คนขับเกวียนแสดงท่าทีเป็นมิตรกับต่งเสี่ยวเสี่ยวมากขึ้น
ตลอดหลายปีที่เขาขับเกวียนต่งเสี่ยวเสี่ยวเป็นคนแรกที่ใจกว้างขนาดนี้
คนขับเกวียนยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดีเขาหันหัวเกวียนกลับ แล้วค่อยๆ ขับตรงกลับหมู่บ้าน
พอถึงหมู่บ้านต่งเสี่ยวเสี่ยวเพิ่งกลับถึงบ้าน ก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่อึดอัด
ในลานบ้านมีเพียงเสียงลับมีดเท่านั้นแม้แต่เด็กทั้งสามคนที่ในตอนเช้าของเมื่อวานวิ่งเล่นไล่จับกันอย่างสนุกสนานก็หายตัวไป
ต่งเสี่ยวเสี่ยวหันไปมองฉินซู่ที่ยืนลับมีดอยู่กลางลานบ้านแล้วอดไม่ได้ที่จะถาม "เยว่เยว่ หยางหยางล่ะแล้วก็เฉินเฉินล่ะ? สายป่านนี้แล้ว ทำไมถึงยังไม่ตื่น?"
พอได้ยินเสียงของต่งเสี่ยวเสี่ยวร่างของฉินซู่ที่กำลังลับมีดก็แข็งทื่อขึ้นมาทันที เขาเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว
ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็สะดุ้งเล็กน้อยกับท่าทางของฉินซู่ชายหนุ่มตรงหน้าที่มีรอยคล้ำใต้ตา ริมฝีปากมีหนวดเคราขึ้นประปรายทั้งตัวแผ่รังสีความสิ้นหวังออกมา ดูเหมือนคนตายซาก
"นี่…นี่มันเกิดอะไรขึ้น?"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวถามอย่างตะกุกตะกัก
เธอไม่ได้กลับบ้านแค่วันเดียวทำไมเขาถึงกลายเป็นสภาพเหมือนคนตายไปได้ล่ะ?
ฉินซู่วางมีดในมือลง แล้วเดินกะเผลกๆมาหาต่งเสี่ยวเสี่ยว เขาจับแก้มของคนตรงหน้าเบาๆ แก้มนุ่มนิ่มนั้นให้ความรู้สึกชัดเจน
มุมปากของฉินซู่ขยับเล็กน้อยยังไม่ทันที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวจะได้ตั้งตัว ร่างของเธอก็ถูกชายหนุ่มดึงเข้าไปกอดแน่นเหมือนเขาอยากจะกอดเธอให้หลอมรวมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในร่างกายของเขา
ต่งเสี่ยวเสี่ยวถึงกับหายใจไม่ออกต้องฝืนพูดออกมาว่า
“ถ้ายังไม่ปล่อยฉันจะขาดอากาศตายอยู่แล้วนะ!”
เช้าๆ แบบนี้เป็นบ้าอะไรของเขากัน?
พอได้ยินแบบนั้นฉินซู่ก็รีบปล่อยคนในอ้อมแขนออกดวงตาก็แดงก่ำอย่างไม่รู้ตัวน้ำเสียงก็เริ่มสั่นเครือ
"เธอไม่ได้หายไปไหนจริงๆ ด้วย!"
ท่าทางแบบนั้นของเขาดูคล้ายลูกหมาป่าตัวน้อยที่ทำหน้าตาน่าสงสารสุดๆ
เมื่อได้ยินคำพูดที่ดูเหมือนไม่มีปี่มีขลุ่ยของชายหนุ่มต่งเสี่ยวเสี่ยวก็สับสน เธอกลอกตา ก่อนจะพูดว่า "แล้วฉันจะไปไหนได้?"
"แม่คะ"
เสียงเล็กๆ ของฉินไห่เยว่ดังมาจากด้านหลัง
ต่งเสี่ยวเสี่ยวหันกลับไปมองเธอเห็นดวงตาทั้งสองข้างของฉินไห่เยว่บวมเป่งราวกับหลอดไฟพอเด็กน้อยเรียกเธอแล้วก็ร้องไห้ออกมาเสียงดัง พร้อมกับวิ่งเข้ามากอดเธอ
เธอกลัวว่าเด็กน้อยจะล้มต่งเสี่ยวเสี่ยวรีบอุ้มเด็กน้อยไว้ในอ้อมแขน เธอควักผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าออกมาก่อนจะพูดด้วยความเอ็นดู
"โอ๋ๆ ลูกรักเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย แม่ไม่ได้กลับบ้านแค่คืนเดียว ทำไมถึงร้องไห้ขนาดนี้ ดูสิตาเล็กๆ ของลูกบวมเหมือนหลอดไฟแล้ว!"
ฉินไห่เยว่สูดจมูก พูดด้วยเสียงสั่นเครือ"เมื่อวานป้าบอกกับเยว่เยว่ว่าแม่ไม่อยากได้เยว่เยว่กับพี่ชายแล้ว จะไปแต่งงานกับคนอื่นเยว่เยว่ไม่อยากให้แม่แต่งงานกับคนอื่น ไม่อยากให้แม่เป็นแม่ของคนอื่น"
เมื่อวานต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่ได้กลับมาทั้งวันแถมป้าก็ยังมาขู่เธออีก เธอคิดว่าต่งเสี่ยวเสี่ยวจะไม่กลับมาอีกแล้ว
ถึงฉินไห่หยางจะไม่ได้ร้องไห้มากขนาดนั้นแต่ดวงตาเล็กๆ ทั้งสองข้างก็แดงก่ำ เห็นได้ชัดว่าเขาแอบร้องไห้อยู่ในผ้าห่ม
ฉินฮุ่ยเจียวที่จู่ๆ ถูกพูดถึงก็รู้สึกใจไม่ดี พอเธอเห็นว่าต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่มีปฏิกิริยาอะไรจึงพยายามทำใจให้สงบลง
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเหลือบตามองฉินซู่ที่ดูซอมซ่ออย่างกับคนโดนทิ้งแล้วก็เดาออกทันที ว่าหมอนี่คงคิดว่าเธอหนีไปแล้ว
จากนั้นเธอก็หันไปมองฉินฮุ่ยเจียวสายตาของเธอเต็มไปด้วยความเย็นชา เหมือนกับอยู่ในห้องเย็น
ตอนแรกเธอคิดว่าผู้หญิงคนนี้จะสงบเสงี่ยมเจียมตัวที่ไหนได้กลับกลายเป็นตัวป่วน ช่วงสองวันนี้สร้างเรื่องให้เธอมากมาย
"พี่คะ เด็กๆ ยังเล็กอยู่ทำไมพี่ถึงพูดกับพวกเขาแบบนี้ล่ะคะ?"
ฉินฮุ่ยเจียวเม้มปากเล็กน้อยด้วยท่าทีรู้สึกผิดแล้วพูดแก้ตัวเสียงแห้งๆ ว่า "ก็เธอออกจากหมู่บ้านไปตั้งแต่เที่ยงเมื่อวานแล้วก็หายเงียบไปทั้งคืน ใครจะรู้ว่าเธอหนีตามผู้ชายคนอื่นไปจริงๆ หรือเปล่า!"
หลังจากพูดประโยคสุดท้ายฉินฮุ่ยเจียวก็รู้สึกเสียใจอย่างมาก
นี่เธอพูดอะไรออกไปเนี่ย?
พอได้ยินแบบนั้นต่งเสี่ยวเสี่ยวก็เช็ดน้ำตาให้ฉินไห่เยว่เธอหันไปมองฉินไห่หยางที่ตาแดงก่ำแต่ยังคงเงียบ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"ลูกพาน้องสาวกับเฉินเฉินไปที่ห้องนะอันนี้ซาลาเปาไส้ซุปกับไข่ไก่ที่แม่ซื้อมาฝาก เอาไปกินในห้องถ้าแม่ไม่อนุญาตอย่าออกมาเด็ดขาด"
พูดจบเธอก็ยื่นถุงในมือให้ฉินไห่หยาง
เธอหันไปเริ่มปลอบเด็กน้อยขี้แยในอ้อมแขน"เยว่เยว่เป็นเด็กดี ลูกน่ารักขนาดนี้ แม่จะทิ้งลูกไปได้ยังไงลูกตามพี่ชายไปอยู่ในห้องก่อนนะ ตกลงไหม อย่าออกมาถ้าแม่ไม่อนุญาต"
ฉินไห่หยางก้มหน้าลงเขารับถุงที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวยื่นให้แล้วจูงมือฉินไห่เยว่กับเฉินเฉินเข้าไปในห้องด้วยกัน
เมื่อเด็กๆ เข้าไปในห้องแล้วรอยยิ้มบนใบหน้าของต่งเสี่ยวเสี่ยวก็หายไปทันทีเธอหันไปมองฉินฮุ่ยเจียวด้วยสายตาเย็นชา
ฉินฮุ่ยเจียวถูกจ้องจนตัวสั่นเธอรู้สึกผิดอย่างมาก เผลอขยับเข้าไปข้างๆ ฉินซู่โดยไม่รู้ตัว
ทันใดนั้นต่งเสี่ยวเสี่ยวก็คว้าข้อมือของฉินฮุ่ยเจียวไว้
เพียะ!
เสียงตบดังสนั่นในลานบ้านที่เงียบสงัด
ต่งเสี่ยวเสี่ยวใช้แรงทั้งหมดที่มีในการตบเข้าไปเต็มแรงทำให้ใบหน้าซูบผอมของฉินฮุ่ยเจียวแดงก่ำขึ้นมาทันที
ฉินฮุ่ยเจียวกุมแก้มขวาของตัวเองเธอมองต่งเสี่ยวเสี่ยวอย่างไม่อยากจะเชื่อ "น้องสะใภ้เธอเป็นบ้าไปแล้วเหรอ? ฉันเป็นพี่เธอนะ เธอกล้าตบฉันเหรอ!"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเหลือบมองฉินซู่ด้วยสายตาเย็นชาแล้วหันสายตากลับมาที่ฉินฮุ่ยเจียว ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
"พี่เป็นพี่สาวของสามีฉันไม่ใช่พี่สาวของฉัน ฉันไม่กล้าบอกว่าพี่เป็นคนสำคัญขนาดนั้นหรอก!ฉันกับสามีพยายามอย่างมากที่จะช่วยพี่ รับพี่มาอยู่ด้วยแต่พี่กลับทำตัวไม่เป็นประโยชน์ เอาแต่ทำเรื่องเหลวไหล"
ทำดีแทบตาย สุดท้ายกลายเป็นคนผิด
ถ้ารู้แบบนี้ปล่อยให้เธอตายอยู่ข้างนอกซะยังดีกว่า
เมื่อเห็นว่าทำอะไรต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่ได้ฉินฮุ่ยเจียวจึงหันไปที่น้องชายแท้ๆ ของตัวเอง
"อาซู่ ทำไมนายถึงไม่ดูแลเมียให้ดีล้ำเส้นไปใหญ่แล้วนะกล้าดียังไงมาตบฉัน วันนี้ถ้านายไม่ให้ความเป็นธรรมกับฉันก็อย่าหาว่าฉันไม่เห็นนายเป็นน้องอีก!"
เป็นเพราะน้องชายตามใจต่งเสี่ยวเสี่ยวมากเกินไปไม่อย่างนั้นลูกหลานที่ไหนจะมีปัญญามาขึ้นคร่อมหัวเธอได้นี่มันก็เป็นเพราะน้องชายตามใจจนเสียคน
ฉินซู่นวดหว่างคิ้วอย่างเหนื่อยหน่ายเขานั่งลง ดื่มชาเพื่อเรียกสติ มองภรรยาที่กำลังโกรธจัด แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา"เรื่องในบ้าน เมียของฉันเป็นคนตัดสินใจ เธอว่ายังไงก็ตามนั้น"
คำพูดนี้แสดงจุดยืนของฉินซู่อย่างชัดเจน
ต่งเสี่ยวเสี่ยวแสดงสีหน้าดีใจตอนแรกเธอคิดว่าฉินซู่จะเข้าข้างฉินฮุ่ยเจียว ที่แท้เธอก็คิดมากไปเอง
ฉินฮุ่ยเจียวโกรธจนแทบกระอักเลือดน้องชายแท้ๆ กลับไม่เข้าข้างตัวเอง กลับยืนอยู่ข้างคนนอก ประณามพี่สาวแท้ๆของตัวเอง
"ฉันให้เวลาพี่หนึ่งวันย้ายออกจากบ้านสกุลฉินไปซะ"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเหลือบมองฉินฮุ่ยเจียวอย่างเย็นชา
เธอไม่สนว่าฉินฮุ่ยเจียวจะไปไหนสิ่งเดียวที่เธอรู้คือ เธอไม่สามารถปล่อยให้ฉินฮุ่ยเจียวอยู่ที่บ้านสกุลฉินได้ไม่อย่างนั้นบ้านสกุลฉินจะต้องถูกตัวป่วนคนนี้ปั่นป่วนจนวุ่นวายไปหมดอย่างแน่นอน
"นี่มันบ้านสกุลฉินทำไมฉันถึงจะอยู่ที่นี่ไม่ได้?"