15
เหยาเยี่ยชิงเดินมาหยุดตรงหน้าของฉีซูเมิ่ง เขาผายมือเล็กน้อยเพื่อเชิญคนตรงหน้าไปยังที่เหมาะสม
“เรือนรับรองตั้งอยู่ไม่ไกลนักเชิญเ้าสำนักฉี”
“ข้าไม่ถือ” ฉีซูเมิ่งหย่อนกายลงนั่งบนฟูกไม่ไกลนัก วันนี้เขาแค่จะนำข่าวมาเอ่ยไม่นานก็จะจากไป
เหยาเยี่ยชิงยิ้มเจื่อนรอบหนึ่งก่อนเก็บมือและนั่งลงไม่ห่างกัน ตำแหน่งโต๊ะจัดขึ้นเพื่อฟังคำสอนของเ้าสำนักดังนั้นแล้วจึงหันหน้าเข้าหาแท่นที่เขาลงมาเมื่อครู่ พอนั่งลงจึงรู้สึกแปลกพิกล
ความเงียบเข้าปกคลุมครู่หนึ่งเสียงฝีเท้าดังจากทางประตูหน้า ร่างที่สามปรากฏขึ้น
มู่เยว่ชินสับเท้าเข้าไปยกนำชาให้แขกทันที วางของรับรองเสร็จก็นั่งลงข้างกายเหยาเยี่ยชิง
ฉีซูเมิ่งคิดว่าจะรอให้บุคคลที่สามออกไปก่อนไม่คิดว่าจัดแจงเสร็จคนผู้นั้นจะนั่งลงร่วมวงด้วยจึงทำหน้างุนงง ตอนนี้ทั้งสามหันหน้าออกไปยังแท่นยกสูงจากที่ดูแปลกอยู่แล้วก็เพิ่มความพิกลเข้าไปอีกหลายส่วน
เหยาเยี่ยชิงพยายามทำตัวให้ปกติสุข เอ่ยถามออกไปทางฉีซูเมิ่ง “เ้าสำนักฉีวันนี้มีเื่อะไรหรือ”
ฉีซูเมิ่งไม่ได้ตอบแต่เปรยตามองไปยังด้านหลังของเขา พอมองตามสายตาไปก็หยุดลงที่ศิษย์ของตน
เหยาเยี่ยชิงแปลกใจนิดหน่อยไม่คิดว่าเื่นี้จะเอ่ยต่อบุคคลภายนอกไม่ได้ เห็นดังนั้นจึงกล่าวขึ้น
“เยว่ชินเ้าออกไปก่อน”
“...” มู่เยว่ชินไร้การตอบสนอง
“เยว่ชิน?”
“...” ไร้การตอบสนองเช่นเดิม
กล้าขัดเขาต่อหน้าผู้อื่นแล้วหรือ! เ้าลาตัวนี้!
เหยาเยี่ยชิงหน้าง้ำขึ้นหลายส่วน เขารู้นิสัยดื้อรั้นนี้ดีไม่ว่าจะฉุดดึงทุบตีหากเ้าตัวสี่ขาผู้นี้ไม่ยอมเดิน เขาก็ทำอะไรต่อไม่ได้ เห็นดังนั้นก็สูดลมลงท้องกลืนคำด่าลงไปเอ่ยต่อเ้าสำนักฉีแทน
“เขาเป็ศิษย์สายตรงของข้าไม่นับว่ามีเภทภัย”
ฉีซูเมิ่งเคยได้ยินชื่อเสียงมาบ้าง อดไม่ได้ที่จะหันมองอีกคราหนึ่ง นับว่าปกปิดได้ดีเลิศกว่าจะรู้ตัวว่าไม่ใช่คนทั่วไปก็จิบชาไปหลายคำแล้ว วันนี้ได้ขึ้นเขามาเปิดหูเปิดตาเข้าแล้ว
“เื่ของจางิคงพูดได้กระมัง”
เหยาเยี่ยชิงตัวแข็งขึ้นมาทันใด มือที่ยกถ้วยชาขึ้นก็ค้างตึงอยู่ สายตาเรียวหงส์จ้องเขม็งไปยังั์ตาของฉีซูเมิ่ง
ไม่นานคนตรงหน้าก็เอ่ยขยายความ
“ไม่นานมานี้เขาเข้าร่วมเป็หนึ่งในสายของข้า”
เหยาเยี่ยชิงขมวดคิ้วเป็ปม ใบหน้าคล้ำลงหลายส่วน “เยว่ชินเ้าออกไปก่อน”
มู่เยว่ชินไม่เคยได้ยินน้ำเสียงเช่นนี้ ถึงอาจารย์จะโมโหมากเพียงใดแต่น้ำเสียงไม่เคยดุดันเช่นนี้มาก่อน แต่เขาไม่ได้เอ่ยอันใดยังนั่งเงียบเช่นเดิม
“...มู่ เยว่ ชิน!!”
‘ปัง!’
เื่นี้เหยาเยี่ยชิงไม่อาจให้ผู้ใดรับรู้แม้กระทั่งคนที่สนิทที่สุดก็ตาม มือเรียวตบโต๊ะจนถ้วยชากระเด็นตกลงข้างตัว
มู่เยว่ชินมองมือของอาจารย์ตนครู่หนึ่ง ชาร้อนบางส่วนกระเด็นเกาะอยู่หลังมือ
ความเงียบปกคลุมอีกครั้ง ครานี้คนข้างกายทำตามคำสั่งลุกออกไปอย่างเงียบเชียบและชื่อของฉีซูเมิ่งก็ถูกจดลงบัญชีของมู่เยว่ชินอย่างลับ ๆ
“ว่ามา” เหยาเยี่ยชิงไม่รู้ว่าคนตรงหน้ารู้เื่มากน้อยเพียงใด จางิเป็ดั่งญาติอีกคนของเขา หากความลับนี้เปิดเผยออกมาเกรงว่าจะนำภัยเข้าสำนักเสียงหรู
หลายปีมานี้เขาคิดจะเปิดปากพูดคุยกับผู้อื่นอยู่หลายครั้ง ความจริงที่อัดแน่นคล้ายผนังเขื่อนในวันฝนตก หากแต่บอกต่อผู้ใดแล้วจะทำอย่างไรต่อ เป็คำถามที่วนอยู่ในหัว หากพูดออกไปสุดท้ายเขาจะหาวิธีกลับร่างเดิมได้หรือไม่ คิดไปมาก็ล่วงเลยเข้าปีที่สี่
ฉีซูเมิ่งหยิบสมุดออกมาเล่มหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น
“หากเื่นี้ไม่กระทบต่อผู้อื่นข้าก็จะไม่ยื่นมือเกี่ยว วันนี้มาเพียงหวังไมตรี…คนผู้นั้นที่ท่านเคยให้จางิตามหาไม่อาจแจ้งว่าอยู่หนใด หากแต่เขตไฉหงสองปีมานี้มีผู้คนหายสาบสูญเยอะผิดแปลกไป”
เขตไฉหงเป็ชื่อเรียกตำบลทั้งสี่ประกอบด้วย เข่อซิง ซีอัน ซิ่วตง ซินอี้ ทั้งสี่ตำบลจัดว่าอยู่ใกล้เคียงและเป็หุบเขาที่มีความอุดมสมบูรณ์สูงจึงถูกเรียกโดยรวมว่าเขตไฉหง
“สืบลึกลงก็พบว่ากาลก่อนก็มีผู้คนหายไป ที่นั่นมีสำนักใหญ่อยู่หนึ่งแห่งที่คอยปกปิดเื่ราว บันทึกเล่มนี้แลกมาด้วยศิษย์ของข้าสามคน เกรงว่าคงไม่เสียแรงหากส่งมอบให้ท่าน” คราแรกฉีซูเมิ่งคิดอยากจะออกไปสืบหาความจริงด้วยตนเองแต่หากพลาดพลั้งไปทำลายเบาะแสของเ้าสำนักฝูเข้าคงไม่ดีนักจึงส่งต่อให้แทน
“้าสิ่งใด...” เหยาเยี่ยชิงไม่ได้รับมาแต่สายตาจดจ้องที่สมุดเล่มนั้น
ครั้งแรกที่ฉีซูเมิ่งสืบเื่ของเ้าสำนักฝูท่านนี้เพียงเพื่อ้ารู้เกี่ยวกับหลิวหยางให้มากขึ้นเท่านั้น แต่กลับเจอรากเน่าฝังลึกของสำนักเยียน ก่อนหน้านี้เขาคิดลงมือจัดการกับสำนักแห่งนี้นานแล้ว แต่สี่ปีก่อนจะมีคนชิงลงมือ เมื่อเห็นว่าสงบเสงี่ยมขึ้นจึงละเลยไป ไม่คิดว่าสืบเื่หนึ่งกลับพบอีกเื่หนึ่ง
“แค่เพียงไมตรี หากสิ่งที่ท่านทำไม่กระทบต่อผู้อื่นข้าก็ไม่ยื่นมือและไม่ปริปาก” ฉีซูเมิ่งเตรียมลุกขึ้นก็ชะงักเมื่อได้ยินสิ่งที่เหยาเยี่ยชิงเอ่ย
“เื่ของหลิวหยางนับเป็ไมตรีกระมัง” ั์ตาเรียวหงส์เปรยตามองฉีซูเมิ่งด้วยความเคลือบแคลง
“นับว่าใช่และไม่ใช่ ข้าไม่้าแลกเปลี่ยนแค่มาบอกกล่าวเท่านั้น” เื่ของหลิวหยางไม่อาจนำสิ่งใดมาแลก เขาไม่คิดจะใช้วิธีสกปรกให้ได้มาซึ่งสิ่งที่้า หากคนตรงหน้าไม่เอ่ยออกมาเองตนก็จะเฝ้ารอต่อไป
“...”
“ขอลา”
เหยาเยี่ยชิงเห็นฉีซูเมิ่งจากไปก็ขมวดปมคิ้ว ตอนแรกเขานึกว่าคนผู้นี้จะมาบังคับให้ตนมอบหลิวหยาง
ก่อนที่ฉีซูเมิ่งจะก้าวพ้นขอบประตูก็มีเสียงดังขึ้น “หลิวหยางทำสิ่งใดมักใช้กำลังเต็มที่เสมอ มันจะทำในสิ่งที่ใจมัน้า อยู่ข้างกายคนที่มัน้า...”
เมื่อฟังจบประโยคฉีซูเมิ่งก็ขบกรามแน่น เขาอุตสาหะมอบไมตรีนำข่าวมาบอกกล่าวแต่คนผู้นี้กลับทำลายไมตรีด้วยวาจาเย้ยหยัน
หลังจากร่างสูงเดินจากไปเหยาเยี่ยชิงจดจ้องมองตำราอยู่ที่เดิม มือไม่ยื่นออกไปแตะต้อง สี่ปีที่ผ่านมาเขายังลักลอบออกไปตำบลซีอัน ยืนอยู่ปากทางเข้าเทศกาลหยวนเซียวทอดมองออกไป เป็ตัวโง่งมในสายตาผู้อื่น
หลายปีมานี้เขาเติบโตขึ้นได้อย่างดี ไม่้าให้ผู้ใดมาปลอบโยน ทุกครั้งที่ทอดมองขอเพียงระลึกถึงและอวยพรอยู่เงียบ ๆ เพียงคนผู้นั้นอยู่สุขสบายตนก็ไม่้าสิ่งใด
เมื่อก่อนใช้เวลาสืบหาความั้แ่หัดเขียนจนบัดนี้เติบใหญ่ ใจหนึ่งเขาไม่้าให้คนผู้นั้นกลับมา ให้ตนคิดว่าโดนทอดทิ้งไว้ที่สะพานไม้ ให้นางอยู่ที่อื่นอย่างเป็สุขก็พอใจมากแล้ว
แต่เมื่อคิดตัดใจกลับมีคนนำสิ่งที่เขา้ามาโดยตลอดวางไว้ตรงหน้า แค่เพียงหยิบขึ้นมาสิ่งที่วาดฝันว่านางอยู่ดีมีสุขอาจพังทลายลงในพริบตา
ตะวันเลื่อนลงจนภูผาบดบัง ในตำหนักใหญ่กางอาคมไว้แ่าผิดจากเดิม ในโถงมีเพียงไฟดวงเล็กดวงหนึ่ง
เหยาเยี่ยชิงนั่งอยู่อย่างนั้นในมือหยิบหนังสือขึ้นมาเปิดออก หน้าแรกมีตัวหนังสือเขียนไว้ความว่า ‘หุ่นไม้หนังมนุษย์ในห้องลับสำนักเยียนใบหน้าถูกมัดไว้ด้วยผ้ายันต์สีดำ มิอาจบ่งบอกลักษณะมีเพียงมือที่โผล่ออกมาจากแขนเสื้อ’
มือของเหยาเยี่ยชิงสั่นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ฟันขบริมฝีปากล่างอย่างแรงฝืนทนเปิดหน้าต่อไป ในแต่ละหน้ามีภาพวาดมือประสานกันลักษณะแตกต่างออกไป
เขาขบความอัดอั้นลงริมฝีปากล่าง มือสั่นสะท้านเปิดไปสามสี่หน้าก็หยุดลง
ภาพวาดตวัดหมึกออกเป็นิ้วเรียวยาวประสานเข้าหากันหลังมือมีรอยตำหนิ ปลายนิ้วโป้งแตกออก ลักษณะคล้ายกำสิ่งบางอย่างไว้ ความกลัวแล่นผ่านจากปลายนิ้วสู่กลางใจ
“เยี่ยเอ๋อร์ มากินข้าว”
“เยี่ยเอ๋อร์ เข้านอนได้แล้ว”
“เยี่ยเอ๋อร์ ไม่ร้องแม่อยู่ตรงหน้าเ้าแล้ว”
“เยี่ยเอ๋อร์ ดูนั่นหิมะแรก”
“เยี่ยเอ๋อร์...”
เหยาเยี่ยชิงกัดปากจนเนื้อแทบหลุด รอยเืไหลลงมาตามมุมปาก จะลืมเลือนได้อย่างไร..
เขากระแทกมือลงบนโต๊ะ หยาดน้ำที่กักกันร่วงพรูออกมาอย่างหยุดไม่ได้ มือคู่ที่คอยประคองจูง ป้อนข้าวป้อนน้ำ มือคู่นั้นข้าจะลืมเลือนได้อย่างไร
กระทั่งความอบอุ่นบนฝ่ามือยังจดจำได้ไม่จางหาย สิ่งที่เขาปรารถนาเว้าวอนขออยู่ทุกปีให้นางอยู่ดีมีสุข เพียงเท่านั้น ไยทวยเทพจึงไม่เหลียวแล
เหยาเยี่ยชิงกำลังกระแทกมือลงไปอีกครั้งแต่กลับพบว่าโต๊ะได้พังลงแล้ว เห็นดังนั้นจึงคลายข่ายอาคมออกมุ่งหน้าไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง
เหาะเหินมาไม่นานก็หยุดตรงลำธาร ตรงกลางน้ำมีหินก้อนใหญ่ ร่างสูงไม่รีรอกระโจนเข้าหา มือที่ไร้ซึ่งพลังเซียนปกคลุมบดทำลายหินก้อนใหญ่อย่างสัตว์ป่าคลุ้มคลั่ง
ชะตา บัดซบ!
ทวยเทพ บัดซบ!
ตัวข้าที่ไม่มีกำลัง บัดซบ!
หยดน้ำกระเด็นเต็มหน้าของเหยาเยี่ยชิง บดบังหยดน้ำตาที่ไหลริน ลงแรงไปครั้งที่สามเนื้อเปิดออกจนเป็แผลใหญ่