อาณาจักรธาราตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ส่วนใหญ่เป็นน้ำ นอกจากทะเลที่ล้อมรอบสี่อาณาจักรแล้ว ภายในแผ่นดินของอาณาจักรธารายังประกอบไปด้วยทะเลสาบที่มีเกาะน้อยใหญ่เป็นจำนวนมาก บางเกาะมีเมือง บางเกาะมีแค่ป้อมปราการ
แม้การเดินทางไปมาระหว่างเกาะส่วนมากของชาวบ้านจะอาศัยเรือหรือไม่ก็ว่ายน้ำข้ามไปมาระหว่างเกาะน้อยใหญ่ แต่เกือบทุกเกาะก็ถูกเชื่อมด้วยสะพานสองแบบ เพื่อการเดินทางที่สะดวกขึ้นหากไม่ต้องการเปียกน้ำ
แบบแรกเป็นสะพานหลักที่มีขนาดเท่ากันหมด มันใหญ่พอที่รถบรรทุกสองคันขับสวนกันได้ แต่ทุกหัวสะพานจะมีป้อมตรวจตราขนาดเล็กสำหรับทหารยามคอยตรวจตรา มักเป็นสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างเกาะหลักที่มีขนาดใหญ่
สะพานอีกแบบเป็นเหมือนสะพานขนาดเล็กที่ชาวบ้านทำขึ้นมากันเองที่ไว้ใช้ข้ามไปมาระหว่างเกาะเล็กเกาะน้อยที่ไม่มีสะพานหลักไปถึง แต่ก็ใช่จะมีทุกเกาะ เนื่องจากเส้นทางน้ำเป็นเส้นทางหลักของการคมนาคมทางเรือ จึงจำเป็นต้องใช้เรือแทนการสร้างสะพานขึ้นมาเพื่อไม่ให้กีดขวางเส้นทาง
นอกจากนี้ยังมีสันดอนผุดขึ้นหลังช่วงน้ำลงที่สามารถใช้สัญจรไปมาระหว่างเกาะได้เช่นกัน แต่ผู้คนมักไม่ค่อยใช้ เพราะมันเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่ทีมสองก็เลือกใช้มันเป็นเส้นทางหลักในการเดินทางในครั้งนี้ พวกเขาพยายามหลีกเลี่ยงเส้นทางที่จะพบเจอกับทหารมากที่สุด
จุดหมายปลายทางของพวกเขาคือเมืองธารสวรรค์ เมืองหลวงของอาณาจักรธารา มันอยู่ใจกลางอาณาจักรที่อยู่บนเกาะที่มีชื่อว่าเกาะสวรรค์ มันเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณของทั่วทั้งทะเลสาบ
แม้ว่าเกาะสวรรค์จะใหญ่ แต่เมืองธาราสวรรค์ก็ยิ่งใหญ่ตามเกาะสวรรค์เช่นกัน เมืองขยายใหญ่จนครอบเกราะสวรรค์ไปทั้งเกาะ ตลอดรอบเกาะมีกำแพงเมืองที่สูงใหญ่ไว้ป้องกันบ้านเรือนภายใน มีท่าเรืออยู่หลายแห่งรอบเมือง หากจะมีส่วนที่ไร้กำแพงนอกจากท่าเรือก็คงจะเป็นส่วนที่ตั้งของประตูเมืองธารสวรรค์เท่านั้น มันถูกหลงเหลือไว้เพื่อใช้จอดพักยานพาหนะของผู้ต้องการเข้าเมืองที่ไม่ได้เดินทางมาโดยเรือ
“ติดต่อท่านผอ.ไม่ได้เลย” ดารินบ่นออกมาหลังพยายามใช้ลูกแก้วสื่อสารอยู่สองสามครั้ง เธอดูกังวลขณะพูด “เกิดอะไรขึ้นที่โรงเรียนหรือเปล่านะ?”
“ท่านผอ.อาจไม่อยู่ที่ห้องทำงานและไม่ได้พกลูกแก้วสื่อสารไปด้วย” ธัญญ่าแสดงความคิดเห็น
“เมืองก็ดูเงียบปกติดีนะ” เทพไทเอ่ยขึ้น “ดูเหมือนแถวนี้พวกวสุธาก็ยังบุกมาไม่ถึงด้วย”
ตอนนี้ทีมสองอยู่บนเกาะแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากเกาะสวรรค์ ทุกคนต่างมองไปที่เมืองธารสวรรค์ มันดูปกติเหมือนไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น
“มันดูเงียบเกินไปต่างหาก” สีหน้าดิเรกตึงเครียด
“หมายความว่าไงพี่เบิ้ม? ปกติจะมีทหารยามคอยยืนร้องเพลงอยู่งั้นเหรอ?” เทพไทไม่ได้ตั้งใจกวนประสาท เพียงแต่เขาเล่นมุกผิดเวลาไปหน่อย
ดิเรกเมินเทพไท เขาพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “มันควรจะมีชาวเมืองเดินไปมาหรืออย่างน้อย ๆ ก็ควรมีเรือแล่นเข้าออกบ้าง แต่นี่ดูสิ มันเงียบหยั่งกับป่าช้าเลย”
“จริงอย่างที่คุณดิเรกว่า” ดารินเห็นด้วย แต่เธอก็ไม่อยากคิดไปในแง่ร้ายเกินไป “แต่ก็อาจมีความเป็นไปได้ที่พวกเขาอาจส่งคนไปช่วยรอบนอกมากขึ้น ส่วนชาวบ้านอาจจะให้งดกิจกรรมไปมาระหว่างเมืองช่วงนี้ ยังไงเสียเมืองธารสวรรค์ก็ขึ้นชื่อเรื่องม่านพลังป้องกันเวทมนตร์ที่ดีที่สุดอยู่แล้ว”
แม้ยังกังวลใจอยู่บ้าง แต่เหตุผลที่ดารินยกมาก็ฟังดูมีเหตุผลพอตัว
“รีบไปกันเถอะค่ะ ฉันอยากเจอหน้าท่านพ่อแล้ว” ปลายฝนเร่งเร้า
“เดี๋ยวก่อน” ในขณะที่ทุกคนเริ่มออกตัว ทันใดนั้นดารินก็หยุดทุกคนไว้ แล้วเธอก็หันไปพูดกับดิเรก “เพื่อความปลอดภัย คุณดิเรก คุณไม่ควรจะเข้าไปกับพวกเราน่าจะดีกว่า ยังไงเสียคุณก็ยังถือว่าเป็นนักโทษแหกคุกอยู่”
เมื่อได้ยินแบบนั้นทุกคนก็ตระหนักขึ้นมาได้ เจ้าตัวเองก็อึกอักอยากจะโต้แย้งแต่ก็ไม่ทัน ดารินได้แย่งพูดขึ้นมาก่อน
“จริงอยู่ว่าคุณอาจจะได้รับคำสั่งจากเบื้องบน แต่คนอื่นเขาไม่รู้ด้วย ถ้าพวกเขาเห็นคุณอยู่กับปลายฝนเรื่องอาจจะยุ่งยากกว่าเดิม”