บทที่ 10
สำนักกระบี่์
เทือกเขาสูงธาราไหล สำนักอันดับหนึ่งภายในใต้หล้าตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางดินแดนทั้งห้า ในสถานที่แห่งนี้ผู้คนมากมายหลั่งไหลมาสู่สำนักที่ตั้งอยู่บนยอดเขาขนาดใหญ่
สำนักกระบี่์คือสำนักอันดับหนึ่งของดินแดนโลกเบื้องล่างผู้คนมากมายต่างพากันเคารพนับถือ
ภายในสถานที่แห่งนี้มีผู้คนมากมายเดินทางฝากตัวเป็ศิษย์ สำนักกระบี่์เปิดรับศิษย์ทุกๆสามเดือน ทำให้เหลาหนุ่มสาวมากมายที่อยากเป็ผู้บ่มเพาะพากันเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้
เหตุผลที่สำนักอันดับ 1 เปิดรับผู้คนเข้าทุกๆ 3 เดือน ทั้งที่สำนักอื่นๆเปิดรับคนเข้ามาทุกๆ 1 ปีมันก็เป็เพราะว่าจำนวนคน
ไม่ใช่ว่าสำนักกระบี่์อยากจะได้ผู้คนมากมายอยู่ภายในสำนักเพื่อเพิ่มพูนกำลังรบให้กับตนเอง
แต่เป็เพราะว่าการใช้ชีวิตอยู่ภายในสำนักนั้นยากลำบากต่าง มีเหล่าศิษย์ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าไปสู่สำนักกระบี่์แต่ส่วนใหญ่พวกเขาก็อยู่ได้ไม่เกินสองเดือน
บางคนเข้าไปเพียงแค่ 10 วันก็ทนการฝึกไม่ไหวจนต้องออกมาจากสำนักทำให้เหล่าศิษย์จริงๆที่อยู่ภายในสำนักได้มีน้อย
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมสำนักกระบี่์ถึงจำเป็จะต้องเปิดรับศิษย์ทุกๆสามเดือน เพื่อที่จะค้นหาผู้ที่มีความสามารถและสามารถอยู่ภายในสำนักได้
ถึงแม้ว่าจะเปิดรับศิษย์ทุกๆ 3 เดือนแต่ว่าสำนักกระบี่์ก็มีจำนวน 10 ไม่ได้มากหรือน้อยไปกว่าพวกสำนักใหญ่ๆภายในดินแดนต่างๆ
บ่งบอกว่าผู้คนที่ถูกคัดเลือกเข้ามาออกไปมากขนาดไหน จางอี้ใช้เวลาเดินทางอยู่หลายวันในที่สุดก็เดินทางมาถึงสำนักกระบี่์
ในวันนี้เป็วันที่ผู้คนมากมายเวลาเข้าร่วมการคัดเลือกพอดี จางอี้เดินทางมาถึงก่อน 1 วันแต่พักอยู่ที่หมู่บ้านที่อยู่ตีนเขาของสำนักกระบี่์
ผู้คนส่วนใหญ่มักจะเดินทางมาก่อน 1 สัปดาห์เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมกับการทดสอบ แต่ว่าจางอี้มีเวลาไม่มากนักจำเป็จะต้องเดินทางมาและในที่สุดก็เดินทางมาทัน
สำนักกระบี่์ตั้งอยู่ด้านหน้าบันไดสูงชันที่สูงขึ้นไปหลายพันขั้น สำนักกระบี่์มันเป็สำนักขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงระหว่างสามูเาติดกัน มันถูกเชื่อมโยงกันูเาทั้ง 3 จะถูกเรียกตามนามของกระบี่ทั้งสามที่เริ่มต้นของสำนัก
ูเากระบี่แรกคือูเากระบี่ตะวัน พวกเขากระบี่จันทรา และสุดท้ายก็คือูเากระบี่ดอกบัว
กระบี่ทั้งสามถือว่าเป็กระบี่ที่ผู้ก่อตั้งทั้ง 3 ของสำนักกระบี่์นั้นใช้ และหลังจากที่ทั้ง 3 นั้นได้จากโลกใบนี้ไปมันเองก็ถูกตั้งกลายเป็ชื่อของพวกเขาทั้ง 3 ที่เชื่อมโยงและเป็หนึ่งเดียวของสำนัก
แต่ว่าทางขึ้นนั้นจำเป็จะต้องขึ้นจากูเาตะวันที่เป็ูเาแรกเท่านั้นนอกนั้นก็ไม่สามารถขึ้นไปได้
หลังจากที่เดินทางมาถึงตอนนี้มีผู้คนมากมายมารวมตัวอยู่บริเวณบันไดทางขึ้นของสำนัก ผู้คนมากมายรวมตัวอยู่ที่สถานที่แห่งนี้มีทั้งคนที่ยากจนและมีทั้งคนที่ร่ำรวย
แม้กระทั่งคนที่มีฐานะสูงส่งขณะที่เป็ลูกของขุนนางใหญ่หรือเป็ทายาทของสำนักใหญ่โตก็เดินทางไปที่สถานที่แห่งนี้
จางอี้ที่เดินทางมาถึงแต่งกายด้วยชุดขาดรุ่ยยังคงไม่เปลี่ยนชุดของตนเองตอนนี้มีท่าทางภายนอกไม่แตกต่างจากขอทานธรรมดา
“ คนเยอะ.. สมกับเป็สำนักอันดับหนึ่งของโลกเบื้องล่างจริงๆ ” จางอี้พยักหน้าพยัคฆ์ตาดวงตามองเห็นว่าในตอนนี้ผู้คนด้านหน้านั้นเต็มไปหมด
ประเมินจากสายตาเหล่าบุรุษและสตรีที่มารวมตัวที่สถานที่แห่งนี้เหมือนว่าน่าจะมีสักประมาณสามถึงสี่ร้อยคน
ในทุกๆ 3 เดือนจะมีผู้คนมากมายเดินทางมาจากสถานที่ต่างๆมารวมตัวกันสถานที่แห่งนี้ และจำนวนเองก็มีมากไม่แพ้กัน
“ ในปีนี้ยังน้อยกว่าทุกๆปี ” เสียงของชายผู้หนึ่งดังมาจากด้านหลัง
จางอี้สะดุ้งดวงตาเบิกขว้างคืนหันไปมองด้านหลังอย่างรวดเร็ว เมื่อหันไปมองด้านหลังของตนในตอนนี้ก็พบเจอกับชายชราผู้หนึ่งยืน
ชายชราหลังค่อมที่มีผมและหนวดเคราสีขาวโพลแต่งกายด้วยชุดทรุดโทรมไม่แตกต่างจากตนเอง แต่ว่าดูดีกว่าหน่อยนึงตรงที่มันไม่มีรอยขาด ชายชราร่างเล็กผู้นี้มาปรากฏกายอยู่ด้านหลังพร้อมกับพูดกับจางอี้
“ เ้าเองก็เดินทางมาคัดเลือกอย่างนั้นหรือขอทานน้อย? ”
จางอี้พยักหน้า ชายชราหลังค่อมก็ส่งเสียงหัวเราะขึ้น “ ฮ่าๆๆ แปลกจริงๆขอทานอย่างเ้าไม่น่าจะเดินทางมาเข้าร่วม ”
“ มีกฎอย่างนั้นหรือขอรับว่าไม่สามารถเดินทางมาเข้าร่วมได้ ” จางอี้ถามอย่างฉงน
ชายชราส่ายหน้าไปมา “ ไม่ๆไม่มี ข้าเพียงแค่ประหลาดใจเท่านั้น ไม่คิดว่าจะมีขอทานมาเข้าร่วมการทดสอบเพราะโดยทั่วไปแล้วจะไม่ค่อยเดินทางมากัน ”
“ คนที่เดินทางมาส่วนใหญ่ก็เป็พวกทายาทของสำนักยุทธหรือผู้บ่มเพาะจากตระกูลใหญ่ๆ อาจจะมีคนธรรมดาถูกต้องมาบ้างแต่ก็ไม่มาก ”
“ ดูเหมือนปีนี้มีบางคนที่น่าสนใจ ” ชายชรามองไปยังพวกเหล่ากลุ่มผู้ที่มาเข้าร่วมด้านหน้า
จางอี้ถึงได้โอกาสแล้วก็ถามขึ้นมา “ ไม่ทราบว่าผู้าุโคือ.. ”
ชายชรายกมือของตนเองขึ้นใช้นิ้วมือชี้ตรงไปยังบริเวณตีนูเา บริเวณบันไดทางขึ้นห่างไปเล็กน้อยจะมองเห็นกระท่อมหลังหนึ่งตั้งอยู่ตรงนั้น
ชายชราก็กล่าวขึ้นมาว่า “ ข้าเป็คนเฝ้าทางขึ้นของูเา ”
“ แสดงว่าท่านเองก็คือศิษย์ของสำนัก ” จางอี้ถาม แต่ว่ามองดูเครื่องแต่งกายคนพวกนี้ใส่เครื่องแต่งกายธรรมดาไม่ได้สวมใส่ชุดของสำนักกระบี่์ที่เป็เอกลักษณ์
“ นั่นสินะจะเรียกว่าคนภายในสำนักได้หรือเปล่าข้าก็เพียงแค่คนคนนึงที่ทำหน้าที่เฝ้าทางขึ้นเท่านั้น ”
“ เ้ารู้แล้วใช่หรือไม่ว่าสำนักกระบี่์คนที่มาเข้าร่วมจะเข้าร่วมตามสายทางที่ตนเองเลือก ” ชายชราเริ่มอธิบาย
จางอี้ใส่หัวอันที่จริงแล้วตัวของเขาแทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเื่สำนักกระบี่์เลย ในครั้งนี้เดินทางมาเพื่อที่จะมาเข้าร่วมคัดเลือกของสำนักเท่านั้น
แต่พูดถึงรายละเอียดของสำนักนี้แน่นอนว่ามันไม่ได้อยู่ภายในความคิดของเขาเลยแม้แต่น้อย ไม่รู้ด้วยว่าการคัดเลือกนั้นต้องทำอย่างไรและการเข้าร่วมต้องใช้อะไรบ้าง
ชายชราเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกเอ็นดูถึงเอยอธิบาย “ ภายในสำนักกระบี่์แยกออกมาเป็หลากหลายแขนง ”
“ ถึงแม้ว่าจะเป็สำนักเดียวกันแต่ว่าเส้นทางของการบ่มเพาะมีผู้คนมากมายแต่แยกออกไปตามเส้นทางของตนเอง ”
“ เพราะแบบนั้นสำนักแห่งนี้จึงมีจุดที่แตกต่างกันออกไป ภายในสำนักเองก็แยกย้ายออกไปเป็หลายแขนงเพื่อที่จะรับรองการสอนเหล่าผู้บ่มเพาะพวกนั้น ”
“ แขนงที่ผู้คนมักจะเข้ามากที่สุดก็น่าจะเป็แขนงฝึกยุทธ แขนงที่ฝึกฝนผู้บ่มเพาะให้กลายเป็นักสู้ฝึกฝนกระบี่หรือแม้กระทั่งฝึกฝนการต่อสู้ ”
“ แผนกที่รองลงมามันเองก็คือแขนงค่ายกลสิ่งที่สามารถเรียนรู้ได้ การบ่มเพาะที่สามารถสร้างเป็ค่ายกลย่อมเป็แขนงที่ผู้คนมากมายเข้าไป แต่คนที่เข้าแขนงนี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็พวกสตรี เพราะเหล่าสตรีนั้นฝึกฝนวิชาค่ายกลกัน”
สตรีที่ฝึกฝนวรยุทธและบ่มเพาะเองก็มีไม่น้อยภายในดินแดน แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วคนที่อยู่ในสายฝึกฝนวรยุทธมันน้อยยิ่งกว่า
ส่วนใหญ่แล้วสตรีจะเลือกเข้าไปสู่เส้นทางของผู้ฝึกฝนค่ายกลเพราะว่ามันไม่จำเป็จะต้องใช้ร่างกายเข้าไปต่อสู้
“ แล้วนอกจากสองอันนั้นล่ะ ”
“ ก็มีอีกหลายแขนงโดยคนที่เข้าร่วมทำการคัดเลือก พวกเขาจะต้องเลือกแขนงที่ตนเองจะเข้าแล้วก็ที่ที่ตนเองจะอยู่ด้วย ”
“ เ้าคิดเอาไปหรือยังว่าจะเข้าที่ไหน ”
“ ยังไม่มีเลย ” จางอี้ส่ายหัวไปมา ในหัวตอนนี้เต็มไปด้วยความว่างเปล่าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้เลย
“ เ้าเองก็คิดเอาไว้ก็ดีเพราะการทดสอบจะเริ่มขึ้นแล้ว นั่นไงมาแล้ว ” ชายชราดวงตามองตรงไปจางอี้ก็มองตรงตามไปด้วยเช่นเดียวกัน
ผู้คนมากมายภายในสถานที่แห่งนี้หันมองเป็ตาเดียวพบเห็นชายชราสามคนที่ขี่กระบี่พุ่งทะยานลงมาจากยอดเขา
เหล่าผู้าุโของสำนักกระบี่์ปรากฏกายอยู่ด้านหน้า
จบบท