เมื่อหนิงฮวาเดินมาถึงยังร้านขายต้นไม้สิ่งแรกที่นางมองหาคือต้นดอกเหมยกุ้ย(กุหลาบ)นางจะเอาไปปลูกไว้ที่บ้านหลังจากที่บ้านของนางสร้างเสร็จแล้วนั้นเองแต่ก็ยังหาไม่เจอจนไปเจอเข้ากับต้นผูเถา (องุ่น)กับต้นเถาจึ (ลูกท้อ) และนางยัง้าอีกหลายอย่างนางจึงเอ่ยถามกับเ้าของร้านขายต้นไม้
“ขออภัยเ้าค่ะ ไม่ทราบว่าที่ร้านของท่านมีเมล็ดของชีกวา (แตงโมง) ต้นจวี๋จือ (ส้ม) และเมล็ดดอกไม้เซี่ยงรื่อขุย (ดอกทานตะวัน) ดอกว่านโซ่จู๋ร์ (ดอกดาวเรือง) ดอกโม่ลี่ฮวา (มะลิ) ดอกเหมยกุ้ย (กุหลาบ) หรือไม่เ้าคะ”
“มีเ้าจะรับทั้งหมดเลยหรือไม่”
“รับทั้งหมดเลยเ้าค่ะและก็เอาต้นผูเถากับเถาจึด้วยเ้าค่ะ”
“ได้ เ้ารอข้าซักครู่ข้าจะไปจัดของตามที่เ้าสั่งมาให้”
เอ่ยจบเ้าของร้านก็เดินไปจัดของตามที่หนิงฮวา้าผ่านไป 1เคอ เ้าของร้านกับลูกน้องก็ช่วยกันนำของออกมาวางไว้ให้นางที่หน้าร้านก่อนจะเอ่ยบอกราคาของต้นไม้
“ต้นผูเถา เถาจึ จวี๋จือราคาต้นละสิบอีแปะส่วนเมล็ดราคาทั้งหมดสามสิบอีแปะ รวมทั้งหมดก็หกสิบอีแปะ”
“นี้เ้าค่ะเงินหกสิบอีแปะ ข้าขอฝากไว้ซักครู่ได้หรือไม่เ้าคะเดี๋ยวข้ากลับมาเอา
“ได้ๆเดี๋ยวข้าจะให้พนักงานในร้านดูให้”
เมื่อเ้าของร้านเอ่ยจบหนิงฮวาก็เดินไปหามารดาพร้อมกับเอ่ยกับมารดาว่าจะไปซื้อของกินเพื่อเอากลับไปไว้ทำอาหารเลี้ยงคนงานทั้งสามคนจึงเดินไปยังตลาดขายของสด จากนั้นนางก็ซื้อไก่ หมู วัว และผักอีกหลายอย่างหมดเงินไปเกือบๆเจ็ดร้อยห้าสิบอีแปะก่อนจะพากันไปจ้างเกวียนรับจ้างขนของต่างๆแล้วกลับหมู่บ้าน
แต่ก่อนที่นางจะกลับนางขอแยกกับมารดาและพี่สาวเพื่อจะไปซื้อของบางอย่างแล้วนัดเจอกันที่ร้านขายต้นไม้ หลังจากที่หนิงฮวาแยกจากมารดาและพี่สาวนางก็เดินตรงไปยังร้านขายเครื่องประดับทันทีนางตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะต้องซื้อของให้กับทุกคน โดยร้านที่นางเดินเข้าไปนั้นเป็ร้านขนาดกลางๆไม่ใหญ่มากผู้คนภายในร้านก็ไม่ค่อยเยอะเมื่อนางเดินเข้ามาภายในร้านพนักงานของร้านก็เข้ามาสอบถามนางทันที
“แม่นางน้อยไม่ทราบว่าท่าน้าดูสินค้าแบบใดหรือเ้าคะ”
“อ้อ ข้าอยากดูพวกปิ่นปักผม หวีสับผม พู่ห้อยเอวและก็ผ้าผูกผมเ้าค่ะ”
“ถ้าเช่นนั้นเชิญทางนี้เลยเ้าค่ะ”
เอ่ยจบพนักงานก็เดินนำนางไปยังโซนเครื่องประดับสำหรับผู้หญิงก่อนที่พนักงานจะหยุดอยู่หน้าชั้นวางพวกปิ่น หวีสับผมและผ้าผูกผมก่อนที่พนักงานจะผายมือเชิญให้นางเข้าไปเลือกดู นางจึงพยักหน้ารับก่อนจะเดินเข้าไปเลือกดูสินค้า
นางกวาดสายตามองดูปิ่นที่วางอยู่ตรงชั้นก่อนจะไปสะดุดเข้ากับปิ่นไม้ที่แกะสลักรูปดอกเหลียนฮวาพร้อมกับประดับด้วยไข่มุกเม็ดเล็กๆสีขาวใสตรงแกนปิ่นทำมาจากไม้เนื้อดี ส่วนตรงหัวปิ่นนั้นแกะสลักรูปดอกเหลียนฮวาพร้อมประดับด้วยไข่มุกเม็ดเล็กๆเป็ระย้อยลงมาอย่างสวยงามนางจึงเลือกหยิบปิ่นเล่มนี้ขึ้นมาดูก่อนจะเอ่ยถามราคา
“ปิ่นไม้อันนี้ราคาเท่าไหร่รึเ้าคะ”
“ปิ่นไม้อันนี้ราคาอยู่ที่สี่ตำลึงเงินเ้าค่ะ”
หลังจากได้คำตอบหนิงฮวาก็เดินไปดูหวีสับผมก่อนจะหยิบหวัสับที่ทำจากเงินแกะสลักดอกเหม่ยพร้อมประดับด้วยอัญมณีสีต่างๆไว้อย่างสวยงามก่อนที่นางจะเดินไปเลือกผ้าผูกผมให้ตนเองเอาไว้ผูกกับหางเปียของตนนางเลือกเอาสีม่วงอ่อน สีเขียวใบไผ่จากนั้นนางจึงให้พนักงานพาเดินไปดูพู่ห้อยเอวแล้วเลือกมาสามชิ้นก่อนจะถามราคาและจ่ายเงินทั้งหมด
“ทั้งหมดเท่าไหร่เ้าคะ”
นางเอ่ยพร้อมกับยื่นสินค้าไปให้พนักงานที่ดูแลนางก่อนที่พนักงานสาวคนนั้นจะนำสินค้าไปคิดราคาและแพ็กใส่ห่อก่อนจะเดินกลับมาหาหนิงฮวาที่ยืนรออยู่
“ปิ่นไม้สี่ตำลึงเงิน หวีสับผมห้าตำลึงเงิน ผ้าผูกผมสามสีหกร้อยอีแปะและพู่ห้อยเอวสิบห้าตำลึงเงิน รวมทั้งหมดสองตำลึงทอง สี่ตำลึงเงินหกร้อยอีแปะเ้าค่ะ”
“นี้เ้าค่ะ สองตำลึงทองสี่ตำลึงเงินกับอีกหกร้อยห้าสิบอีแปะ ห้าสิบอีแปะนั้นข้าให้ท่านสำหรับที่ดูแลข้าเ้าค่ะ”
เมื่อจ่ายเงินและรับของเสร็จแล้วหนิงฮวาก็เดินไปยังจุดนัดพบที่นางคุยกับมารดาไว้ก่อนจะเจอมารดาและพี่สาวรออยู่ก่อนจะพากันขึ้นเกวียนเพื่อเดินทางกลับทันที
ระหว่างทางกลับบ้านนางก็เอ่ยถามกับมารดาว่า
“ท่านแม่เ้าคะ ข้าว่าเราน่าจะซื้อเกวียนเป็ของตนเองนะเ้าคะเพราะภายภาคหน้าเราจำเป็จะต้องใช้มันท่านแม่ว่าอย่างไรเ้าคะ”
“เื่นี้เ้าคงต้องไปปรึกษาท่านปู่และท่านพ่อของเ้าและวละฮวาเออร์แม่นั้นไม่มีความรู้ในด้านนี้เลย แต่แม่ก็แล้วแต่เ้าจะเห็นสมควรนะลูก”
“เ้าค่ะ ไว้กลับไปถึงบ้านข้าจะลองถามท่านพ่อกับท่านปู่ดูเ้าค่ะ”
หลังจากนั้นภายในเกวียนก็เงียบลงเพราะทั้งสามคนนั้นต่างก็ชื่นชมวิวของธรรมชาติตลอดสองข้างทางจนไปถึงบ้านของตนเอง