ตอนที่ 14 ท่อส่งน้ำ
“เ้าก็สนใจผ้าพับนี้เช่นกันหรือ” คุณหนูผู้นั้นเอ่ยถาม
“เ้าค่ะ” เพ่ยอิงตอบออกมาด้วยความแปลกใจที่คุณหนูผู้นี้ไม่ได้ดูรังเกียจเธอเช่นคนอื่นๆ
“ผ้านี้เป็ผ้าไหมอะไรหรือ” เพ่ยอิงถามเด็กในร้านที่คอยยืนแนะนำผ้าให้คุณหนูผู้นี้ ก็ในเมื่อไม่มีคนที่คอยมาแนะนำให้เธอ เธอก็ถามจากคนที่ค่อยแนะนำคนอื่นก็ได้ไม่เห็นจะแปลกอะไร แต่ก็ไม่ได้มีเสียงตอบรับออกมาแถมยังทำเป็ไม่สนใจอีกด้วย จนทำให้เพ่ยอิงขมวดคิ้วออกมาทันที
“ทำไม่เ้าไม่รีบตอบไปอีก เ้ามีหน้าที่คอยดูแลให้คำแนะนำกับลูกค้าไม่ใช่หรือ” คุณหนูผู้นั้นกล่าวตำหนิ
“ขออภัยเ้าค่ะคุณหนูไป๋หลาน”
“เหตุใดเ้าถึงมาขออภัยข้า เ้าต้องขออภัยน้องสาวผู้นี้สิถึงจะถูก” คุณหนูไป๋หลานกล่าวต่อว่าเด็กในร้านคนนั้น
“ขออภัยเ้าค่ะ” เด็กในร้านขันมาขออภัยเพ่ยอิง แล้วหลังจากนั้นก็แนะนำผ้าพับนี้ออกมา
“ผ้าพับนี้เป็ผ้าไหมเหลียนจื่อเ้าค่ะ ซึ่งจะทำมาจากตัวไหม เหลี่ยนจื่อกรรมวิธีการทำจะทอด้วยมืออย่างประณีต ในหนึ่งปีทำออกมาได้แค่เพียงห้าร้อยพับเท่านั้น จึงไม่พอต่อความ้าของผู้คน แล้วนี่ก็เป็สองพับสุดท้ายที่ทางร้านมีแล้ว ราคาพับละห้าตำลึงทองเ้าค่ะ”
เมื่ออธิบายรายละเอียดจบเด็กในร้านคนนั้น ก็ไม่ลืมบอกราคาออกมาทันทีแล้วมองเพ่ยอิงด้วยสายตาดูถูก
‘สายตาเธอนี่น่าตบจริงๆ เลยนะ’
เธอคิดแต่ก็ไม่ได้สนอะไรมากนักกลับมาสนใจผ้าสองพับตรงหน้าต่อ และเมื่อเธอกำลังจะหยิบทั้งสองพับขึ้นมา ก็นึกขึ้นมาได้ว่า มีคุณหนูท่านหนึ่งยืนอยู่ด้วย
“พี่สาวก็สนใจผ้าพับนี้เช่นกันหรือเ้าค่ะ”
“ถ้าเ้าอยากได้ก็เอาไปเถิด” ไป๋หลานเอ่ยออกมาอย่างใจดี
“ได้อย่างไรกันเ้าคะ เราเดินเข้ามาพร้อมกันถ้าอย่างนั้นแบ่งกันคนละพับดีหรือไม่เ้าคะ” เพ่ยอิงเสนอออกไปด้วยความมีน้ำใจ
“เ้าช่างเป็คนที่มีน้ำใจเสียจริงๆ เอาเช่นนั้นก็ได้” ไป๋หลานตอบรับออกมา เพราะใจจริงเธอก็อยากได้ผ้าไหมเหลียนจื่อสักพับเหมือนกัน ถ้าหากว่าไม่ได้ผ้าพับนี้เธอคงต้องรอผ้าพับใหม่ไปถึงปีหน้าแน่ๆ
เมื่อทั้งสองคน ทำการแบ่งผ้าคนละพับแล้ว คุณหนูไป๋หลานก็ถามชื่อเพ่ยอิงออกมา
“แล้วน้องสาวเ้าชื่ออะไรหรือ”
“ข้าเซี่ยเพ่ยอิงเ้าค่ะ แล้วด้านหลังข้าคนนี้คือพี่ชายของข้าชื่อเซี่ยต้าชุน ส่วนนี้ก็น้องเล็กชื่อเซี่ยหลีตี้เ้าค่ะ” เธอกล่าวแนะนำตัวออกไปแล้วก็ไม่ลืมแนะนำพี่ใหญ่กับน้องเล็กให้คุณหนูไป๋หลานรู้จัก
“ข้าชื่อไป๋หลาน เ้าเรียกข้าว่าพี่สาวไป๋ก็ได้ ถึงอย่างไรเราก็รู้จักกันแล้ว”
“ก็ได้เ้าค่ะ ถ้าอย่างนั้นพี่สาวไป๋ก็เรียกข้าว่าน้องสาวอิงอิงนะเ้าคะ” เพ่ยอิงตอบออกไปด้วยความจริงใจ จากที่เธอสังเกตแล้วพี่สาวไป๋อายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับพี่ใหญ่ของเธอ
“แล้วนี่เ้ายังจะเลือกซื้อผ้าอยู่อีกหรือไม่”
“คงไม่แล้วเ้าค่ะข้าได้ผ้าครบหมดแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราเดินไปคิดเงินพร้อมกันเถิด” เมื่อพี่สาวไป๋กล่าวจบทุกคนก็เดินไปที่โต๊ะคิดเงินทันที
“อ้าวน้องสาวไป๋เลือกผ้าเสร็จแล้วหรือ” เป็หญิงสาวผู้หนึ่งที่เป็เ้าของร้านคอยคิดเงินให้กับลูกค้าทักออกมา
“เหตุใดวันนี้ถึงเลือกซื้อไปเสียเยอะแยะนัก” เ้าของร้านที่หันมามองที่ต้าชุนด้านหลังเพ่ยอิงที่ถือพับผ้ามาหอบใหญ่
“มิใช่เ้าค่ะพี่ซื่อเหลียน ของข้าแค่พับนี้เท่านั้น” พูดจบไป๋หลานก็ให้สาวใช้ข้างกายเอาผ้าที่ถือไว้มาวางทันที
“ส่วนด้านหลังนั่นเป็ของน้องสาวอิงอิงเ้าค่ะ” พี่สาวไป๋อธิบายออกไปให้เ้าของร้านคลายความเข้าใจผิด
“จริงหรือ แย่จริงเชี่ยวที่ข้าเข้าใจผิดไปเสียได้ ต้องขออภัยน้องสาวด้วยจริงๆ” เ้าของร้านรีบขออภัยออกมาทันทีเมื่อรู้ว่าต้นเองเข้าใจผิด
“มิเป็ไรเ้าค่ะ”
แล้วหลังจากนั้นทั้งไป๋หลานและเพ่ยอิงก็คิดเงินค่าผ้า ซึ่งเพ่ยอิงก็ได้เสียเงินไปทั้งหมดห้าตำลึงทองกับอีกยี่สิบตำลึงเงิน
อีกทั้งยังได้ทำความรู้จักกับพี่สาวเ้าของร้านผ้าซื่อเหลียนแห่งนี้อีกด้วย และยังได้รู้ว่าพี่สาวไป๋หลานเป็ลูกสาวคนเล็กของท่านเ้าเมืองหย่งซาน
เมื่อออกมาจากร้านผ้าก็เกือบเลยยามเว่ย (13.00-14.59น.) ไปแล้ว ไม่อยากจะเชื่อว่าแค่ไปเลือกผ้าจะกินเวลาไปได้นานถึงเพียงนี้
ทั้งสามคนรีบเดินไปที่หน้าเมืองทันทีเพราะกลัวว่าจะกลับไปไม่ทันวัวเทียมเกวียนของลุงฉูฮ่าย และทั้งสามคนก็ไปไม่ทันจริงๆ
แต่ลุงฉูฮ่ายที่เห็นว่าสามคนพี่น้องยังไม่ได้มาจึงยังรั้งรออยู่ เพ่ยอิงกับพี่ชายจึงรีบขอบคุณลุงฉูฮ่ายขึ้นมาเสียยกใหญ่ ไม่เช่นนั้นแล้วทั้งสามคนคงได้เดินกลับบ้านเป็แน่
หลังจากที่เพ่ยอิงกลับมาจากในเมืองวันนั้น ตอนนี้ก็เป็เวลาครบหนึ่งอาทิตย์พอดี ซึ่งตอนนี้เมล็ดพันธุ์ผักที่ซื้อมาตอนเข้าไปในเมืองก็ได้ทำการเอาไปลงแปลงหมดเรียบร้อยแล้ว
ส่วนผักทั้งห้าแปลงที่ลงไว้ก่อนหน้านั้นก็เริ่มโตขึ้นมามากแล้วเช่นกัน ไม่รู้เพ่ยอิงคิดไปเองหรือเปล่าว่าผักพวกนั้นโตเร็วกว่าปกติ
แล้วในขณะที่เพ่ยอิงกำลังคิดอะไรเพลินๆ ขณะดูแปลงผักหลังจากรดน้ำเสร็จแล้วอยู่นั้น เธอก็คิดขึ้นมาได้ว่า
ถ้าทำการติดท่อส่งน้ำมารดน้ำผักพวกนี้ได้ก็ดีนะสิ เธอจะได้ไม่ต้องมาคอยรดน้ำเองทุกวัน
‘ไม่รู้ว่าในกำไลมิติจะมีพืชชนิดไหนใช้ทำท่อน้ำได้บ้าง ให้เ้าไป๋หู่พาไปหาดีกว่า’
‘แต่ใช้เถาวัลย์ที่คอยดูดน้ำจากในถังเข้ามาใช้ในบ้านก็ได้นี่นา’ คิดได้ดังนั้นเพ่ยอิงก็หายเข้าไปในกำไลมิติทันที
เมื่อเข้ามาโผล่ในบ้านริมน้ำตก เพ่ยอิงก็ได้ยินเสียงน้ำที่กำลังไหลตกลงมาจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำดังอยู่ด้านนอกทันที
ส่วนเ้าไป๋หู่ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกล มันนอนหลับอุตุอยู่บนที่นอนนั่นแหละ เ้านี่น่ะถ้าไม่ได้ใช้ให้ทำอะไรด้านนอกมันก็จะมานอนี้เีอยู่ภายในกำไลมิตินี่แหละ
เพราะความปลอดภัยของครอบครัวเ้านายมันก็ไม่ต้องเป็ห่วงเพราะมันได้ทำการสร้างรั้วและครอบปราณไว้แ่าแล้ว
ถ้าไม่ใช่ผู้ที่มีปราณระดับสีแดงขั้นสูงก็เข้ามาไม่ได้ แต่ถึงจะเป็ผู้ที่มีระดับปราณสีแดงขั้นสูงจะเข้ามาได้ก็ได้รับาเ็หนักอยู่ไม่ใช่น้อย
“ไป๋หู่วววววว” เพ่ยอิงทำการแกล้งเ้าไป๋หู่โดยการเข้าไปะโใส่หูของไป๋หู่ดังๆ
“ใคร ใครมันบังอาจมาะโใส่หูข้าไป๋หู่ผู้นี้”
ไป๋หู่ที่ใตื่นขึ้นมาพร้อมกับเอาเท้าหน้ามาปิดหูเอาไว้แล้วะโออกไปด้วยความโมโห
“ข้าเพ่ยอิงอย่างไรเล่า คิกคิก” เธอตอบรับออกไปพร้อมกับหัวเราะคิกคักกับท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูของเ้าไป๋หู่ในร่างลูกแมวน้อย
“เ้า!!” ไป๋หู่เอาเท้าหน้าที่เล็กป้อมชี้มาที่ตัวเธอแล้วก็กล่าวได้แต่คำว่าเ้าเพราะไม่รู้จะด่าออกมาอย่างไรได้นั้นเอง
“อย่าโมโหไปเลยน่า ข้าแค่หยอกล้อเ้าเล่นเท่านั้น เอาน่าๆ ประเดี๋ยววันหลังข้าจะทำอาหารอร่อยๆ ออกมาให้เ้ากินเอง”
เธอกล่าวหลอกล่อเพราะรู้ดีว่าไป๋หู่ชอบกินอาหารที่เธอทำถึงแม้ว่าเ้าตัวไม่ต้องกินอะไรเลยก็ไม่หิว แต่ทุกครั้งที่เพ่ยอิงทำกับข้าวไป๋หู่ก็จะออกไปกินด้วยทุกครั้ง
“เ้าเห็นข้าเป็คนเห็นแก่กินหรืออย่างไรกัน ถึงได้เอาอาหารมาหลอกล่อข้าเช่นนี้”
เ้าไป๋หู่ที่เอ่ยออกมาด้วยท่าทางหยิ่งยโส แต่ท่าทางจะหายโมโหไปั้แ่ที่บอกว่าจะทำอาหารให้กินแล้ว
“เ้าไม่อยากกินอาหารฝีมือข้าแล้วหรอกหรือ ไม่เป็ไรถ้าเ้าไม่อยากกิน...” เธอพูดแล้วเว้น่เพื่อดูท่าทางของไป๋หู่แล้วพูดต่อ
“ถ้าอย่างนั้นข้าก็ไม่ทำแล้วก็ได้” เธอที่ทำท่าน้อยอกน้อยใจแล้วกล่าวออกมา
“เอาล่ะๆ ข้าเห็นแก่ความที่เ้าสำนึกผิดแล้ว ข้าจะยกโทษให้ก็ได้ แต่เ้าต้องทำอาหารมื้อใหญ่ให้ข้ากินคนเดียวนะเข้าใจหรือไม่” ไป๋หู่รีบกล่าวออกมาทันทีเพราะกลัวว่าเพ่ยอิงจะไม่ทำอาหารให้กินนั้นเอง
“ก็ได้ๆ แต่วันนี้เ้าต้องพาข้าไปหาพวกเถาวัลย์ที่ด้านในกลวงเป็รูเหมือนกับที่เ้าเอามาทำเป็สายดูดน้ำจากถังน้ำด้านนอกเข้ามาใช้ภายในบ้านนะ” เธอรีบกล่าวความ้าของตนเองออกมาทันที
“หึ ที่แท้ก็จะใช้งานข้านี่เอง”
“แล้วเ้าจะช่วยหรือไม่เล่า”
“แล้วข้าปฏิเสธได้หรือไม่”
“ไม่ได้!!”
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปดูที่ดงเถาวัลย์กันก่อนแล้วเ้าก็ค่อยเลือกเอาว่าจะเอาขนาดเล็กหรือเอาขนาดใหญ่แค่ไหน”
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเถอะ” กล่าวจบเ้าไป๋หู่ก็เดินนำเพ่ยอิงไปที่ดงเถาวัลย์ทันที โดยดงเถาวัลย์นี้จะอยู่ขึ้น้าน้ำตกนั้นเอง
เมื่อมาถึงที่หมายเพ่ยอิงก็พบกับดงเถาวัลย์ขนาดใหญ่ ซึ่งที่นี่เพ่ยอิงไม่เคยมีโอกาสได้ขึ้นมาเลยสักครั้งเพราะคราวก่อนที่สร้างบ้านเพ่ยอิงก็ให้ไป๋หู่จัดการให้ ส่วนตอนที่ทำกำแพงเพ่ยอิงก็แค่เรียกเมล็ดของเถาวัลย์ออกไปเท่านั้นไม่ได้เข้ามาดูเองให้เห็นกับตาว่ามันอยู่ส่วนไหนของมิติ
และขอบอกตรงๆ เลยว่าตอนเรียกเมล็ดเถาวัลย์ออกไปในครั้งนั้นเพ่ยอิงก็เรียกออกไปมั่วๆ แค่คิดว่าจะเอาเมล็ดของเถาวัลย์ที่สามารถเอาไปทำรั้วได้แค่นั้นเอง
ซึ่งดงเถาวัลย์เหล่านี้มันจะอยู่เลยขึ้นมา้าของน้ำตกอยู่ไกลพอสมควร
เมื่อทั้งสองได้เดินเข้ามาในดงเถาวัลย์นี้แล้วเ้าไป๋หู่ก็ได้ให้เธอเลือกว่าจะเอาเถาวัลย์ที่มีขนาดเท่าไหนและมีลักษณะของเถาเป็อย่างไรเพราะเถาวัลย์ที่กลวงด้านในนั้นมีอยู่หลายชนิดนั่นเอง
เพ่ยอิงจึงทำการเลือกเมล็ดพันธุ์ของเถาวัลย์ที่มีปุ่มตาตามลำต้นแล้วสามารถเปิดตาพวกนั้นได้โดยการเอามือไปลูบที่โคนเถา ซึ่งเถาวัลย์ชนิดนี้มีขนาดเท่ากับข้อมือของเธอ จากนั้นก็เลือกเถาวัลย์ที่ชอบดูดน้ำมาเก็บไว้ในลำต้นแต่จะทำการปล่อยออกมาที่ปลายเถาเมื่อได้รับน้ำเข้ามามากเกินไป
เพ่ยอิงเดินไปเลือกเถาวัลย์ที่จะใช้ทำถังน้ำ ครั้งนี้จะใช้มากหน่อยเพราะจะทำถังใหญ่ไว้สักสี่ถึงห้าถังสำหรับใช้รดน้ำผัก
‘จะว่าไปแล้วเธอควรจะขุดบ่อแล้วเอาปลาจากในมิติออกไปเลี้ยงด้วยน่าจะดีกว่า เอาให้บ่อใหญ่หน่อยแล้วก็ตอนที่น้ำจากในถังใกล้จะหมดก็ให้ดูดจากในบ่อมาเติมได้’
‘ค่อยให้ไป๋หู่ขุดบ่อให้หลังจากจัดการระบบน้ำของแปลงผักก่อนแล้วกัน’ เพ่ยอิงคิดก่อนจะที่เลือกเมล็ดของเถาวัลย์ต่อ เมื่อเลือกเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ชวนไป๋หู่ออกไปช่วยสร้างท่อส่งน้ำเข้าสวนผักด้วยกันทันที
ไป๋หู่ก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไรเพราะการใช้พลังปราณในการกระตุ้นเมล็ดเถาวัลย์มากๆ เธอก็ไม่สามารถทำได้เพราะพลังปราณไม่พอนั่นเอง
เมื่อออกมาด้านนอกแล้วทั้งหนึ่งคนและหนึ่งเสือในร่างของแมวน้อยก็ช่วยกันทำท่อส่งน้ำ แต่ส่วนมากจะเป็ไป๋หู่ที่ทำแล้วเธอที่เป็คนสั่งการมากกว่า
ทั้งสองจึงทำกันไปด้วยทะเลาะกันไปด้วยจนเนื้อตัวสกปรกมอมแมมกันทั้งคู่ แล้วตอนที่เดินกลับไปถึงบ้านพอท่านแม่เห็นเข้าก็ไล่ให้รีบเข้าไปอาบน้ำกันทั้งคู่ทันที
ตอนนี้ชีวิตของเพ่ยอิงก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ จะมีก็แต่รอให้ผักโตแล้วค่อยขนไปขายในเมืองกัน
ั้แ่ที่ทำท่อส่งน้ำมาเข้าสวนผัก กับขุดบ่อเลี้ยงปลาที่เอามาจากในกำไลมิติเสร็จ ในทุกวันของเธอจึงว่างขึ้นมามากจนทำให้มีเวลาในการตัดเย็บเสื้อผ้าออกมาให้ทุกคนได้ใส่เสียหลายชุด
แต่พับผ้าไหมเหลียนจื่อที่เพ่ยอิงใช้เงินซื้อมากว่าห้าตำลึงทองนั้นก็ยังไม่ได้ออกแบบอะไรเลยว่าจะให้ตัดออกมาเป็เช่นไร
วันนี้เธอจึงคิดว่าจะเข้าไปออกแบบชุดที่บ้านข้างน้ำตกในกำไลมิติน่าจะทำให้มีความคิดอะไรดีๆ ขึ้นมาได้
“ท่านพ่อ ท่านแม่เ้าคะ ข้าจะเข้าไปในกำไลมิติสักหลายวันนะเ้าคะ”
“ถ้าข้าไม่ได้ออกมาหลายวันก็ไม่ต้องเป็ห่วงนะเ้าคะ”
ที่เธอกล่าวออกไปเช่นนั้นก็เพราะคิดไว้แล้วว่าต้องใช้เวลาในการออกแบบและตัดเย็บชุดอยู่พอสมควร
เพราะต้องใช้มือในการเย็บไม่ได้มีเครื่องจักรมาใช้เป็เครื่องทุ่นแรงเหมือนชาติที่แล้ว
ส่วนพวกวัตถุดิบทำอาหารเธอก็เอาออกมาไว้ในครัวเสียเยอะโดยไม่กลัวเน่าเสีย
เพราะอะไรนะหรือ...
ก็เพราะหินทำความเย็นนั่นอย่างไรล่ะ ในตอนแรกเธอคิดเอาไว้ว่าจะเอามาใช้ในตอนหน้าร้อนเอามาตั้งไว้ในบ้านเหมือนได้เปิดแอร์เย็นๆ เอาไว้ในบ้านเลย
แต่เมื่อสามวันที่แล้วพ่อกับพี่ใหญ่ออกไปหาสัตว์ป่าเพื่อมาทำอาหารทานกัน เพราะทุกคนทานกันแต่กุ้ง หอย ปู ปลา จากในมิติกันทุกวันจนเพ่ยอิงกลัวว่าทุกคนจะเบื่อ ถึงแม้ทุกคนจะบอกว่าไม่เบื่อเพราะได้ทานอาหารที่มีพลังิญญากันทุกมื้อก็เถอะ เธอจึงออกความเห็นว่าให้ท่านพ่อกับพี่ใหญ่ออกไปหาจับสัตว์ป่าชนิดอื่นมากินบ้าง
ด้วยความที่กินกันแต่สัตว์ในกำไลมิติจนทำให้ตอนนี้ในบ้านมีพวกผลึกิญญาที่ได้มาจากกุ้ง ปู และปลาอยู่เป็กระบุง ส่วนของหอยนั้นจะไม่เป็ผลึกิญญาแต่จะเป็ไข่มุกที่มีออร่าของพลังิญญาอยู่ตามระดับของมันนั้นเอง
แล้วเื่ความปลอดภัยของพ่อกับพี่ใหญ่ก็ไม่ต้องเป็ห่วง เพราะท่านพ่อสามารถบ่มเพาะพลังปราณไปได้ถึงระดับสีน้ำเงินขั้นสูงแล้ว ส่วนพี่ใหญ่อีกนิดเดียวก็ไปถึงระดับสีน้ำเงินขั้นต้นแล้วเช่นกัน ถ้าไม่ได้เข้าไปในเขตป่าอสูรก็ไม่ได้อันตรายอะไร
ซึ่งวันนั้นทั้งวันท่านพ่อกับพี่ใหญ่ก็หายไปั้แ่เช้ากว่าจะกลับกันมาได้ก็เป็ตอนเย็นมากแล้วทีเดียว
และเมื่อท่านพ่อกับพี่ใหญ่กลับบ้านมาในตอนเย็นก็ได้กวางเนื้อมาหนึ่งตัว ถึงแม้ว่าจะไม่อ้วนเพราะเพิ่งผ่านหน้าหนาวไปก็เถอะ ไก่ป่าอีกสามตัว และกระต่ายป่าอีกสองตัว และด้วยความที่ได้กวางเนื้อตัวใหญ่มาเธอจึงคิดหาวิธีเก็บเนื้อเอาไว้กินได้นานๆ หิมะด้านนอกก็ละลายหมดแล้วเธอจึงคิดว่าน่าจะมีตู้แช่หรือตู้เย็นที่เหมือนกับชาติที่แล้วบ้าง
แล้วในตอนนั้นเอง...
เธอก็ได้หันไปเจอเข้ากับหินทำความร้อนข้างเตาที่ใช้ทำกับข้าวจึงคิดขึ้นมาได้ว่าในกำไลมิติของเธอมีหินทำความเย็นอยู่ด้วยนั่นแหละ จึงจัดการทำตู้แช่เนื้อขึ้นมาหนึ่งตู้ และตู้ที่มีหลายๆ ชั้นแบ่งเป็ช่องๆ เอาไว้ด้วยแล้วก็ทำให้มีประตูปิด-เปิด สองประตูเอาไว้ด้วยอีกหนึ่งตู้
ด้านในทั้งตู้แช่และตู้เย็นก็เคลือบด้วยตะไคร่แบบเดียวกับที่ใช้เคลือบด้านในถังน้ำใช้ และด้านในตู้ก็ได้ทำช่องเล็กๆ เอาไว้เพื่อใส่หินทำความเย็นอีกด้วย แค่นี้ก็หมดปัญหาไม่มีตู้เย็น