“แม่จ๋า...แม่เป็ยังไงบ้างจ๊ะเจ็บตรงไหนบ้างจ๊ะ แม่บอกบัวมานะ เดี๋ยวบัวเป่าให้ เพี้ยงเดียวแม่ก็หายแล้วจ้ะ”เพียงเห็นนางพรพรรณที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ บุษกรก็โถมตัวเข้ากอดอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้แม่บุญธรรมได้เห็นน้ำตาแห่งความปวดร้าวที่ซุกซ่อนเอาไว้ไม่มิด
“บัว...ทำไมหน้าตามอมแมมเหมือนแมวคราวอย่างนี้ล่ะลูก”พรพรรณถามลูกสาวเสียงแหบและเบาจนคนที่เอาหูแนบอกเพื่อฟังว่าหัวใจยังเต้นอยู่หรือเปล่าแทบจะไม่ได้ยินไร้เรี่ยวแรงกระทั่งยกมือขึ้นลูบผมบนศีรษะบุษกรก็ไม่ได้ น้ำตาเอ่อล้นคลอหน่วยตาด้วยรู้ตัวเองดีว่าคงจะอยู่กับสาวน้อยแสนน่ารักคนนี้อีกไม่นานแล้ว เมื่อโรคร้ายที่รุมเร้าอยู่ดึงเอาเรี่ยวแรงไปจนหมด
“หนูไปทำอะไรมาหรือลูก”
ดวงตาที่ซ่อนอยู่ภายใต้หนังตาเหี่ยวย่นมองบุตรบุญธรรมอย่างสงสัยทำไมใบหน้าที่เคยขาวนวลด้วยเืฝาดถึงได้กระด่างกระดำเป็หย่อมๆ ผมเผ้ายุ่งเหยิงเสื้อผ้ายับย่นและขะมุกขะมอมเหมือนกับไปฟัดกับหมาที่ไหนมาอีกทั้งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งลอยโชยมาเป็ระลอกทำเอาร่างเล็กที่ผอมจนเหลือเพียงแค่หนังหุ้มกระดูกถึงกับเกิดอาการม้วนในท้องของเสียเริ่มตีขึ้นจากกึ่งกลางของท้องและเรื่อยไปจนถึงลำคอ
“บัว...”
หลังจากระงับสติที่กระเจิดกระเจิงและหวาดกลัวให้สงบลงเพราะยังได้ยินเสียงหัวใจของแม่เต้นได้ยินเสียงนุ่มหวานเป็เครื่องยืนยันว่าแม่ยังมีชีวิตอยู่ บุษกรยันกายลุกขึ้นนั่งพร้อมกับยกมือขึ้นซับน้ำตา จากนั้นก็ปั้นหน้าให้เป็ยิ้มแย้มแจ่มใสเธอกุมมือของแม่ไว้
“บัวไปหางานทำมาจ๊ะแม่”
“ไปทำงานอะไรทำไมถึงได้กลับมาขะมุกขะมอมแบบนี้ละลูกเหมือนกับไปฟัดกับใครมายังงั้นแหละ”
บุษกรถึงกับสะดุ้งโหยงคำพูดแม่พรพรรณช่างเหมือนกับไปยืนอยู่ในเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นไปสดๆ ร้อนๆอย่างนั้นแหละ บุษกรยิ้มแหยงๆ เธอยกมือขึ้นดมว่ามีกลิ่นหรืออะไรผิดปรกติหรือเปล่าก่อนจะก้มลงมองดูตามร่างกาย หญิงสาวถึงกับตกตะลึงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นเืกระจายเป็หย่อมๆ ทั่วตัวเสื้อ สมองน้อยก็รีบหมุนอย่างฉับไวเพื่อสร้างเื่ที่น่าจะทำให้แม่ผู้เฉลียวฉลาดเชื่อ
“โธ่...แม่จ๋าบัวไปหางานทำมาจริงๆ จ้ะ” บุษกรนวดแขนเรียวออดอ้อนและประจบประแจงอย่างเต็มที่
“แต่เผอิญระหว่างทางกลับเห็นคนถูกวิ่งราวแม่ก็รู้นี่จ้ะ บัวอยู่ในคนประเภทที่ว่าเห็นคนเดือดร้อนไม่ช่วยไม่ได้ก็เลยวิ่งเข้าไปช่วย เผอิญคนร้ายมันดวงซวยนะจ๊ะ เผลอล้มลงไปกระแทกเข้ากับอะไรไม่รู้เืไหลออกมาแดงฉานเลย” บุษกรเล่าอย่างสนุกสนานและตื่นเต้นแต่พอสบกับสายตาไม่ค่อยเชื่อจากมารดาที่เลี้ยงดูมา หญิงสาวก็ยิ้มแหยๆ
“จริงๆนะจ๊ะแม่จ๋า บัวไม่ได้โกหกสักนิดเดียวเลยจ้ะ” บุษกรผงกศีรษะเป็จังหวะทำหน้าตาจริงจัง
“จริงเหรอไม่ใช่ว่าหนูไปหาเื่ใครเขามาอีกนะบัว” พรพรรณถามอย่างไม่ค่อยเชื่อในคำพูดของบุษกรสักเท่าไหร่เพราะรู้กิตติศัพท์ความร้ายกาจของลูกสาวเพื่อนคนนี้ดีว่า เป็คนไม่ยอมคนใครร้ายมาก็ร้ายตอบและจิกกัดไม่ปล่อย แต่ในเมื่อไม่มีหลักฐานอีกทั้งคนที่ทำผิดก็ยังยืนยันเสียงแข็ง นางก็จำต้องปล่อยไปก่อน รอให้มีพยานและหลักฐานแล้วค่อยสอบถามเค้นเอาความจริงจากคนปากแข็ง
พรพรรณถอนหายใจออกด้วยความหนักอกหนักใจเตือนบุษกรอยู่บ่อยครั้งเื่ปากไวและนิสัยไม่ยอมคนแต่บุตรสาวบุญธรรมก็ทำเพียงแค่รับปากส่งๆ ไปพอลับหลังก็ยังชอบไปเื่กับพวกนักเลงหัวไม้ที่ขับมอเตอร์ไซด์รับจ้างอยู่ที่หน้าปากซอยบ่อยๆด้วย จนกลัวว่าวันหนึ่งหญิงสาวจะต้องลำบาก เพราะความที่มีนิสัยไม่แพ้คนเช่นนี้
“โธ่แม่ก็...เห็นลูกสาวเป็พวกชอบหาเื่คนอื่นไปได้”บุษกรหันหน้าไปด้านที่ไม่มีใบหน้าของพรพรรณอยู่พลางผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าแม่ไม่สงสัยในเื่ที่เธอไปทำมา ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าถูกจับได้ผลจะเป็ยังไง แม่คงโกรธจนไม่พูดด้วย ไม่แม้แต่จะมองหน้าเลยทีเดียว
“แล้วมันจริงไหมล่ะ”พรพรรณสวนขึ้นทันที
“ไม่จริงสักหน่อยถึงบัวจะเกเรไปบ้าง แต่ก็ไม่ทำอย่างที่แม่ว่าเลยสักครั้ง...มีแต่คนอื่นนั่นแหละที่คอยมาหาเื่บัว”บุกษรเถียง ถ้าขืนยังเถียงอยู่แบบนี้เธอคงจะกลายเป็จำเลยให้ทนายความนามพรพรรณซักจนต้องยอมแพ้ บอกความจริงไป
“แม่ดีขึ้นแล้วใช่ไหมจ๊ะหมอบอกหรือเปล่า แม่เป็โรคอะไรกันแน่ ทำไมถึงได้ป่วยไม่ยอมหายสักที”หญิงสาวถามอย่างเป็งานเป็การ
ตอนเข้ามา เธอได้แวะไปถามพี่พยาบาลคนสวยที่อยู่เวรแล้วแต่กลับได้รับคำตอบให้รอถามคุณหมอในตอนเช้าแม้จะไม่พอใจกับคำตอบที่ได้รับสักเท่าไหร่ แต่บุษกรก็จำต้องพยักหน้ารับด้วยรู้ดีว่าตัวเองทำผิดกฎของโรงพยาบาลหลายอย่าง
ตอนแรกเธอก็สงสัยทำไมโรงพยาบาลแห่งนี้ถึงได้มีกฎข้อห้ามบางอย่างที่ไม่เหมือนกับที่อื่น จนได้รับคำตอบว่าโรงพยาบาลแห่งนี้รองรับทั้งแขกฝรั่งที่มาท่องเที่ยวและชาวบ้านทั่วไปจึงมีการดูแลเื่ความปลอดภัยของคนไข้และคนเฝ้าไข้อย่างเคร่งครัดเพื่อความสะดวกและปลอดภัย เธอจึงพยายามปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ถูกวางไว้เท่าที่จะทำได้
แต่บางอย่างก็มีข้อยกเว้นเช่นการเข้ามาเพื่อเฝ้าดูแลแม่พรพรรณในยามค่ำคืนดึกดื่นจนเลยล่วงขึ้นวันใหม่เช่นคืนนี้
“แม่...ไม่ได้เป็โรคร้ายแรงใช่ไหมจ๊ะ”บุษกรถามด้วยความกังวลใจ จำไม่ได้แล้วว่าแม่พรพรรณเริ่มป่วยั้แ่เมื่อไหร่รู้เพียงแต่ว่ามีเหตุให้ต้องเข้าออก รวมถึงกินนอนในโรงพยาบาลราวกับเป็บ้านหลังที่สองมาเกือบจะห้าปีแล้ว
“คิดมากอีแล้วนะบัวแม่ไม่เป็อะไรสักหน่อย น้าปูนไม่น่าจะทำเื่เล็กให้เป็เื่ใหญ่แบบนี้เลยแม่แค่สำลักและไอติดๆ กันแค่ไม่กี่ที ก็คิดว่าอาการป่วยกำเริบ เลยรีบพามาส่งโรงพยาบาลเปลืองเงินเปลืองทองแท้ๆ เดี๋ยวพรุ่งนี้หมอก็อนุญาตให้แม่กลับบ้านได้แล้วละ”พรพรรณพูดยาวปลอบใจตัวเองและบุษกร
“แม่จะยังอยู่กับหนูไปอีกนานบัวไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ”
พรพรรณยกมือขึ้นลูบผมบนศีรษะทุยอย่างสงสารบุษกรไม่น่าจะต้องมาลำบากเช่นนี้ ถ้าเธอตัดสินใจส่งเด็กหญิงตัวกลมป้อมแก้มยุ้ยเป็สีแดงเหมือนผลชมพูไปให้กับพ่อและย่าแท้ๆของแกเลี้ยงดู แต่เมื่อนึกถึงสิ่งที่ผู้เป็แม่ของบุษกรได้รับ ก็ทำให้ส่งไปไม่ลงกลัวไปต่างๆ นานา จนสุดท้ายแม้จะอดอยากและแร้นแค้นแค่ไหนก็สู้เลี้ยงดูหญิงสาวเป็อย่างดี
“แม่จะอยู่จนบัวมีแฟน...มีหลานให้แม่เลี้ยงหลายๆคน”
พรพรรณยังฝืนยิ้มแม้หัวใจจะถูกกดทับด้วยของหนักๆเพราะโรคร้ายที่กัดกินทำลายระบบภายในของร่างกายอยู่ทุกวินาทีถ้าไม่รับการรักษาด้วยยาและหมอเฉพาะทางตีความจากคำพูดของหมอที่ทำการรักษาก็เป็ไปได้ว่าการเข้ามานอนในโรงพยาบาลครั้งนี้เธออาจจะไม่มีวันได้กลับออกไปดูโลกแสนสวยภายนอกอีกแล้วก็เป็ไปได้
“ดีเลยพรุ่งนี้บัวจะทำอาหารอร่อยๆ ที่แม่ชอบมาให้แม่ทาน ออกจากโรงพยาบาลได้เมื่อไหร่บัวจะให้แม่พักผ่อนอยู่บ้าน ไม่ต้องไปขายส้มตำอีกแล้วละบัวคิดว่าจะลองหางานอื่นที่ได้เงินเยอะกว่านี้ทำ” บุษกรพูดปลอบใจตัวเอง
‘แม่จะต้องหาย...จะต้องอยู่กับเธอไปอีกนาน’
แต่...ใบหน้าแม่ซีดเซียวเหลือเกินมือก็เย็นจัดจนเหมือนกับเธอกำก้อนน้ำแข็งเอาไว้จนไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลารักษาตัวไปอีกนานแค่ไหน เพราะเธอแท้ๆที่ทำให้แม่เป็แบบนี้ บุษกรเงยหน้าเพราะไม่อยากให้น้ำตาที่เอ่อล้นคลอเบ้าไหลลงมา
‘เข้มแข็งสิบัว...ร้องไห้ไม่ได้นะถ้าแม่เห็นเข้าจะต้องใจเสีย อาการป่วยที่เป็อยู่จะหนักลงไปอีก’
“บัวได้งานแล้วเหรอลูกคงจะไม่ใช่...”
“แม่คิดมากอีกแล้วบัวไม่ทำอะไรไม่ดีอย่างที่แม่คิดหรอกจ้ะ เป็งานร้านอาหาร เก็บโต๊ะเก็บจานไปล้างแต่เวลาทำงาน่บ่ายจนถึงค่ำค่อนไปทางดึกเขาให้เริ่มทำวันจันทร์ที่จะถึงนี่แหละจ้ะ”
“มันจะเสี่ยงเกินไปไหมบัว”พรพรรณถามอย่างเป็ห่วงแกมไม่เชื่อว่าบุษกรจะทำงานอย่างที่ว่าได้ ก็เป็คนปากไวไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ผิดก็ว่าไปตามผิด แต่ถ้าหากไม่ผิดจะเถียงจนหัวชนฝา
“ก็ต้องอดทนแหละจ้ะแม่เราจำเป็ต้องใช้เงินมารักษาแม่นี่นา” บุษกรบีบมือเล็กเบาๆ เขาบอกว่าถ้าเริ่มโกหกเมื่อไหร่จะต้องโกหกต่อไปเพื่อไม่ให้ถูกจับได้
“บัวจะอดทน...จะไม่ทำให้แม่ผิดหวังจ้ะ”ถึงใบหน้าบุษกรหม่นหมอง แต่ก็ฉายแววแห่งการสู้ไม่ถอย
เธอจะต้องหางานหาเงินมารักษาแม่ให้หายให้จงได้!
“ขอบใจนะบัว”พรพรรณลูบผมบนศีรษะบุษกรด้วยความรักและเต็มตื้นในหัวใจ “แม่เชื่อว่าหนูทำได้”
“ใช่แล้ว...บัวเก่งอยู่แล้วนี่นาเื่เล็กน้อยแค่นี้เชื่อมือกินได้เลย จะต้องผ่านไปได้แน่นอน” จะกังวลใจแค่ไหนแต่เพียงคำพูดให้กำลังใจพรพรรณ เธอก็พร้อมจะสู้ แต่...เงินรายได้จากการขายส้มตำไก่ย่างที่บางวันก็ขายดีบางวันก็เกือบจะขายไม่ได้พอหักต้นทุนแล้วแทบไม่เหลือกำไร อย่าว่าแต่ค่ายาเลยแค่จะเอาไปซื้อข้าวสารกรอกหม้อก็ยังแทบจะไม่พอเลยบุษกรล้วงมือไปััถุงที่ซุกซ่อนเอาไว้อย่างดี ก็พอจะอุ่นใจไปเล็กน้อย
โทรศัพท์และนาฬิกาน่าจะนำไปเปลี่ยนเป็เงินได้หลายพัน...อาจเลยหมื่นก็เป็ไปได้ส่วนแหวนทั้งสองวงเก็บเอาไว้ก่อน เอาไว้ขายยามจำเป็จริงๆ
“เป็เพราะแม่แท้ๆเลย ทำให้หนูต้องมาตกระกำลำบากแบบนี้ แทนที่จะได้เรียนสูง ได้ทำงานดีๆ แต่งตัวสวยๆอย่างกับผู้หญิงอื่นเขา กลับต้องมาวิ่งเข้าออกโรงพยาบาล แต่ตัวก็มอซอ”
“แม่อย่าพูดอย่างนั้นสิจ๊ะถึงเราจะยากจน หาเช้ากินค่ำ แต่เราก็มีความสุขกันนี่จ้ะอีกอย่าง...คนเราไม่แก่เกินเรียน ถ้ายังรักที่จะศึกษาหาความรู้วันหนึ่งโอกาสจะต้องเป็ของเรา บัวเชื่ออย่างนั้นคะ แม่อย่าคิดมากนะจ๊ะ” บุษกรตบมือพรพรรณเบาๆ
“แม่กลัวว่าบัวจะเหนื่อยเกินไปนะสิ”
“แม่ไม่ต้องห่วงหรอกจ้ะแค่นี้เล็กน้อย บัวทนได้”
กลางวันขายส้มตำไปจนถึงตอนเย็นเสริมด้วยการหาอะไรไปขายที่ตลาดนัดตอนเย็นถึงค่ำน่าจะทำพอมีเงินหมุนเวียนมาเป็ค่ายารักษาแม่ รอให้ผ่านไปสักอาทิตย์ ก็นำเงินจากการขายของที่ไปขโมยนำมาใช้บอกว่าเป็รายได้จากการทำงาน แค่นี้แม่พรพรรณก็ไม่สงสัยแล้วละ
“ก็ตามใจนะแม่แค่ไม่อยากให้บัวหักโหมงานมากจนเกินไป เดี๋ยวจะไม่สบายไปอีกคนมันจะยิ่งแย่นะลูก แม่ไม่เป็อะไรมากหรอกเดี๋ยววันสองวันก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้วละ”
บุษกรโน้มหน้าไปหอมแก้มพรพรรณ“แม่พักผ่อนเถอะ บัวจะไปขอผ้าห่มกับหมอนพี่พยาบาลคนมานอนใกล้ๆ แม่”หญิงสาวพากายหลบฉากเข้าไปในห้องน้ำ
“ตายแล้ว!อย่างนี้เอง แม่ถึงได้ไม่ค่อยเชื่อในคำพูดของเราเพราะอีตาบ้านั่นแท้ๆ เชียว อย่าให้เจออีกนะ แม่จะเอาไม้หน้าสามทุบหัวซะให้แตกอีกรอบเลย”บุษกรก่นด่าอย่างหงุดหงิดและเจ็บใจ
หญิงสาวยื่นมือไปกดและรับน้ำมาซับตามเรือนกายที่มีหยดเืติดอยู่เป็หย่อมๆให้ลดน้อยลง เพราะกลัวว่าแม่พรพรรณจะสงสัย เธอหายไปเอาผ้าและหมอนที่ไหนทำไมถึงใช้เวลานานมากนัก จึงรับน้ำมาล้างดินโคลนสีดำๆ ที่เปื้อนบนใบหน้าออกอย่างลวกๆเลยยังเหลือร่องรอยสีดำเปื้อนบนใบหน้าเป็หย่อมๆ ก่อนจะไปทำตามคำพูดที่บอกกับพรพรรณ