วิทย์หยิบเงิน 20 บาท ใส่มือให้เด็กน้อย“โหอ้ายคือใจดีแท้ขอบคุณคับ (โหพี่ใจดีจังขอบคุณครับ)”เด็กน้อยบกมือไหว้แล้ววิ่งกลับไปหากลุ่มเพื่อนๆของเขา 3 คนที่ยืนรออยู่ วิทย์มองดูหน้าตาของเด็กๆทั้ง 4 คนมีผู้ชาย 2 ผู้หญิงสองคน หน้าตาพวกเขาคล้ายกันมาก เด็กๆใส่เสื้อผ้าสีซีดๆมอมแมมตามประสาเด็ก วิทย์ยังจำได้ดีในตอนที่เขาเป็นเด็ก บ้านของเขาอยู่ที่อำเภอน้ำยืน บ้านทุ่งศรีทอง ตอนนั้นตาของเขาไปเบิกที่ดินใหม่ๆ เป็นที่จับจองของหลวงแบ่งให้คนเข้าไปถางป่าเพื่อทำเป็นไร่ หมู่บ้านของเขาเป็นหมู่บ้านใหม่ บ้านแต่ละหลังอยู่ห่างกันมากๆ ตอน ป.1 โรงเรียนของเขาอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง คือหมู่บ้านเก่าขาม มันไกลจากบ้านของเขาเอามากๆ และเขาต้องขี่จักรยายคันเล็กๆของเขาไปตามทาลูกรังเพื่อไปยังโรงเรียน บ้านเขาจนมาก ได้เงินค่าขนมแค่วันละ 3 บาท ทางไปโรงเรียนของเขา ต้องผ่านค่ายทหาร ทุกวันอังคารกับวันพฤหัส จะมีนายทหารคนหนึ่งมาจอดรถหน้าทางเข้าค่ายและแจกเงินค่าขนมให้กับพวกเด็กๆที่ปั่นจักรยานผ่านไปโรงเรียน คนละ 10 บาท ตอนนั้นเขาดีใจมาก และเขายังคงจำความรู้สึกตอนที่ได้รับเงิน 10 บาทนั้นได้ดี และวันนี้เขาคิดว่าเด็กคนนั้นคงรู้สึกเหมือนกันกับเขาที่เคยรู้สึกในครั้งอดีตที่ผ่านมา เพราะแววตานั้นเหมือนกับแววตาของเขาตอนนั้น และเขาเองก็รู้สึกมีความสุขเล็กๆที่ได้มองเห็นรอยยิ้มของเด็กคนนี้ นี้สินะ ความรู้สึกของนายทหารคนนั้น วิทย์ยิ้มก่อนจะมองทอดสายตาตามหลังเด็กๆ 4 คนนั้นไปจนเด็กๆวิ่งลับสายตาเข้าไปในซอยเล็กๆซอยหนึ่ง17:00 น.วูป!...ชั่วพริบตาเดียวทุกอย่างที่เห็นอยู่ตรงหน้าหายไปหมด ตัวของเขาข้ามมาอีกยังมิติหนึ่งแล้ว “เป็นเจ้าอีกแล้วรึ”เสียงของใครบางคนทักมาจาดด้านหลังของเขา วิทย์หันหลังกลับไป มองเห็นเทพองค์หนึ่งแต่ตัวด้ายชุดเทวาสีทองอร่าม ราวกับพระชาชาในหนังจักรๆวงๆก็ไม่ปาน ที่แตกต่างคือรัศมีสีทองอ่อนๆเปล่งออกมาจากร่างกายนั้น ให้ความรู้สึกน่าเกรงขามและทำให้ผู้คนยากจะคุกเขาลงไปกราบกรานเป็นที่สุด แต่มีอะไรบางอย่างยับยั้งไม่ให้เขาทำเช่นนั้นเขาเคยเจอเทพองนี้มาแล้วที่หมู่บ้านของเขาเองตอนที่เขาเข้าไปกราบไว้เสาเทวาครั้งแรกวิทย์เดินเข้าไปยังลานหน้าศาลาศาลหลักเมือง ที่ตอนนี้กลายเป็นแท่นบัลลังสีทองขนาดใหญ่ มีองเทพยืนอยู่หน้าบัลลังทอง มองทอดสายตามายังเขา วิทย์คุกเข่าลง พนมมือขึ้นจรดหัวหนึ่งครั้ง “สการะท่านเทพอารัก”เขากล่าว “อืม!เป็นเจ้า ภูตวิญญาณน้อย เจ้าจะได้รับภารกิจเหมือนครั้งที่แล้ว กวาดล้างภูติวิญญาณร้ายในเขต 10 กิโลเมตร รอบๆเขตแดนเทวาต้นนี้ภายในกำหนดเวลา 1 ปีหรือไม่”เทพอารักกล่าว วิทย์ครุ่นคิดมีหลายอย่างที่เขาไม่เข้าใจ ครั้งที่แล้วเขาก็ได้รับภารกิจนี้ แต่แพรไม่ได้รับ และเขาก็ไม่เจอเทพอารักอีกเลยด้วยซ้ำ“หึๆ ไม่ต้องสงสัยอะไรหรอก เจ้าคือคนเป็นคนแรกที่มาที่นี้ ถึงได้เจอข้า เจ้าจึงได้รับภารกิจไป และข้าขอเตือนเจ้าไว้ก่อน ถ้าเจ้าไม่สามารถจัดการพวกมันได้ภายใน 1 ปี พวกมันทั้งหมดจะยกกองทัพไปถล่มบ้านของเจ้าและยิ่งรับภารกิจกวาดล้างนี้มากขึ้นและทำไม่สำเร็จจำนวนภูตวิญญาณร้ายก็จะมากขึ้นตามไปด้วย ศึกของเจ้าก็จะลำบากมากขึ้น เจ้าจะรับหรือไม่”เทพอารักยิ้ม และมีสิ่งหนึ่งที่เขาไม่ได้บอกวิทย์ออกไปคือ ถ้ารับภารกิจเขาก็จะได้รับของหนึ่งอย่าง ที่หัวใจของเขาปรารถนามากที่สุด ความปรารถนาแรกของเขาคือพลังในการล้างแค้น ทำลายศัตรู ที่ไล่ฆ่าเขาเกือบตายทำให้เขาได้หนังสือสีดำมาและกลายมาเป็น ภูติวิญญาณสายมาร“ถ้าไม่รับจะเกิดอะไรขึ้น”วิทย์ถาม เพื่อประกอบการตัดสินใจ“ก็ง่ายๆ ข้าก็จะไปจากที่นี้และ ที่นี้ก็ไม่มีภารกิจนี้อีก ภูตผีก็เติบโตตามปกติ โดยไม่มีใครทำอะไรพวกมันสุดท้ายพวกมันก็จะกลืนกินหมู่บ้านนี้”เทพอารักตอบ วิทย์ ชะงักนิดหนึ่ง เขาเข้าใจแล้ว ถ้าเขาไม่รับภารกิจตอนนี้ คนอื่นก็มารับไม่ได้และจะไม่มีใครเจอเทพอารักษ์ที่นี้อีก เขาสับสนและไม่เข้าใจกับเรื่องพวกนี้ และเชื่อว่าหลายๆคนก็คงเป็นเหมือนเขา โลกวิญญาณแห่งนี้กำลังเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมเทพอารักต้องไปจากที่นี้ จากข้อมูลพื้นฐานของโลกวิญาณที่เขาได้รับมาเมื่อวานนี้บอกชัดเจนว่า เทพอารักคอยปกปักรักษาเขตแดนเทวามากกว่า หมื่นๆแสนๆปีแล้ว“มันเกิดอะไรขึ้นทำไมท่านถึงต้องไปจากที่นี้”เขาถามเพื่อจะได้รู้ถึงเงื่อนงำอะไรบางอย่างที่เขาไม่เข้าใจ“ทุกอย่างล้วนต้องมีการเสื่อมถอยตามกาลเวลาของ วัฏจักรตัวข้าเองก็เช่นกันมนุษย์ก็เช่นกัน เจ้าจะรับภารกิจหรือไม่”เทพอารักก็ยังตอบเป็นปริศนาเช่นเคย และถามเขาอีกครั้ง วิทย์นึกถึงภาพรอยยิ้มดีใจของเด็กคนนั้นที่ได้เงินค่าขนมไป 20 บาทภาพรอยยิ้มที่มีความสุข จะเกิดอะไรขึ้นถ้าที่นี้ถูกวิญญาณร้ายกลืนกิน เขาหลับตาลงแล้วถอนหายใจออกมา“รับครับ”เขาตอบและลืมตาขึ้นอีกครั้งด้วยสายตาที่หมั่นคง“เยี่ยมมากเจ้าหนุ่ม ทีนี้ สิ่งที่เจ้าปรารถนาที่สุดเป็นของเจ้า”เทพอารักษ์ยื่นมืออกมาหนังสือเล่มสีเขียวแก่ลอยออกจากมือของเขาตรงมายังวิทย์ วิทย์รับมาก้มลงมองหน้าปกหนังสือเล่มนั้นหน้าปกมีคำหนึ่งคำ ***ตำราอักขระเซียน***ใช่แล้ว วันนี้ทั้งวันสมองของเขาหมกมุ่นครุ่นคิดอยู่แต่กับอักขระ ยันต์ มนตราคาถาอาคม พวกนี้ และตอนนี้มันอยู่ในมือของเขาแล้วและเทพอารักษ์บอกว่าสิ่งที่เขาปรารถนามากที่สุดคือมัน ใช่แล้วสิ่งที่เขาต้องการคือความรู้ความเข้าใจในตัวอักขระ เวทมนต์คาถา วิทย์ละสายตาออกมาจากหนังสือ แต่เทพอารักหายไปเสียแล้ว เหลือไว้แค่เพียงเสาหลักเมืองหรือเสาเขตแดนเทวา บัลลังก็หายไปแล้ว องค์เทพจากไปแล้ว เหลือเพียงเขาคนเดียวที่อยู่ ณ ที่นี้ วิทย์กราบลงไป 3 ครั้งเหมือนครั้งที่แล้วที่เทพอารักษ์ได้ช่วยเขาไว้เพื่อเป็นการสการะ เดิมทีแล้ววันนี้เขาคิดเอาไว้ว่าจะมากวาดล้าง วิญญาณที่อยู่ในรัศมีของเขตแดนเทวา และฝึกวิชาอาพรโลหิตเกราะทองคำ9ขั้น ที่เขาได้รับมาเมื่อวันก่อน ตอนนี้เขาสามารถเริ่มฝึกขั้นที่ 1 ได้แล้วตามเงือนไขของมันที่ต้องมี อักขระมหามนต์ตราโลหิตทองคำ มี 1 เส้น ฝึกขั้นที่ 1 ได้ มีสองเส้นฝึกขั้นที่ 2 ได้เขาคิดไปถึงสาวน้อยทั้งสองคนที่พึ่งแยกจากกัน ตอนนี้พวกเธอคงเข้ามาในโลกวิญญาณแล้ว แพรตั้งใจว่าจะฝึกวิชาของเธอ ที่ได้มาจากตรอกคนตาย และ เธอจะสอนเพื่อนของเธอฝึกมันเช่นกัน เขาไม่รู้เลยว่า คนอื่นๆจะเป็นอย่างไรกันบ้างในตอนนี้ วันนี้เป็นวันที่มีคนถูก Jump เข้ามายังโลกวิญญาณเยอะมากว่าวันก่อนๆเป็น 2-3 เท่า เขาไม่รู้เลยว่าจะมีคนตายเพิ่มมากขึ้นแค่ไหนกันในวันพรุ่งนี้ และมันเป็นข่าวที่เขาไม่ยากจะรู้มากที่สุด ความเงียบพาให้หัวของเขาคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ความเงียบมักมาพร้อมกับความเหงา เขาไม่ได้รู้สึกกลัวโลกแห่งนี้เหมือนตอนเข้ามาครั้งแรกแล้ว แต่เขาเพียงแค่รู้สึกเหงา เขามองทอดสายตาออกไปในความมืด ด้านนอกวงแสงเขตแดนเทวาพวกวิญญาณร้ายล่องลอยอยู่ประปราย ไร้ซึ้งเสียง มันเงียบ เงียบเหมือนกับความมืด “ตอนนี้ถ้ามีใครซักคนให้คุยด้วยจะดีแค่ไหนกันนะ” เขาคิด “อีวา เมื่อไรเธอจะกลับมา” เขารู้จักกับอีวาเพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆ ก่อนที่เธอจะจากไปเพราะเขาเองทำผิดกฎแล้วถูกแบนไป 7 วัน เขามีเวลาแค่ 10 วันที่ภูติน้อยอีวาจะได้อยู่กับเขา แต่ตอนนี้มันเหลือแค่ 2 วันเท่านั้น และนี้เป็นครั้ง ที่ 3 ที่เขา Jumpเข้ามายังโลกวิญญาณโดยไม่ได้รับคำแนะนำใดๆจากภูติผู้ช่วยของเขาเลย“เฮ้อ!”เสียงถอนหายใจดังออกมาจากปากของเขาท่ามกลางความเงียบ เขายกตำราสีเขียวแก่เล่มหนาขึ้นมามองดูปกของมันอีกครั้งก่อนจะเปิดดูด้านใน มันเหมือนกันกับ หนังสือสีดำเล่มก่อนที่เขาได้รับมา คือต้องหยดเลือดลงไปถึงจะเปิดอ่านมันได้ เขาหยดเลือดลงไปกลางวงอักขระเวท อักขระเคลื่อนตัวออกจากวงเวทขึ้นไปรวมกันที่ด้านบนของหน้ากระดาษ สลักเป็นชื่อของเขาบนหน้าหนังสือสื่อความหมายว่าเขาเป็นเจ้าของมันแล้วตอนนี้มันแตกตางจากเล่มก่อนกน้านี้นิดหน่อย ไม่มีเสียงใครบางคนที่สื่อสารกับเขาได้ หนังสือเล่มสีดำของเขามี Death night ที่พูดคุยออกมาได้เหมือนมีชีวิต ใช่แล้วมันมีชีวิต แต่เล่มนี้ไม่ มันเหมือนกับว่าเป็นหนังสือธรรมดาที่ลงอาคมความเป็นเจ้าของเอาไว้ก็เท่านั้น