เมื่อตกใจตื่น นางจึงไม่อาจหลับต่อได้
หญิงสาวจุดเทียน และภายใต้แสงเทียน นางก็เห็นกำไลทองบนข้อมือ กระดิ่งเล็กๆ สั่นไหวเล็กน้อย
เมื่อนางลองเขย่ากำไล กระดิ่งกลับไม่มีเสียงเลยสักนิด
แปลกนัก ตอนกลางวันมันยังส่งเสียงอยู่เลยไม่ใช่หรือ
นี่เป็นของที่ฉู่จี้เฟิงมอบให้ นางอยากถอดออกเพื่อไม่ให้ตนเองคิดฟุ้งซ่าน แต่ไม่ว่านางจะพยายามอย่างไร ก็แกะตะขอกำไลไม่ออก หลังจากพยายามอยู่ครู่หนึ่ง ข้อมือก็เปลี่ยนเป็นแดงช้ำ
ซูอิ่นเย่ว์จ้องมองกำไลอยู่นาน ไม่รู้ว่าจะปลดมันได้อย่างไร สุดท้ายจึงตัดสินใจปล่อยไป
อย่างไรเสียเป็นของที่ฉู่จี้เฟิงสวมให้ รอเขากลับมาแล้วค่อยให้เขาถอดออกก็ได้
ฉู่จิ้งเสียนรู้ว่าฉู่จี้เฟิงไม่อยู่ในเมือง ก็รู้สึกว่าเป็นโอกาสดีของตน
เมื่อตอนที่ซูอิ่นเย่ว์ออกจากจวน นางรีบส่งคนไปแจ้งก่วงเหวินเทา ให้ไปดักหญิงสาวกลางทาง
ด้วยคำแนะนำของชุนเหมย ก่วงเหวินเทาจำรถม้าของซูอิ่นเย่ว์ได้ และจงใจหาโอกาสชนเข้ากับมัน
สารถีเห็นว่าเขาดูเหมือนบัณฑิตยากจน จึงด่าอย่างไม่ไว้หน้า “เจ้ามีชีวิตกี่ครั้งกัน ถึงกล้าพุ่งชนรถม้า!”
รถม้าคันนี้ติดป้ายไม้สลักตัวอักษร ‘หลิง’ หากเป็นคนในเมืองหลวง คงรีบหลีกเลี่ยงไปแล้ว ดูเหมือนชายผู้นี้จะมาจากที่อื่น ดังนั้นสารถีจึงไม่อยากใส่ใจให้มากความ
แต่ใครจะรู้ว่าก่วงเหวินเทารีบลุกขึ้นมาขวางรถม้าไว้ พลางร้องว่า “ขออภัยจริงๆ เป็นความผิดของข้าเองที่ไม่ทันระวัง แต่ข้าสามารถชดใช้เป็นเงินได้”
สารถีแค่นหัวเราะ กำลังจะเอ่ยปากพูด ม่านรถม้าด้านหลังก็ถูกเปิดออก
“พระชายาซื่อจื่อ ข้าจะไล่เขาไปเดี๋ยวนี้” สารถีเกรงว่านางจะโกรธ รีบกล่าวอย่างร้อนรน
ซูอิ่นเย่ว์ส่ายศีรษะ “ไม่ต้อง ข้าคุ้นหน้าเขาอยู่”
เป็นคนที่เจ้าของร่างเดิมรู้จัก และเป็นความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมที่ทำให้นางมีปฏิกิริยาเช่นนี้
เมื่อเห็นใบหน้าของก่วงเหวินเทา อารมณ์ของนางก็เกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย
“เย่ว์เอ๋อร์น้องรัก!” ก่วงเหวินเทารู้ว่านางต้องจำเขาได้ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
แต่ตอนนี้ผู้ที่ครอบครองร่างนี้คือซูอิ่นเย่ว์ นางรีบกลบเกลื่อนความรู้สึกดีใจที่แล่นขึ้นมา แสดงสีหน้าราบเรียบ “พี่ก่วง เจ้ามาทำอะไรที่นี่”
ก่วงเหวินเทาตรงหน้ามาจากหมู่บ้านเป่ยเหอ อายุสิบแปดปี แต่ยังสอบไม่ได้แม้แต่ตำแหน่งซิ่วไฉ [1]
แม้ว่าเขาจะสอบตกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ในอดีตเจ้าของร่างเดิมถูกคนรังแกที่หมู่บ้านเป่ยเหอ เขากลับช่วยเหลือหลายครั้ง ด้วยเหตุนี้เจ้าของร่างเดิมจึงเริ่มมีใจให้เขา และเปลี่ยนคำเรียกเป็น ‘พี่ก่วง’
แต่น่าเสียดายที่เจ้าของร่างเดิมขี้ขลาดนัก ยังไม่ทันได้สารภาพความรู้สึกก็ถูกซูเจี้ยนจิ่นพาตัวกลับเมืองหลวง
ซูอิ่นเย่ว์เรียกเขาว่าพี่ก่วงในตอนนี้ ก็เพื่อไม่ให้เขาจับพิรุธได้
“ข้า...” ก่วงเหวินเทาตั้งใจจะบอกว่ามาหานาง แต่เมื่อถึงเวลาจะพูดกลับลังเล ก่อนเปลี่ยนคำ “แม่ข้าป่วยหนัก ข้าจึงมาเมืองหลวงเพื่อซื้อยารักษานาง”
ซูอิ่นเย่ว์ขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า “เจ้าไม่ให้หมอมาดูอาการนางหรือ”
ก่วงเหวินเทาส่ายศีรษะ “พวกหมอบอกว่าแม่ข้าไม่มีทางรอด แต่ข้าไม่เชื่อ จึงมาที่เมืองหลวงเพื่อหาหมอที่ดีกว่า แต่หมอเหล่านั้นต้องการเงินถึงห้าตำลึงเงินถึงจะออกนอกเมืองไปรักษา ข้า...ข้าไม่มีปัญญาจ่าย”
ซูอิ่นเย่ว์ไม่ได้สงสัย ก่วงเหวินเทามีที่ดินอยู่บ้าง แต่เขามัวแต่ศึกษาหนังสือ มารดาผู้ชราของเขาต้องทำไร่ไถนาเพียงลำพัง จะเก็บเงินได้เท่าใดกัน
เมื่อนึกว่าเขาเป็นคนที่เจ้าของร่างเดิมให้ความสำคัญ นางจึงสั่งให้เซียงเถาหยิบเศษเงินบางส่วนยื่นให้เขา
“เจ้ารับไป แล้วรีบไปหาหมอให้แม่เจ้าเถิด”
ก่วงเหวินเทารับถุงเงินไป รีบกล่าวขอบคุณ
ซูอิ่นเย่ว์วางม่านลง สั่งให้สารถีเดินทางต่อไป
เซียงเถามองนางอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็อดเตือนไม่ได้ “พระชายา เขาเป็นชายอื่น แต่เรียกท่านเช่นนี้ เกรงว่าจะกระทบต่อชื่อเสียงของท่าน”
หากซื่อจื่อได้ยินเข้า คงไม่พ้นต้องดึงลิ้นเขาออกมาแน่
ซูอิ่นเย่ว์เองก็นึกถึงเรื่องนี้จึงเอ่ยขึ้นว่า “เขาเป็นคนรู้จักเก่าของข้าที่หมู่บ้านเป่ยเหอ คงไม่พบกันอีก”
เซียงเถาพยักหน้า “เช่นนั้นก็ดี หากมิใช่เรื่องบังเอิญวันนี้ บ่าวคงคิดว่าเขารู้ว่าท่านร่ำรวย แล้วจงใจมาขอเงิน”
ความทรงจำเกี่ยวกับก่วงเหวินเทาของซูอิ่นเย่ว์มาจากเจ้าของร่างเดิมทั้งหมด นางไม่เห็นข้อเสียของเขาเลย
แต่เพราะนางเป็นวิญญาณที่มาอาศัยร่าง และยังชื่นชอบรูปลักษณ์ที่ดูดี ก่วงเหวินเทาจึงไม่มีความสำคัญต่อนางแม้แต่น้อย นางทำเพียงยิ้มแล้วปล่อยผ่านไป
ก่วงเหวินเทาชั่งน้ำหนักถุงเงินในมือ แล้วเลี้ยวเข้าไปในตรอก รีบเปิดออกดู
ดวงตาของเขาสว่างวาบ ข้างในมีเงินถึงสามสิบกว่าตำลึง! แม้ว่าบ้านเขาจะเก็บเกี่ยวพืชผลได้ดีติดต่อกันหลายปี ก็ยังหาเงินมากมายขนาดนี้ไม่ได้!
“คนผู้นั้นไม่ได้โกหกข้าจริงๆ ซูอิ่นเย่ว์มั่งคั่งในเมืองหลวงแล้ว นางถึงได้ใจป้ำเช่นนี้” ก่วงเหวินเทาอารมณ์ดี ร้องเพลงเบาๆ ขณะเดินกลับโรงเตี๊ยม
ระหว่างทางเขาได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่
เมื่อก่อนที่หมู่บ้านเป่ยเหอ เขาหลอกเอาเงินจากซูอิ่นเย่ว์ไปไม่น้อย บัดนี้เมื่อรู้ว่านางได้สินเดิมก้อนโต จะปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไปได้อย่างไร
ผ่านไปเพียงสองวัน ขณะที่ซูอิ่นเย่ว์ออกไปข้างนอก รถม้าของนางก็ถูกขวาง
เมื่อเปิดม่านออกดู ก็พบว่าคือก่วงเหวินเทาอีกแล้ว
ซูอิ่นเย่ว์ขมวดคิ้วเล็กน้อย “เจ้าอีกแล้วหรือ เหตุใดยังไม่กลับไปหมู่บ้านเป่ยเหอเล่า”
เพราะมีสารถีและสาวใช้คอยอยู่ เขาจึงไม่กล้าทำอะไรมาก เพียงกล่าวว่า “เย่ว์เอ๋อร์น้องรัก ข้ามีเรื่องต้องขอร้อง เจ้าให้ข้าพูดเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่”
ซูอิ่นเย่ว์แปรเปลี่ยนสีหน้าเย็นชา “คุณชายก่วงควรจะรู้ว่าข้าแต่งงานแล้ว การที่เจ้ามาเรียกข้าเช่นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า เจ้าจงใจทำลายชื่อเสียงของข้าหรือ น่าเสียดายที่เจ้าเป็นคนมีความรู้ กลับไม่เข้าใจเรื่องพื้นฐานเช่นนี้”
ก่วงเหวินเทาชะงักไป เขารู้จักซูอิ่นเย่ว์มาสามปี ยังไม่เคยเห็นนางพูดจาเฉียบขาดเช่นนี้มาก่อน
เขาไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับนางเสียด้วยซ้ำ!
เซียงเถาเตือนขึ้นจากด้านข้าง “เจ้าควรเรียกนายหญิงของข้าว่าพระชายาซื่อจื่อ”
ก่วงเหวินเทาหัวเราะเยาะในใจ
ที่แท้ก็เกาะผู้สูงศักดิ์ได้แล้ว มิน่าถึงได้พูดจาหยิ่งผยองเช่นนี้
เพียงแต่เขารู้สึกแปลกใจ ก่อนหน้านี้ซูอิ่นเย่ว์เพียงแค่พูดกับเขาก็หน้าแดง ทว่าตอนนี้กลับเย็นชายิ่งนัก
เขาถูมือไปมาแล้วกล่าวว่า “พระชายาซื่อจื่อ ข้าขอเจรจาด้วยเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่”
ซูอิ่นเย่ว์ปฏิเสธ “ข้ายังมีธุระ เจ้าพูดให้จบตรงนี้เถิด”
ก่วงเหวินเทาเห็นว่านางไม่เปิดโอกาสจึงรีบเอ่ยขึ้นว่า “คือว่า...ข้าจ้างหมอกลับไปรักษาแม่ข้า แต่เขาบอกว่าเงินที่ข้าให้ยังไม่พอ ข้า...ข้าจนปัญญาแล้ว จึงต้องมาหาเจ้าอีกครั้ง”
เซียงเถาโกรธขึ้นมาก่อน “สามสิบตำลึงยังไม่พอหรือ แม่ของเจ้าป่วยเป็นอะไรกัน ถึงต้องใช้เงินมากมายขนาดนี้!”
ตอนนี้นางปักใจเชื่อแล้วว่าชายผู้นี้มาหลอกเอาเงิน!
ซูอิ่นเย่ว์แววตาวูบไหวเล็กน้อยแล้วกล่าว “คุณชายก่วง แม้เราจะเคยรู้จักกันมาก่อน แต่ก็ไม่มีบุญคุณกันมากมาย ครั้งก่อนที่ข้าให้เงินเจ้าสามสิบกว่าตำลึง ก็ถือว่าเต็มที่แล้ว”
ก่วงเหวินเทาได้ยินเช่นนั้นก็โกรธขึ้นมา “ตอนอยู่ที่หมู่บ้านเป่ยเหอ แม่ข้าดูแลเจ้ามากเพียงใด บัดนี้เจ้าสุขสบายแล้ว แต่กลับไร้ซึ่งความกตัญญู!”
พูดจบ เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาแล้วสะบัดให้ดู “ดูสิ นี่คือผ้าที่เจ้ามอบให้ข้าเอง! ตอนนั้นเจ้าพูดเองว่า หากข้ามีเรื่องเดือดร้อน เจ้าจะช่วยข้าอย่างสุดความสามารถ!”
ที่นี่เป็นตลาดใหญ่ คนเดินผ่านไปมาไม่น้อย เมื่อเขาตะโกนเช่นนี้ ก็เรียกสายตาหลายคู่ให้หันมามอง
เซียงเถาตกใจ รีบกระซิบเตือนเขาให้ลดเสียงลง
ซูอิ่นเย่ว์รู้สึกหน้ามืดไปชั่วขณะ
ตอนนั้นเจ้าของร่างเดิมไปชอบคนที่น่าขยะแขยงเช่นนี้ได้อย่างไร!
เชิงอรรถซิ่วไฉ คือ ตำแหน่งบัณฑิตที่ผ่านการสอบในระดับอำเภอ