ค่ำคืนนั้น หยางเสวี่ยเฟยไม่พูดอะไรเพราะรีบพาเสิ่นอวี้หลานไปส่งที่จวน แม้มู่หรงเซียวจะรอดพ้นจากชายหนุ่มไปได้แต่เช้าตรู่วันต่อมากลับได้ยินเมิ่งเซียงปลุกด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“ท่านรองแม่ทัพมารอคุณหนูเ้าค่ะ”
“บอกไปว่าข้าไม่อยู่” นางส่ายหน้าคว้าผ้าห่มมาคลุมโปงไม่อยากรับรู้สิ่งใด
“แต่ว่าเขาจะรอ” เมิ่งเซียงพูดเหมือนทุกวันไม่ผิดเพี้ยน “รองแม่ทัพบอกว่าเื่เมื่อคืนนี้…”
“เมิ่งเซียง ข้าง่วงนอน เ้าอย่าเสียงดังได้หรือไม่”
“คุณหนู… ข้าเองก็ไม่อยากไปเจอรองแม่ทัพเหมือนกันเ้าค่ะ ทั้งสายตาเยือกเย็น หน้าตาเหมือนเสือพร้อมขย้ำเหยื่อ ถึงจะรูปงามแต่น่ากลัวเกินไปเ้าค่ะ” สาวใช้บรรยายสภาพอารมณ์ความรู้สึกของหยางเสวี่ยเฟยในเวลานี้
มู่หรงเซียวเข้าใจเป็อย่างดีเพราะเคยอ่านฉากนี้ในนิยายมาแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่อยากไปพบเขาเช่นกัน ใครเล่าจะอยากได้ยินคนที่ตัวเองแอบรักมานานต่อว่าด้วยความเกลียดชัง
ถึงแม้นางจะไม่ใช่มู่หรงเซียวตัวจริง แต่กลับรู้สึกได้อย่างท่วมท้นเสียอย่างนั้นจึงทำทีไม่ฟังสาวใช้บ่นพึมพำแล้วแต่งตัวหนีออกไปข้างนอกจวนแทนที่
เมิ่งเซียงถอนหายใจเฮือกใหญ่กลัวว่าสิ่งที่เ้านายทำจะยิ่งสร้างความขุ่นเคืองให้รองแม่ทัพ ทั้งยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมมูู่หรงเซียวจึงไม่ลองอธิบายให้อีกฝ่ายฟังว่าเขากำลังเข้าใจผิด
่สองสามวันนี้จึงพยายามโน้มน้าวใจนางให้ออกไปพบหน้าหยางเสวี่ยเฟยสักครั้งแต่กลับโดนหญิงสาวปฏิเสธ
“คุณหนู…” เสียงเมิ่งเซียงดังมาจากนอกห้อง่เช้าตรู่ของอีกวัน มู่หรงเซียวรู้ได้ในทันทีว่าสาวใช้จะเอ่ยเื่ใดจึงตัดบทด้วยการบอกว่า “ข้าไม่สบาย เห็นทีวันนี้ทั้งวันคงไปพบใครไม่ได้”
“คุณหนูไม่สบายหรือเ้าคะ” นางรีบผลักประตูเข้ามาดูอาการด้วยความเป็ห่วงแต่เมื่อเห็นว่าเ้านายนั่งจับคันศรประจำกายเล่นก็กุมขมับทันที “คุณหนูจะให้ข้าบอกรองแม่ทัพไปอย่างนั้นจริงหรือเ้าคะ”
“อืม” มู่หรงเซียวพยักหน้า ไม่อยากพบเขาด้วยเื่ไม่เป็เื่อีกแล้ว
“แต่ว่า…”
“ข้ารู้ว่าเ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่แต่เ้าน่ะคิดผิดแล้ว” สีหน้าของนางดูปลงกับความสัมพันธ์ของมู่หรงเซียวกับหยางเสวี่ยเฟย ค่อย ๆ พูดให้สาวใช้ได้เข้าใจ “รองแม่ทัพหยางเกลียดข้าเข้ากระดูกดำ ไม่ว่าข้าจะทำหรือไม่ได้ทำ หากเขาปักใจเชื่อสิ่งใดไปแล้ว ต่อให้ข้าพยายามอธิบายอย่างไร เขาก็คงหาว่าข้าแก้ตัวอยู่ดี”
“เฮ้อ คุณหนู…”
“เช่นนั้นไปบอกเขาเถอะว่าข้าไม่สบาย” นางลุกขึ้นยืนจัดชุดสีดำทะมัดทะแมงให้เรียบร้อยแล้วถือคันธนูเดินไปที่ริมกำแพง “ข้าจะรีบกลับมาก่อนพลบค่ำ หากท่านพ่อท่านแม่ถามหา เ้าก็บอกว่าข้าไปฝึกยิงธนูกับเฟิงเกอก็แล้วกัน”
เมิ่งเซียงไม่ทันได้อ้าปากถามสิ่งใดต่อก็เห็นเพียงแค่ชายเสื้อสะบัดพลิ้วหายวับไปกับตา
วันนั้น มู่หรงเซียวนัดพบกับเซี่ยหลานเฟิงเหมือนอย่างเคย พวกเขาจะเข้าไปในป่าไม่ไกลจากค่ายฝึกของแม่ทัพใหญ่เพื่อฝึกยิงธนูตามประสาคนที่เติบโตมาด้วยกันั้แ่เด็ก ทั้งยังมีอาจารย์สอนยิงธนูคนเดียวกันอีกด้วย
มือขวาแม่ทัพใหญ่ไม่ได้เห็นท่าทีสนุกสนานของคุณหนูสกุลมู่มานานมากแล้วจึงโล่งใจไปเปราะหนึ่ง หวังว่าการละเล่นจะทำให้นางลืมเื่ราวของหยางเสวี่ยเฟยไปได้ทีละนิด
“เฟิงเกอ วันนี้ข้าขอท้าท่านยิงธนูสามดอกในคราวเดียว” เสียงสดใสโพล่งออกมาด้วยสีหน้าร่าเริง
“คุณหนูแน่ใจหรือ” เขาเลิกคิ้วทำราวกับไม่ใช่เื่ยาก
“เข้าเป้าจุดเดิมสิบครั้ง ผู้แพ้ต้องเลี้ยงสุราดอกท้อที่หอราตรี” หญิงสาวยิ้มแป้นมั่นใจว่าตัวเองจะต้องชนะ
“หอราตรี คุณหนูเป็สตรีจะไปเที่ยวที่นั่นได้อย่างไร” เขามองหน้าบุตรสาวแม่ทัพใหญ่พลันนึกความคิดนาง “คงไม่ใช่ว่าจะปลอมตัวเป็บุรุษหรอกกระมัง”
“เฟิงเกอ ท่านช่างรู้ใจข้ายิ่งนัก” นางตบบ่าเขาไปทีหนึ่งแล้วพูดอีกว่า “ข้าได้ยินมาว่าคืนจันทร์เต็มดวงครั้งถัดไป เสี่ยวเหมยฮวาจะบรรเลงกู่ฉินเพลงที่ข้าชอบ”
“แต่ถึงอย่างนั้นก็ไปไม่ได้ขอรับ”
“ถ้าท่านไม่ไป ข้าจะไปกับเมิ่งเซียง” เ้าตัวไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องไปให้ได้
“คุณหนูไม่มีทางได้ไปแน่นอนเพราะว่าผู้ชนะจะต้องเป็ข้า แล้วข้าจะเปลี่ยนรางวัลเป็เื่อื่น” เซี่ยหลานเฟิงยักคิ้วให้นาง ท่าทีที่แสดงออกไม่เหมือนเ้านายกับลูกน้องแต่เหมือนพี่น้องที่คลานตามกันมา บางครั้งความคิดเห็นก็ไปทิศทางเดียวกันและบางครั้งก็ขัดขากันเองเสียอย่างนั้น
“เอาชนะข้าให้ได้ก่อนเถอะ เฟิงเกอ” หญิงสาวไม่รอช้ายืนประจำที่แล้วหยิบลูกศรออกมาหนึ่งดอก ยกคันธนูเล็งไปที่เป้าด้วยความตั้งใจ เพียงพริบตาศรแหลมคมก็ลอยลิ่วปักกลางเป้าอย่างจัง
หลังจากนั้นพวกเขาก็พากันดวลธนูทั้งวันจนลืมไปเลยว่าต้องถึงจวนก่อนพลบค่ำ ไหน ๆ ได้กลับช้าแล้ว มู่หรงเซียวจึงแอบไปเที่ยวตรงโน้นตรงนี้กับเซี่ยหลานเฟิงอยู่พักหนึ่งแล้วเผลอกลับเข้ามาทางประตูด้านหน้า
เสียงเจื้อยแจ้วพูดคุยกับชายหนุ่มหยุดชะงักทันทีที่เห็นใบหน้าเ็าของรองแม่ทัพหยาง
“เฮอะ…” สายตาที่มองมาทางนางเหมือนกับกำลังคิดว่า นึกอยู่แล้วว่าต้องเป็เช่นนี้ บุตรสาวแม่ทัพใหญ่จะอ่อนแอเหมือนสตรีอื่น ไม่มีทาง...
มู่หรงเซียวลอบถอนหายใจ ค่อย ๆ ถอยไปหลบอยู่ด้านหลังพี่ชายคนสนิท
“คุณหนูมู่หายดีแล้วอย่างนั้นหรือ” หยางเสวี่ยเฟยเอ่ยถามพร้อมเดินเข้ามาใกล้ “อาการป่วยเป็อย่างไรบ้างเล่า”
“เฟิงเกอ” เ้าตัวส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือก่อนที่เซี่ยหลานเฟิงจะก้าวเข้ามาขวางตรงหน้า
“ข้ามีเื่ต้องพูดคุยกับคุณหนูสกุลมู่” เสียงเย็นะเืเอ่ยปรามมือขวาแม่ทัพใหญ่
“ข้าไม่เคยบอกเ้าหรือว่ามืดค่ำป่านนี้แล้วชายที่ไม่มีความเกี่ยวข้องไม่สมควรอยู่เรือนสตรี”
หยางเสวี่ยเฟยยิ้มมุมปาก “เช่นนั้นเ้าเกี่ยวพันอย่างไรเล่า”
สายตาทั้งคู่จ้องกันราวกับรอเวลาเปิดฉาก หากเป็ศัตรูคู่แค้นคงหยิบดาบประลองกันให้รู้แล้วรู้รอด ผู้เป็ต้นเหตุจึงได้แต่ถอนหายใจคิดถึงเนื้อเื่ในนิยาย ต่อให้หลบหน้าเขาไปก็เปล่าประโยชน์ ถึงอย่างไรก็ต้องปะทะคารมกันอยู่ดี
“เฟิงเกอ ขอบคุณที่มาส่งข้า” นางยิ้มให้เขาแล้วหันไปหาอีกคน “เชิญรองแม่ทัพทางนี้เถิด”
เซี่ยหลานเฟิงมองตามคุณหนูสกุลมู่ด้วยความเป็ห่วง ไม่ชอบหน้ารองแม่ทัพเป็ทุนเดิมเพราะเข้าใจว่าเขาคือคนที่พรากความสดใสของนางไป ทำให้หญิงสาวจมทุกข์กับรักข้างเดียวมาเนิ่นนาน
ครั้นทั้งคู่ได้อยู่กันเพียงลำพังที่ศาลากลางสวน ชายหนุ่มก็เป็ฝ่ายเอ่ยปากก่อน “คืนนั้น เ้าผลักอวี้หลานตกสะพานใช่หรือไม่”
“ข้าไม่ได้ทำ” มู่หรงเซียวเอ่ยไปตามตรงเพราะอยากลองดูสักครั้งว่าทำเช่นนี้แล้วเื่ราวในนิยายจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่
“ไม่จริง วันงานเลี้ยงตำหนักจื่อเถิงฮวา เ้าคิดว่าอวี้หลานชนเ้าตกสระบัวใช่หรือไม่” หยางเสวี่ยเฟยควบคุมสีหน้าของตัวเองไม่ให้มีน้ำโหเพราะไม่ว่าจะถามอะไรออกไป อีกฝ่ายไม่เคยคิดยอมรับความจริง “เ้ารู้ดีว่านางไม่ได้ทำแต่กลับพูดใส่ร้ายนาง คราวนี้เ้าเลยเอาคืน ทั้งยังตบหน้านางเป็รอยแดง”
“ข้าไม่...”
“ขณะที่เ้าเอาแต่เที่ยวเล่นสนุกสนาน รู้หรือไม่ว่านางยังนอนซมอยู่ที่จวน” สีหน้าของเขาเป็กังวล ห่วงใยสตรีนางนั้นอย่างเห็นได้ชัด
“เื่วันงาน ข้าได้อธิบายกับทุกคนแล้วว่าข้าลื่นล้มไปเอง แล้วครั้งนี้... ข้าไม่ได้รังแกนางอย่างที่เ้าพูด” หญิงสาวจ้องอีกฝ่ายไม่หลบหน้า
“อย่าพูดอะไรน่าขันไปเลย เ้าอยู่กับนางเพียงลำพังสองคน หากเ้าไม่ได้ทำแล้วผู้ใดจะทำ เ้าจะบอกว่านางะโลงไปในน้ำเอง ใบหน้าที่เป็รอยแดงเกิดจากฝีมือตัวเองอย่างนั้นหรือ นางไม่ใช่คนมากเล่ห์เช่นเ้าเสียหน่อย”
คำพูดของหยางเสวี่ยเฟยทำให้หญิงสาวเบ้หน้าไม่สบอารมณ์ รู้สึกอยากกรีดร้องระบายความอึดอัดใจที่ต้องสงบเสงี่ยมสวมบทบาทมู่หรงเซียว สตรีที่อดทนกับคำพูดหักหาญน้ำใจที่เขาเอ่ยออกมาทุกครั้งที่พบหน้ากัน
มู่หรงเซียว เ้าเคยตบหน้าเขาเพื่อเรียกสติสักครั้งหรือไม่ นางเอ่ยถามตัวตนในอดีต ขมวดคิ้วครุ่นคิดอย่างหนักแต่ก็ต้องหักห้ามใจตัวเองแล้วบอกความจริงไป
“คืนนั้น องค์หญิงเยว่หลิงเป็คนทำร้ายนาง ทั้งตบหน้าแล้วก็ผลักนางตกคลองน้ำ”
“องค์หญิงไม่มีทางทำเช่นนั้น เ้าอย่าใส่ร้ายผู้อื่นเพราะอยากพ้นผิด” เขาฉุนเฉียวที่มู่หรงเซียวเลือกพูดถึงคนอื่นในทางไม่ดี ทั้งยังผิดหวังที่นางกล้าเอ่ยเช่นนั้นออกมา
“เฮ้อ” บุตรสาวแม่ทัพถอนหายใจเฮือกใหญ่ เข้าใจแล้วว่าบทบาทนางร้ายอันดับสามยังคงต้องดำเนินต่อไป “แล้วเ้าอยากให้ข้าทำเช่นไร ให้ข้ายอมรับใช่หรือไม่ว่าข้าเป็คนทำ”
“หากเ้าทำผิดต้องรีบแก้ไข”
“แต่ข้าไม่ผิด” มู่หรงเซียวดื้อรั้นเป็ครั้งสุดท้าย รอดูท่าทีของเขาด้วยความหวังว่าอาจจะเปลี่ยนเื่ราวได้